“สุริยะ” สั่งรับมือ “ซูเปอร์เอลนีโญ” กรมชลฯ - ฝนหลวง ระดมสรรพกำลังช่วยเกษตรกรทั่วประเทศ อุตุฯ เตือนพายุฤดูร้อน 29 เม.ย. - 1 พ.ค.

“สุริยะ” สั่งรับมือ “ซูเปอร์เอลนีโญ” กรมชลฯ - ฝนหลวง ระดมสรรพกำลังช่วยเกษตรกรทั่วประเทศ อุตุฯ เตือนพายุฤดูร้อน 29 เม.ย. - 1 พ.ค.
บทสรุป
    นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เตรียมมาตรการเชิงรุกเพื่อรับมือปรากฏการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ที่ส่งผลให้สภาพอากาศร้อนจัดและปริมาณฝนน้อยกว่าปกติ ซึ่งอาจกระทบต่อภาคเกษตรกรรมในวงกว้าง โดยสั่งการกรมชลประทาน และกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ใช้ 4 ยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ “กักเก็บ-เติมน้ำ-ปรับเปลี่ยน-เฝ้าระวัง” บริหารจัดการน้ำ ปฏิบัติการฝนหลวง ส่งเสริมการปลูกพืช
ใช้น้ำน้อย และการเตือนภัย เยียวยา เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อเกษตรกรให้มากที่สุด โดยเร่งติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด บูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรเตรียมรับมือ จัดทีมแนะนำเกษตรกรปรับเปลี่ยนแผนการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อลดความเสี่ยงจากผลผลิตเสียหาย 
และเตรียมมาตรการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที พร้อมทั้งเตรียมวางแผนบริหารจัดการน้ำล่วงหน้าเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำในภาคเกษตรและการอุปโภคบริโภคอย่างเพียงพอ ด้านกรมอุตุนิยมวิทยา ประเมินว่า ฤดูฝนปี 2569 จะมีปริมาณฝนน้อยกว่าปกติในหลายพื้นที่ และมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะเอลนีโญ ซึ่งจะทวีความรุนแรงในปี 2570 ส่งผลให้เกิดภาวะฝนทิ้งช่วงและภัยแล้งยาวนาน จำเป็นต้องเพิ่มการกักเก็บน้ำ บริหารจัดการน้ำอย่างรอบคอบ และใช้น้ำอย่างประหยัด โดยมีการบูรณาการข้อมูลร่วมกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติและกรมชลประทาน เพื่อติดตามและวางแผนอย่างใกล้ชิด สำหรับในช่วงวันที่ 29 เมษายน - 1 พฤษภาคม 2569 ขอให้ประชาชนที่อยู่บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อน 

รายละเอียด
(27 เม.ย. 69) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงมาตรการเชิงรุกในการรับมือปรากฏการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño) ที่ส่งผลกระทบให้สภาพอากาศร้อนจัดและปริมาณฝนน้อยกว่าปกติ ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรกรรมเป็นวงกว้างในปีนี้ จึงได้เตรียมมาตรการเชิงรุก 4 ยุทธศาสตร์ “กักเก็บ-เติมน้ำ-ปรับเปลี่ยน-เฝ้าระวัง” เพื่อให้เกษตรกรได้รับผลกระทบน้อยที่สุด โดยได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดดำเนินงานตามยุทธศาสตร์เร่งด่วน ดังนี้ 
1. บริหารจัดการน้ำแบบหยดสุดท้าย (Water Management) มอบหมายให้กรมชลประทาน บริหารจัดการน้ำในเขื่อนหลักอย่างเคร่งครัด โดยเน้นน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคเป็นอันดับแรก และวางแผนกระจายน้ำเข้าสู่ระบบคลองส่งน้ำให้ทั่วถึงพื้นที่เกษตรกรรมที่กำลังรอการเก็บเกี่ยว 
2. ปฏิบัติการฝนหลวงล่าความชื้น (Rainmaking) มอบหมายให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ตั้งหน่วยปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็วในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งซ้ำซาก เพื่อปฏิบัติการเติมน้ำในอ่างเก็บน้ำและสร้างความชุ่มชื้นให้ป่าไม้และพื้นที่ไร่นาโดยทันทีเมื่อสภาพอากาศเอื้ออำนวย 
3. ส่งเสริมเกษตรมูลค่าสูง ใช้น้ำน้อย (Crop Substitution) รณรงค์ให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนมาเป็นการปลูกพืชระยะสั้นที่ใช้น้ำน้อยและมีตลาดรองรับ เพื่อลดความเสี่ยงจากการยืนต้นตายของพืชผล 
4. ระบบเตือนภัยและการเยียวยา (Early Warning & Relief) โดยศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติ
ด้านการเกษตร
ด้านนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยืนยันว่า ทุกหน่วยงานมีความพร้อมปฏิบัติตามข้อสั่งการ โดยเร่งจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจทำให้เกิดภาวะฝนทิ้งช่วงและภัยแล้ง เดินหน้าประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรเตรียมรับมือ ยกระดับการมีส่วนร่วมของอาสาสมัครของหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ร่วมเป็นกลไกในการดำเนินการและประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรเตรียมความพร้อมในการดูแลพืชผลทางการเกษตร และเตรียมเคลื่อนย้าย
ปศุสัตว์หากเกิดสถานการณ์เร่งด่วน รวมถึงการให้บริการแบบ One Stop Service ผ่านแอปพลิเคชัน “ศูนย์บริการ เกษตรพิรุณราช” (Pirunraj Agricultural Service Center) อีกช่องทางหนึ่ง และสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการข้อมูลสภาพอากาศและปริมาณน้ำร่วมกับหน่วยงานด้านอุตุนิยมวิทยา และกรมชลประทาน เพื่อวางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพในช่วงเอลนีโญ พร้อมจัดทีมแนะนำเกษตรกรปรับเปลี่ยนแผนการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ลดความเสี่ยงจากผลผลิตเสียหาย และเตรียมมาตรการช่วยเหลือในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างทันท่วงที เพื่อประคับประคองรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้ผ่านพ้นวิกฤตไปได้
นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมให้เป็นไปตามข้อสั่งการของนายสุริยะ ว่า ได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเตรียมความพร้อม วางแผนรับมือ และป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อภาคการเกษตรอย่างเป็นระบบ ซึ่งจากรายงานสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทาน พบว่าปัจจุบันปรากฏการณ์เอนโซ (ENSO) อยู่ในสภาวะปกติ แต่จากแนวโน้มการเข้าสู่สภาวะเอลนีโญ อาจส่งผลให้เกิดสภาวะฝนทิ้งช่วงก่อนฤดูการผลิต จึงได้เตรียมบูรณาการข้อมูลร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ล่วงหน้าและรองรับความต้องการ
ใช้น้ำในภาคการเกษตรและการอุปโภคบริโภคของประชาชนได้อย่างเพียงพอ โดยจะติดตามสถานการณ์น้ำ
ในสภาวะฝนทิ้งช่วงอย่างใกล้ชิด และรายงานสถานการณ์ต่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง 
ขณะที่นายนัฐวุฒิ แดนดี รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยว่า จากการประเมินโมเดลภูมิอากาศจะเห็นว่าหน้าฝนปี 2569 ฝนจะตกน้อยกว่าปกติโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคตะวันออก ภาคใต้ตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง จึงต้องเพิ่มการกักเก็บและการบริหารจัดการน้ำอย่างระมัดระวัง ซึ่งจะมีปัจจัยเสริมจากการเข้าสู่ เอลนีโญ ที่จะทำให้ความรุนแรงเพิ่มขึ้น โดยเอลนีโญจะเกิดขึ้นจริงในปี 2570 ทั้งนี้จากรายงานการเฝ้าระวังปรากฏการณ์เอลนีโญ/ลานีญาในเดือนมีนาคม 2569 ของกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่า ปรากฏการณ์เอนโซ (ENSO: 
El Niño-Southern Oscillation) ที่อยู่ในสภาวะลานีญา ในปัจจุบัน มีความน่าจะเป็นร้อยละ 60 ที่จะเปลี่ยนกลับเข้าสู่สภาวะปกติในช่วงเดือนเมษายน และมีแนวโน้มที่จะคงสภาวะนี้ต่อไปจนถึงช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม ก่อนที่จะเปลี่ยนเข้าสู่สภาวะเอลนีโญต่อไป ซึ่งในปี 2570 จะแล้งยาวและฝนตกน้อย หากการบริหารจัดการน้ำต้นทุนในปีนี้ไม่ดีจะส่งผลถึงปีหน้าได้ อย่างไรก็ตามกรมอุตุนิยมวิทยา ได้บูรณาการข้อมูลร่วมกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และกรมชลประทาน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลทุกสัปดาห์ ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และนำข้อมูลไปวางแผนบริหารจัดการน้ำให้มีความเหมาะสมโดยเฉพาะน้ำที่จะใช้ในภาคการเกษตร ทั้งนี้ในช่วงตั้งแต่เดือนกรกฎาคม สิงหาคม ฝนจะตกน้อยในบางพื้นที่ เช่น ภาคตะวันออก ภาคใต้ตอนบน ในบางจังหวัดจะตกไม่เป็นไปตามเกณฑ์ปกติ ต้องใช้น้ำอย่างระมัดระวังเพราะปัจจัยเอลนีโญในปีหน้ามีความรุนแรงมากกว่าปกติ ต้องมีการจัดการในเรื่องของการบริหารน้ำภาพรวม ซึ่ง สทนช. เป็นเจ้าภาพหลัก กรมอุตุนิยมวิทยา จะประสานข้อมูลโดยจะบอกล่วงหน้ายาว ๆ ประเมินปริมาณฝนที่จะตกเป็นไปตามเกณฑ์หรือไม่ หากพื้นที่ไหนที่จะตกน้อยอาจจะต้องบริหารจัดการในพื้นที่นั้นเป็นพิเศษ ยืนยันว่าขณะนี้มีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
สำหรับสภาพอากาศ ประเทศไทยจะเข้าสู่ฤดูฝนในช่วงต้นเดือนไม่เกินกลางเดือนพฤษภาคม ซึ่งขณะนี้
ลมใต้เริ่มเปลี่ยนและนำความชื้นเข้าสู่ประเทศไทยมากขึ้น มีโอกาสเกิดฝนที่ไม่ถึงกับเป็นพายุฤดูร้อนที่รุนแรง หลังจากนั้นจะมีฝนเกิดขึ้นได้บ่อยขึ้น ในหลายพื้นที่จะมีเมฆมากขึ้น ความร้อนสะสมที่จะก่อให้เกิดการระเหยของน้ำจะระเหยได้น้อยลงจะช่วยบรรเทาการระเหยของน้ำและช่วยเรื่องการขาดแคลนน้ำได้ในระดับหนึ่ง แต่ช่วงที่ผ่านมาอากาศร้อนมากโดยเฉพาะในช่วงก่อนสงกรานต์ เมื่อความร้อนสะสมเป็นเวลานานปะทะกับมวลอากาศเย็นทำให้เกิดลูกเห็บได้ง่ายและเกิดจำนวนมาก ซึ่งจะเห็นได้ว่าปกติลูกเห็บจะเกิดมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคเหนือ แต่ปีนี้เกิดที่สระแก้ว บุรีรัมย์ นครราชสีมา ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดปกติแสดงให้เห็นว่าปัจจัยเรื่องโลกร้อนมีผลค่อนข้างมาก ทำให้กระทบต่อลม สิ่งปลูกสร้าง และพืชผลทางการเกษตร โดยในอนาคตอาจรุนแรงมากขึ้น
นอกจากนี้กรมอุตุนิยมวิทยา ได้แจ้งเตือนในช่วงวันที่ 29 เมษายน – 1 พฤษภาคม 2569 ประเทศไทยตอนบนจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนองลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก และฝนตกหนักบางแห่ง รวมถึงอาจมีฟ้าผ่าเกิดขึ้นได้บางพื้นที่ โดยจะเริ่มจากภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออกก่อน ส่วนภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะได้รับผลกระทบในระยะถัดไป เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือและทะเลจีนใต้ ในขณะที่ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนถึงร้อนจัด ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อน โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้าง และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง สำหรับเกษตรกรควรเสริมความแข็งแรงให้ไม้ผล และเตรียมการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผลผลิตทางการเกษตรและสัตว์เลี้ยง รวมทั้งดูแลรักษาสุขภาพในช่วงที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไว้ด้วย


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar