ผลประชุม RBC ไทย–กัมพูชา บรรลุ 11 ข้อตกลง มุ่งขับเคลื่อนสันติภาพ หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง และเพิ่มความร่วมมือทุกระดับ

ผลประชุม RBC ไทย–กัมพูชา บรรลุ 11 ข้อตกลง มุ่งขับเคลื่อนสันติภาพ หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง และเพิ่มความร่วมมือทุกระดับ
บทสรุป
การประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ไทย–กัมพูชา เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 
ที่จังหวัดศรีสะเกษ บรรลุ 11 ข้อตกลงสำคัญ ทั้งสองฝ่ายย้ำความมุ่งมั่นลดความตึงเครียดตามแนวชายแดน รักษาสันติภาพ และเพิ่มความร่วมมือทุกระดับ โดยจัดตั้งชุดประสานงานเพื่อแก้ไขปัญหาชายแดน หลีกเลี่ยงการยั่วยุ พร้อมร่วมมือปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และกำหนดให้มีการประชุมครั้งต่อไปภายในหนึ่งเดือน โดยกัมพูชาเป็นเจ้าภาพ อีกทั้ง ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมคณะ ยังได้ลงพื้นที่ติดตามผลกระทบจากการโจมตีด้วยจรวด BM-21 ของกัมพูชา ซึ่งสร้างความเสียหายแก่โรงพยาบาลพนมดงรัก และบ้านเรือนประชาชน โดยภาครัฐและเอกชนเร่งให้ความช่วยเหลือ สภากาชาดไทยสนับสนุนงบซ่อมแซมบ้าน 
โดยสหภาพยุโรปได้แสดงความพร้อมร่วมสนับสนุนด้านมนุษยธรรมและการเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน นอกจากนี้ เวลา 15.45 น. ยังได้เกิดเหตุทหารไทยเหยียบกับระเบิด PMN-2 ระหว่างลาดตระเวนบริเวณปราสาทตาควาย ทำให้มีกำลังพลบาดเจ็บ 3 นาย ซึ่งพบความเคลื่อนไหวของทหารกัมพูชาและการบินโดรน 2 ลำ ในพื้นที่ โดยฝ่ายไทยยังคงตรึงกำลังเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตอบโต้ตามสถานการณ์

รายละเอียด
(27 ส.ค. 68) กองทัพภาคที่ 2 ราชอาณาจักรไทย เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee : RBC) สมัยวิสามัญ ระหว่างกองทัพภาคที่ 2 ราชอาณาจักรไทย และภูมิภาคทหารที่ 4 ราชอาณาจักรกัมพูชา ณ จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ จังหวัดศรีสะเกษ การประชุมครั้งนี้ คณะผู้แทนฝ่ายไทยนำโดย พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ประธานร่วมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคฝ่ายไทย และคณะผู้แทนฝ่ายกัมพูชา นำโดย พลโท โปว เฮง ผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 4 ประธานร่วมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคฝ่ายกัมพูชา
การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมาย เพื่อส่งเสริมการพูดคุยและเพิ่มความเชื่อมั่น เพื่อลดความตึงเครียดและรักษาสันติภาพตามแนวชายแดน โดยใช้ทุกกลไกที่จำเป็นเพื่อแก้ไขความแตกต่างอย่างสันติ และหลีกเลี่ยงการปะทะบนพื้นฐานของความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี มิตรภาพและความสามัคคี ด้วยความตั้งใจดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายตกลง ดังนี้
1. ทั้งสองฝ่ายย้ำความมุ่งมั่นที่แน่วแน่ในการปฏิบัติตามข้อตกลงในการประชุมพิเศษเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 และการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) 
สมัยวิสามัญ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568
2. ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะดำรงการสื่อสารตามปกติระหว่างกองทัพภาค ภูมิภาคทหาร และหน่วยต่าง ๆ ตามแนวชายแดนของทั้งสองฝ่าย และมุ่งมั่นที่จะแก้ไขทุกปัญหาด้วยสันติวิธีและหลีกเลี่ยงการปะทะ ทั้งสองฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการเพิ่มการสื่อสารในทุกระดับเพื่อเสริมสร้างความไว้วางใจ และส่งเสริมความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี
3. ทั้งสองฝ่ายยึดมั่นที่จะงดเว้นจากการเผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือข่าวปลอม เพื่อลดความตึงเครียด บรรเทาความรู้สึกในเชิงลบของสาธารณชน และมุ่งแสวงหามาตรการที่ปฏิบัติได้จริงเพื่อส่งเสริมบรรยากาศ
ที่เอื้อต่อการเจรจาอย่างสันติ
4. ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะไม่ขยายขอบเขตและระดับของความขัดแย้ง ซึ่งรวมถึงกิจกรรมที่เป็นการยั่วยุ ไม่ว่าจะโดยฝ่ายทหารหรือฝ่ายพลเรือน อันอาจนำไปสู่ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น เช่น คำปราศรัยที่ปลุกปั่น และกิจกรรมทางทหารที่รุกล้ำเข้าไปในพื้นที่ของอีกฝ่าย ภายหลังการหยุดยิงเมื่อเวลา 24.00 น. (เวลาท้องถิ่น) 
ของวันที่ 28 กรกฎาคม 2568
5. การดำเนินการใด ๆ เพื่อให้เกิดความปลอดภัย ซึ่งรวมถึงการลาดตระเวน การก่อสร้างหรือพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหรือการเสริมความมั่นคงของที่ตั้ง ในลักษณะที่ไม่เป็นการรุกราน และจำกัดอยู่ในพื้นที่ของแต่ละฝ่ายอาจกระทำได้ โดยปฏิบัติตามเงื่อนไขของการหยุดยิงอย่างเคร่งครัดตามที่ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุร่วมกัน ในการประชุมพิเศษ เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ณ เมืองปุตราจายา และการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยวิสามัญ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยมาตรการเหล่านี้มีเป้าประสงค์เพื่อเสริมสร้างบรรยากาศของความไว้วางใจ และความร่วมมือระหว่างทั้งสองฝ่าย
6. ทั้งสองฝ่ายได้เน้นย้ำถึงพัฒนาการเชิงบวกและความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นผ่านการปฏิสัมพันธ์เหล่านี้ ในการเสริมสร้างความร่วมมือในทุกภาคส่วน โดยมีเป้าหมายร่วมกันเพื่อกลับคืนสู่ภาวะปกติ
7. ทั้งสองฝ่ายย้ำถึงความสำคัญของการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม และเห็นชอบให้เสนอเรื่องนี้ ซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) เข้าสู่การประชุม GBC ที่จะมีขึ้นในเร็ว ๆ นี้ ตามที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกัน
8. ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบในหลักการที่จะจัดตั้งชุดประสานงาน (Coordinating Group: CG) เพื่อเสริมสร้างการสื่อสารในทุกระดับ รวมถึงระหว่างผู้บังคับบัญชา คณะทำงานประสานงานชายแดน กองกำลังประจำพื้นที่ชายแดน และหน่วยปฏิบัติการตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขทุกปัญหาด้วยสันติวิธีและหลีกเลี่ยงการปะทะ โดยรายละเอียดจะได้มีการหารือกันในการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ครั้งต่อไป ทั้งนี้ ในระหว่างรอการจัดตั้ง CG ให้ผู้บังคับบัญชาหน่วยประสานงานในพื้นที่ของทั้งสองฝ่าย ซึ่งรวมถึงหน่วยประสานงานชายแดนไทย-กัมพูชาประจำพื้นที่ต่าง ๆ พบปะกันทุกสัปดาห์ หรือตามห้วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่รับผิดชอบของตนเอง
9. ทั้งสองฝ่ายได้ยืนยันความตั้งใจที่จะให้ความร่วมมือและทำงานร่วมกันในการปราบปรามและป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งรวมถึงการดำเนินการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ (การหลอกลวงออนไลน์) การค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ การลักลอบค้าอาวุธ และกิจกรรมอาชญากรรมข้ามแดนอื่น ๆ โดยจะร่วมกันแสวงหามาตรการที่เป็นรูปธรรมและปฏิบัติได้จริงผ่านกรอบความร่วมมือที่มีอยู่แล้ว ประเด็นเหล่านี้ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ควรได้รับการพิจารณาในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ที่จะมีขึ้นในเร็ว ๆ นี้ ตามที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกัน
10. ทั้งสองฝ่ายได้ยืนยันถึงความสำคัญของการตอบสนองต่อการประท้วงเกี่ยวกับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดนอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิผล และได้ตกลงที่จะนำประเด็นที่ไม่สามารถแก้ไขได้ในระดับคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) เสนอต่อการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) หรือกลไกอื่นที่เหมาะสมตามที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน
11. ให้มีการจัดการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ครั้งต่อไปภายในหนึ่งเดือนหลังจากการประชุมครั้งนี้ หรือตามความเหมาะสม โดยมีประเทศกัมพูชาเป็นเจ้าภาพ
ทางด้านนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) กล่าวว่า รัฐบาลเชื่อว่าผลการประชุม RBC ในครั้งนี้จะช่วยลดความตึงเครียด ลดการปะทะและส่งเสริมการรักษาสันติภาพตามแนวชายแดน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นและความจริงใจของไทย ที่ต้องการลดความตึงเครียดชายแดนและสร้างสันติภาพตามที่ได้ตกลงไว้ในการประชุม GBC เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 โดยรัฐบาลพร้อมใช้ทุกกลไกที่เหมาะสมและจำเป็นเพื่อปกป้องอธิปไตย 
บูรณภาพแห่งดินแดน และดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน เป็นสำคัญ
นอกจากนี้ เมื่อเวลา 15.45 น. เกิดเหตุกำลังพลเหยียบกับระเบิด PMN-2 ขณะออกไปเดินลาดตระเวน
ในเขตปฏิบัติการของฝ่ายไทย ณ บริเวณพื้นที่ด้านขวาของปราสาทตาควาย อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เป็นเหตุให้มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บ จำนวน 3 นาย ดังนี้
1. พลทหาร อดิศร ป้อมกลาง สังกัด ร.23 พัน.1 ได้รับบาดเจ็บบริเวณขาขวาท่อนล่างขาด
2. จ่าสิบเอก ณัฐพงศ์ สีชิน สังกัด ร้อย.อวบ.ที่ 2 สนาม ร้อย.ร.221 มว.3 ถูกสะเก็ดระเบิดเข้าบริเวณหลัง บาดเจ็บเล็กน้อย
3. พลทหาร ธรรณ์ณธร เทากระโทก ร้อย.อวบ.ที่ 1 สนาม ร้อย.ร.221 มว.3 บาดเจ็บที่ข้อมือซ้าย เบื้องต้นกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บ หน่วยในพื้นที่ได้เข้าดำเนินการช่วยเหลือ และนำตัวส่งโรงพยาบาล
เพื่อเข้ารับการรักษาเรียบร้อยแล้ว
กองทัพภาคที่ 2 ขอประณามอย่างรุนแรงต่อเหตุการณ์ลักลอบเข้ามาวางกับระเบิดในพื้นที่ปฏิบัติการของฝ่ายไทย โดยกองทัพกัมพูชา ซึ่งถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและบั่นทอนความพยายามในการสร้างสันติภาพตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา อีกทั้งยังเป็นการละเมิดอนุสัญญาออตตาวา ว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิต โอน และทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคล
ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ยังได้รายงานสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ประจำวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ตรวจพบความเคลื่อนไหวทหารฝ่ายกัมพูชาในบางพื้นที่ ตรวจพบโดรน พื้นที่ชายแดน 
2 ครั้ง 2 ลำ ปัจจุบันกองกำลังทั้ง 2 ฝ่าย ยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง ฝ่ายไทยจัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจตามเหตุการณ์ เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม และเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตอบโต้ตามสถานการณ์
สำหรับการดูแลผู้อพยพ อำนวยความสะดวกประชาชนจากพื้นที่เสี่ยงภัย ไปยังพื้นที่รวบรวมพลเรือน 8 ศูนย์ ในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี 4 ศูนย์ 132 คน และในพื้นที่ จ.สุรินทร์ ศูนย์พักพิงชั่วคราว 4 ศูนย์ 388 คน ปัจจุบันมีจำนวน 520 คน เนื่องจากมีความวิตกกังวล โดยทางฝ่ายปกครองได้จัดชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน เข้าดูแลพื้นที่บ้านเรือนของพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจสอบผลกระทบจากการโจมตีด้วยจรวด BM-21 ของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมสากล ณ โรงพยาบาลพนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ 
ได้ลงพื้นที่สำรวจบ้านเรือนประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากสะเก็ดระเบิด โดยมี นายประภาส ศรีจันทร์เวียง รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ แพทย์ พยาบาล หัวหน้าส่วนราชการ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงร่วมให้การต้อนรับ พร้อมนำเสนอแนวทางช่วยเหลือ โดยสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด และกระทรวงมหาดไทย มอบเงินเยียวยา ขณะที่สภากาชาดไทยสนับสนุนงบซ่อมแซมบ้านมูลค่า 800,000 บาท
จากการตรวจสอบโรงพยาบาลพนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา พบความเสียหาย 3 จุด อาคารภูมิพัฒน์และอาคารที่พักบุคลากรได้รับความเสียหายถึงโครงสร้าง ต้องรื้อสร้างใหม่ คาดวงเงินรวมกว่า             42 ล้านบาท ขณะที่อาคารอีก 3 หลังสามารถปรับปรุงซ่อมแซมได้ 
ทั้งนี้ ภาครัฐและภาคเอกชนยังคงเร่งเยียวยาและให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน สหภาพยุโรปได้รับทราบสถานการณ์และหารือแนวทางสนับสนุนด้านมนุษยธรรม รวมถึงการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดน


image รูปภาพ
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar