นายกฯ ต่อยอดหารือภาคธุรกิจสหรัฐฯ–Google รับฟังแผนลงทุน 33 บริษัท 7 อุตสาหกรรม ดึงลงทุนคุณภาพสูง หนุนเศรษฐกิจดิจิทัล–AI

นายกฯ ต่อยอดหารือภาคธุรกิจสหรัฐฯ–Google รับฟังแผนลงทุน 33 บริษัท 7 อุตสาหกรรม 
ดึงลงทุนคุณภาพสูง หนุนเศรษฐกิจดิจิทัล–AI
บทสรุป
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต่อยอดผลการหารือกับภาคธุรกิจสหรัฐอเมริกา จากการพบปะระหว่างการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (UNGA) ณ นครนิวยอร์ก สู่การหารือที่ทำเนียบรัฐบาล โดยต้อนรับคณะนักธุรกิจจากสภาธุรกิจสหรัฐฯ–อาเซียน (U.S.-ASEAN Business Council: USABC) และผู้แทนบริษัทเอกชนสหรัฐอเมริกา รวม 33 บริษัท ครอบคลุม 7 กลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อรับฟังแผนการลงทุน ข้อเสนอแนะ 
และแนวทางขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ พร้อมย้ำเป้าหมายยกระดับประเทศไทยให้เป็นหนึ่งใน 20 ประเทศที่มี
ขีดความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุดของโลกภายในปี 2030 และเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2037 โดยรัฐบาลเดินหน้าปรับปรุงสภาพแวดล้อมการลงทุนผ่าน Thailand FastPass เพื่อลดระยะเวลาการพิจารณาอนุมัติการลงทุน
ที่เข้าเกณฑ์ได้สูงสุดร้อยละ 50 ควบคู่โครงการ Thailand Skill Bridge เพื่อพัฒนาทักษะแรงงานให้ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม การขยายการเข้าถึงพลังงานสะอาดผ่าน Direct PPA และการยกระดับธรรมาภิบาลและความโปร่งใสเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าเป็นสมาชิก OECD พร้อมส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง AI เศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยีชีวภาพ สุขภาพ อาหารและเกษตร นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังได้หารือกับนางรูท โพรัท ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุนของ Alphabet และ Google เพื่อติดตาม
ความคืบหน้าจากการหารือที่นครนิวยอร์ก โดย Google ยืนยันความมุ่งมั่นลงทุนในประเทศไทย พร้อมหารือการพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ การใช้พลังงานสะอาด การบริหารจัดการน้ำและไฟฟ้า แนวคิด One Stop Service สำหรับการขออนุญาตธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ และการพัฒนาทักษะ AI ผ่านโครงการ AI for All Thais เพื่อให้ประชาชน เกษตรกร นักเรียน นักศึกษา และแรงงานสามารถนำ AI ไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ

รายละเอียด
    (5 พ.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้การต้อนรับคณะนักธุรกิจจากสภาธุรกิจสหรัฐฯ–อาเซียน (U.S.-ASEAN Business Council: USABC) นำโดยนาย Brian McFeeters ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร USABC พร้อมผู้แทนบริษัทเอกชนสหรัฐอเมริกา รวม 33 บริษัท ณ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางอุตสาหกรรม แผนการลงทุน และแนวทางส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศไทย โดยผู้แทนภาคเอกชนครอบคลุม 7 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ สินค้าอุปโภคบริโภค การขนส่ง 
โลจิสติกส์และพลังงาน เศรษฐกิจดิจิทัลและนวัตกรรม อุตสาหกรรมการผลิต อาหารและการเกษตร การท่องเที่ยวและบริการทางการเงิน และสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์ชีวภาพ

    นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ภาคเอกชนสหรัฐฯ เป็นหุ้นส่วนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจไทยมาอย่างยาวนาน 
โดยการหารือครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากการพบปะระหว่างการประชุม UNGA ณ นครนิวยอร์ก และการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings สู่การติดตามความร่วมมือและแผนลงทุนในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้รัฐบาล
มีเป้าหมายผลักดันประเทศไทยให้เป็นหนึ่งใน 20 ประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุดของโลกภายใน
ปี 2030 และก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2037 โดยเร่งปรับปรุงประสิทธิภาพภาครัฐและสภาพแวดล้อมด้านการลงทุนผ่านมาตรการสำคัญ ได้แก่ โครงการ Thailand FastPass ลดระยะเวลาการพิจารณาอนุมัติการลงทุน
ที่เข้าเกณฑ์ได้สูงสุดร้อยละ 50 โครงการ Thailand Skill Bridge เชื่อมโยงการพัฒนาทักษะแรงงานกับความต้องการ
ของภาคอุตสาหกรรมและตลาดแรงงาน การขยายโอกาสเข้าถึงพลังงานสะอาดผ่านกลไก Direct Power Purchase Agreements (Direct PPA) และการยกระดับธรรมาภิบาลและความโปร่งใส เพื่อเตรียมความพร้อมของไทยในการเข้าเป็นสมาชิก OECD
    ด้านการค้าและการลงทุน รัฐบาลมุ่งขยายตลาดผ่านการจัดทำความตกลงการค้าเสรีฉบับใหม่ พร้อมระบุว่าการเจรจากับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) สามารถบรรลุข้อสรุปในสาระสำคัญแล้ว และหวังว่าจะมีโอกาสแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันในการเดินหน้าสู่ความตกลงว่าด้วยการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade: ART)
ซึ่งรัฐบาลพร้อมส่งเสริมการลงทุนจากสหรัฐฯ ในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง AI และเศรษฐกิจดิจิทัล รวมถึงเกษตรกรรม อาหาร เทคโนโลยีชีวภาพ สุขภาพ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ตลอดจนเสริมความมั่นคงทางอาหารตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การขนส่ง การจัดเก็บ ไปจนถึงการกระจายสินค้า
    นายกรัฐมนตรียืนยันว่า รัฐบาลพร้อมนำข้อเสนอแนะจากภาคธุรกิจไปพิจารณาและผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยมอบหมายกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามประเด็นต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ผ่านการประสานงานกับ USABC และ BOI เพื่อสนับสนุนการลงทุนและการขยายธุรกิจของบริษัทสหรัฐฯ ในประเทศไทย โดย 7 กลุ่มธุรกิจได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น ข้อสนับสนุน พร้อมเสนอแนวทางขยายความร่วมมือกับไทย ดังนี้ 
    1. กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ยืนยันความมุ่งมั่นใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกรถยนต์ระดับโลก พร้อมยกระดับโรงงานให้รองรับทั้งรถยนต์สันดาปและยานยนต์ไฟฟ้า โดยเสนอให้ส่งเสริมการลงทุน พัฒนาผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ ปรับปรุงภาษีสรรพสามิต และเร่งการเจรจา FTA
    2. กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ชื่นชมไทยในการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและการปราบปรามสินค้าปลอม พร้อมส่งเสริมความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ป้องกันโรค เพื่อสนับสนุนเป้าหมายกำจัดโรคมาลาเรียภายในปี 2573
    3. กลุ่มการขนส่ง โลจิสติกส์ และพลังงาน พร้อมสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านขนส่งและโลจิสติกส์ รวมถึงการเพิ่มขีดความสามารถรองรับเที่ยวบินขนส่งสินค้า และพัฒนาอุตสาหกรรมการบินและการป้องกันประเทศ
    4. กลุ่มเศรษฐกิจดิจิทัลและนวัตกรรม ยืนยันความมุ่งมั่นลงทุนและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลของไทย ครอบคลุม AI โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม และเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยสาธารณะ
    5. กลุ่มอุตสาหกรรมการผลิต อาหารและการเกษตร เสนอให้ดูแลต้นทุนพลังงาน เสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานอาหารและอาหารสัตว์ ขยายตลาดผ่าน FTA และส่งเสริมเทคโนโลยี ทักษะแรงงาน และนวัตกรรมการผลิตขั้นสูง
    6. กลุ่มการท่องเที่ยวและบริการทางการเงิน สนับสนุนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวมูลค่าสูง พร้อมเสนอให้เพิ่มการเชื่อมโยงเที่ยวบิน อำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยว ส่งเสริมเมืองรอง พัฒนาระบบชำระเงินดิจิทัล และปรับปรุงกฎระเบียบด้านธุรกิจและการลงทุน
    7. กลุ่มสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์ชีวภาพ สนับสนุนการผลักดันประเทศไทยสู่ศูนย์กลางทางการแพทย์ระดับภูมิภาค ผ่านการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การเข้าถึงวัคซีนสำหรับผู้ใหญ่ การรองรับสังคมสูงวัย และการส่งเสริมสุขภาพแม่และเด็ก
    การหารือครั้งนี้สะท้อนถึงความต่อเนื่องของความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับภาคธุรกิจสหรัฐฯ จากการพบหารือระหว่างการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ตลอดจนการประชุม IMF - World Bank Annual Meetings ที่ผ่านมา สู่การหารือร่วมกันที่ทำเนียบรัฐบาลในวันนี้ โดยรัฐบาลพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากภาคเอกชน และมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามผลักดันความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน ดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และขยายโอกาสทางเศรษฐกิจที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ
    นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้หารือกับ นางรูท โพรัท (Mrs. Ruth Porat) ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน (President and Chief Investment Officer) ของ Alphabet และ Google เพื่อติดตามผลจากการหารือที่นครนิวยอร์กเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยทาง Google ยืนยันความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจและลงทุนในประเทศไทย พร้อมให้ความสำคัญกับการลงทุนที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและการใช้พลังงานสะอาด ขณะที่รัฐบาลพร้อมส่งเสริมความร่วมมือผ่านโครงการ AI for All Thais เพื่อพัฒนาทักษะ AI ให้ประชาชนในระดับท้องถิ่น ครอบคลุมภาคการเกษตร สังคม การแพทย์ และการศึกษา ในการนี้ทั้งสองฝ่ายหารือแนวทางส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจ ดาต้าเซ็นเตอร์ โดย Google เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการใช้น้ำและไฟฟ้า ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญของธุรกิจดังกล่าว
    นายกรัฐมนตรียืนยันว่า รัฐบาลจะกำหนดนโยบายและหลักเกณฑ์โดยคำนึงถึงประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่าย เพื่อให้การลงทุนเดินหน้าควบคู่กับการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน พร้อมทั้งเสนอแนวคิดพัฒนา ระบบบริการเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) สำหรับการยื่นขออนุญาตประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ โดยนำ AI มาประยุกต์ใช้ในทุกขั้นตอน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน ซึ่ง Google แสดงความสนใจและพร้อมเป็นหนึ่งในบริษัทกลุ่มแรก ๆ และเป็นต้นแบบให้บริษัทอื่นที่สนใจลงทุนในธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทย
    อีกทั้ง รัฐบาลและ Google ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะ AI ให้ครอบคลุมทั้งประชาชนในชุมชน เกษตรกร พนักงาน นักเรียน และนักศึกษา เพื่อให้สามารถนำ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลไปประยุกต์ใช้ในการทำงานและชีวิตประจำวัน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และสร้างโอกาสในการเข้าถึงทักษะที่จำเป็นในอนาคต
    นายกรัฐมนตรีย้ำว่า รัฐบาลพร้อมทำงานร่วมกับภาคเอกชนสหรัฐฯ และบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ เพื่อส่งเสริม การลงทุนคุณภาพสูง ที่สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจควบคู่กับการพัฒนาคน การใช้พลังงานสะอาด การบริหารทรัพยากรอย่างเหมาะสม และการเตรียมประเทศไทยให้พร้อมรองรับอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีแห่งอนาคต


แนวทางการสื่อสาร
1. นำเสนอ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย ต่อยอดผลการหารือจาก UNGA สู่การพบภาคธุรกิจสหรัฐฯ 33 บริษัท ครอบคลุม 7 กลุ่มอุตสาหกรรม เดินหน้าการลงทุนผ่าน Thailand FastPass, Thailand Skill Bridge, Direct PPA และการเตรียมความพร้อมเข้า OECD เพื่อดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูงและอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเข้าสู่ประเทศไทย 
2. นำเสนอ การต่อยอดความร่วมมือกับ Alphabet และ Google ในการลงทุนดิจิทัล ดาต้าเซ็นเตอร์ และ AI พร้อมพัฒนา One Stop Service อำนวยความสะดวกนักลงทุน และผลักดัน AI for All Thais เพื่อยกระดับทักษะประชาชนและแรงงานไทย ให้พร้อมรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีแห่งอนาคต

แฮชแท็กเพื่อการสื่อสาร
#นายกอนุทินดึงลงทุนสหรัฐ #33บริษัท7กลุ่มอุตสาหกรรม #ThailandFastPass #GoogleดันDataCenterAI 
#ดึงลงทุนคุณภาพสูงสู่ไทย #AIforAllThais #กระทรวงมหาดไทย #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง 
------------------------------------------
รวบรวมโดย: กองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ กรมประชาสัมพันธ์
จัดทำโดย: นางจริยา ประสพทรัพย์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ โทร. 092 2468306
   นางภณิตา บูรณ์เจริญ ผู้อำนวยการส่วนการประชาสัมพันธ์ โทร. 092 2468710 
       นางสาวสุณิสา สังข์วงค์ นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการพิเศษ โทร. 092 2468693
       นายปฏิพล หวิงปัด นักสื่อสารมวลชนปฏิบัติการ
 


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar