มท. สั่งยกระดับมาตรการแก้ฝุ่น PM2.5 ปภ. ประสานจังหวัดเร่งลดผลกระทบต่อประชาชน

มท. สั่งยกระดับมาตรการแก้ฝุ่น PM2.5 ปภ. ประสานจังหวัดเร่งลดผลกระทบต่อประชาชน
บทสรุป
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการให้
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ประสานจังหวัดปฏิบัติตามข้อสั่งการอย่างเคร่งครัดและให้ยกระดับมาตรการเพื่อลดผลกระทบจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) อย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยยกระดับการดำเนินมาตรการควบคุมการเผาในพื้นที่โดยเฉพาะในพื้นที่ทางการเกษตร กวดขันอย่างเข้มงวด ใช้กลไกท้องถิ่น ชุมชนดูแล หากพบการเผาให้เร่งยับยั้งทันทีและดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ยกระดับมาตรการด้านสาธารณสุขลดผลกระทบต่อประชาชน จัดหาอุปกรณ์ป้องกัน PM2.5 และประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ ป้องกันตนเองอย่างถูกต้อง ขณะที่ รัฐบาลได้รณรงค์ให้เทศกาลตรุษจีนลดจุดธูป จุดประทัด และการเผากระดาษเงินกระดาษทอง เพื่อลดฝุ่น PM2.5 และป้องกันการเกิดอัคคีภัย ในส่วนของกรุงเทพมหานคร ส่งหนังสือแจ้งเวียนทั้ง 50 เขต เพื่อใช้อำนาจประกาศพื้นที่ควบคุมเหตุรำคาญและแผนลดฝุ่น 365 วัน เพื่อแก้ปัญหา PM2.5 อย่างเร่งด่วนและเป็นรูปธรรมโดยเร็ว รวมถึง กระทรวงคมนาคม ที่ใช้มาตรการส่งเสริมให้ใช้บริการขนส่งสาธารณะรถไฟฟ้าทุกสายทางและรถโดยสารประจำทางขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ฟรี ระหว่างวันที่ 25-31 มกราคม 2568 เพื่อลดฝุ่นละออง PM2.5 พบว่า วันแรกมีผู้ใช้บริการระบบรถไฟฟ้ารวมทั้งสิ้น 1,634,446 คน-เที่ยว เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 45.29

รายละเอียด
    (26 ม.ค. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย 
ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) ได้สั่งการให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในฐานะกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) ประสานจังหวัดปฏิบัติตามข้อสั่งการอย่างเคร่งครัดและยกระดับมาตรการเพื่อลดผลกระทบจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) อย่างเร่งด่วนและลดผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 
ภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ที่มีฝุ่น PM2.5 เกินค่ามาตรฐาน ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วน ดังนี้ 
•    ให้ยกระดับการดำเนินมาตรการควบคุมการเผาในพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ทางการเกษตร ให้อำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมกับหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้มงวด กวดขัน และบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อควบคุมการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม 
•    ใช้กลไกท้องถิ่นและท้องที่ โดยมอบหมายกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้นำชุมชน ตลอดจนประชาชนจิตอาสา ให้ร่วมกันสอดส่อง ป้องปราม ควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายเพื่อลดการเกิดฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) จากแหล่งกำเนิดต่าง ๆ 
•    กรณีพบการเผาในพื้นที่ให้ดำเนินการยับยั้งการเผาในทันทีและบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายในการห้ามเผาอย่างเด็ดขาด 
•    ให้ยกระดับมาตรการลดผลกระทบต่อประชาชน โดยให้หน่วยงานด้านสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ออกหน่วยให้บริการประชาชน จัดหาอุปกรณ์ป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) จัดเตรียมพื้นที่ปลอดภัย (Safety Zone) ห้องปลอดฝุ่น คลินิกมลพิษ ไว้บริการประชาชนอย่างเพียงพอและเหมาะสม 
•    ให้ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้เกี่ยวกับข้อปฏิบัติที่ถูกต้องในการป้องกันตนเองจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ให้ประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนกลุ่มเสี่ยง ทั้งผู้สูงอายุ ผู้ป่วยระบบทางเดินหายใจ เด็กและเยาวชนในสถานศึกษาหรือศูนย์เด็กเล็ก ผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง ให้ดำเนินการตามข้อปฏิบัติดังกล่าวเพื่อลดผลกระทบจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก
ทั้งนี้ กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) ได้กำหนดจัดประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ในวันที่ 27 มกราคม 2568 ณ จังหวัดเชียงใหม่ 
เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ตลอดจนร่วมหารือแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) เพื่อบูรณาการทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการลดผลกระทบจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ที่มีผลต่อสุขภาพและการดำเนินชีวิตของประชาชน 

ตรุษจีนลดใช้ธูป ลดฝุ่น PM2.5 – ป้องกันอัคคีภัย
    นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเร่งแก้ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ที่เกินมาตรฐานหลายพื้นที่ขณะนี้ ซึ่งในช่วงเทศกาลตรุษจีนมีกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การจุดธูป จุดพลุ ประทัด และการเผากระดาษเงินกระดาษทอง เป็นปัจจัยที่ทำให้ปัญหาฝุ่นค่า PM2.5 เพิ่มสูงขึ้นในวงกว้าง และเนื่องจากสภาพอากาศแห้งในช่วงฤดูหนาว เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีบ้านเรือนหนาแน่น สถานประกอบการต่าง ๆ ที่ได้ปิดทำการในช่วงเทศกาล อาจทำให้เกิดการสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
    การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชนในช่วงเทศกาลตรุษจีน จะเป็นการช่วยลดปัญหาฝุ่น PM2.5 และป้องกันอัคคีภัย โดยสามารถใช้ผลิตภัณฑ์ทางเลือก เช่น ธูปไร้ควัน หรือการไหว้บูชาแบบออนไลน์ 
หากจำเป็นต้องจุดธูป ควรทำด้วยความระมัดระวัง ใช้ภาชนะทนไฟ เผาในเตาเผาที่มีคุณภาพ หรือพื้นที่ที่ไม่ก่อให้เกิดควันฝุ่นจำนวนมาก เพื่อเป็นการรับผิดชอบต่อสังคม และมีผู้ดูแลตรวจสอบให้แน่ใจว่าไฟดับสนิทหลังการเผาด้วย
กทม. ประกาศพื้นที่ควบคุมเหตุรำคาญ-แผนลดฝุ่น 365 วัน
          นายเอกวรัญญู อัมระปาล โฆษกของกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ในปี 2567 - 2568 หลายสำนักงานเขตได้ออกประกาศเพื่อขอความร่วมมือในการเฝ้าระวัง ควบคุม ป้องกัน และแก้ไขปัญหาในพื้นที่เขต 
โดยสำนักอนามัยได้แจ้งเวียนให้สำนักงานเขตทั้ง 50 เขตพิจารณาและได้มีการจัดทำแนวทางการประกาศ “พื้นที่ควบคุมเหตุรำคาญ” เพื่อควบคุมและป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 
ในพื้นที่กรุงเทพมหานครเพื่อเป็นแนวทางให้กับสำนักงานเขตพิจารณาใช้มาตรการทางกฎหมายในการควบคุมและป้องกันปัญหา PM2.5 ในพื้นที่เขต ซึ่ง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในฐานะ
เจ้าพนักงานท้องถิ่นได้มอบอำนาจตามกฎหมาย และให้สำนักงานเขตพิจารณาดำเนินการตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการประกาศพื้นที่ควบคุมเหตุรำคาญ พ.ศ. 2561 และประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติกำหนดค่ามาตรฐานฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน 
เมื่อในพื้นที่มีค่าความเข้มข้นของฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 มากกว่า 75 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรขึ้นไป ต่อเนื่องติดต่อกัน 3 วัน และต้องมีองค์ประกอบสำคัญบ่งชี้ครบ 3 องค์ประกอบ ดังนี้  
1. *มีเหตุรำคาญจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 เกิดขึ้นในพื้นที่นั้น สำนักงานเขตต้องพิจารณาและคำนึงถึงกิจการหรือการกระทำใด ๆ ที่ก่อให้เกิดเหตุรำคาญอย่างชัดแจ้ง ประชาชนได้รับรู้และเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็นเหตุรำคาญ มีกฎหมายกำหนดห้ามกระทำการ และกำหนดเป็นความผิดอย่างชัดแจ้ง และมีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในวงกว้าง  
2. มีแหล่งกำเนิดเหตุรำคาญที่ก่อให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 มากกว่า 1 แหล่งขึ้นไป  
         3. ผลกระทบต่อสุขภาพหรือสภาวะความเป็นอยู่ที่เหมาะสมของประชาชนจำนวนมากและครอบคลุมพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง โดยต้องปรากฏลักษณะบ่งชี้อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น โรคระบบทางเดินหายใจ โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด โรคผิวหนัง และโรคตา โดยใช้วิธีทางการระบาดวิทยาหรือวิธีการประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพตามความเหมาะสม และดำเนินการภายใต้แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” 
*เหตุรำคาญ (มาตรา 25 พ.ร.บ.สาธารณสุข พ.ศ. 2535) หมายถึง เหตุหนึ่งเหตุใดอันอาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนของประชาชนผู้ที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียง 
สำหรับหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการป้องกันและระงับเหตุรำคาญ ตามประกาศกำหนดพื้นที่ควบคุมเหตุรำคาญ มีดังนี้ 
      1. ห้ามไม่ให้นำรถเครื่องยนต์ดีเซลที่มีค่าควันดำเกินมาตรฐานมาวิ่งใช้งานบนท้องถนน 
          2. ห้ามเผาในที่โล่งในพื้นที่ควบคุมเหตุรำคาญ 
          3. ให้ปฏิบัติตามมาตรการลดฝุ่นละอองจากกิจกรรมการก่อสร้างอย่างเคร่งครัด ได้แก่ มาตรการที่กำหนดไว้ในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม มาตรการที่กำหนดไว้ในเงื่อนไขแนบท้ายใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร ดัดแปลงอาคาร หรือรื้อถอนอาคาร และมาตรการฉีดพ่นหมอกน้ำในอากาศบริเวณพื้นที่ก่อสร้าง 
          4. ให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันฝุ่นละอองและควบคุมการระบายฝุ่นละอองจากแหล่งกำเนิดไม่ให้เกินมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด ซึ่งหากผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน
สามเดือนหรือปรับไม่เกินสองหมื่นห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 74 แห่งพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการสาธารณสุข (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2560
          นอกจากการประกาศกำหนดพื้นที่ควบคุมเหตุรำคาญในช่วงวิกฤตฝุ่น PM2.5 สูงเกินค่ามาตรฐาน 
ซึ่งจะต้องมีการประกาศเพื่อยกเลิกเมื่อสถานการณ์ดีขึ้นแล้ว ยังได้จัดทำแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ภายใต้ “แผนลดฝุ่น 365 วัน” และเพิ่มความเข้มงวด ตามมาตรการและแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปี 2568 ดังนี้ 


1. เข้มงวดตรวจวัดตรวจจับรถยนต์ควันดำทุกประเภทร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามแผนที่กำหนด 
          2. ประสานสถานีตำรวจท้องที่อำนวยการจราจรและกวดขัน ห้ามจอดรถในถนนสายหลักและสายรองตลอดเวลา 
          3. ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนบำรุงรักษาเครื่องยนต์ จอดรถให้ดับเครื่อง และลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล 
          4. ควบคุมสถานประกอบกิจการ โรงงาน แพลนท์ปูน และสถานที่ก่อสร้างในพื้นที่ไม่ให้ปล่อยมลพิษอากาศเกินค่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด 
          5. ขอความร่วมมือศาลเจ้า มูลนิธิ และวัด งดจุดธูปและเผากระดาษ 
          6. เข้มงวดตรวจตราควบคุมไม่ให้มีการเผาขยะหรือการเผาในที่โล่งทุกประเภท 
          7. เพิ่มความถี่ในการล้างถนนและดูดฝุ่นถนน ฉีดล้างต้นไม้ ใบไม้ และทำความสะอาดป้ายรถเมล์อย่างต่อเนื่อง 
          8. พิจารณาออกประกาศพื้นที่ควบคุมเหตุรำคาญในกรุงเทพมหานคร และบังคับใช้ประกาศอย่างเข้มงวดกับผู้ฝ่าฝืนมาตรการในประกาศฯ 
          9. ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้พร้อมแนะนำวิธีป้องกันสุขภาพอนามัย จากฝุ่นละออง PM2.5 ให้กับประชาชน และแจ้งเตือนประชาชนให้ติดตามสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ผ่านช่องทางต่าง ๆ ของกรุงเทพมหานคร หากประชาชนพบเห็นแหล่งกำเนิดมลพิษสามารถแจ้งเบาะแสผ่านทาง Traffy Fondue 
          10. ออกหน่วยบริการสาธารณสุขและหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ รวมทั้งให้บริการคลินิกมลพิษทางอากาศดูแลสุขภาพประชาชน 
          11. ดำเนินการตามมาตรการลดฝุ่นละออง PM2.5 ในโรงเรียนอย่างเคร่งครัด และลดผลกระทบต่อสุขภาพของนักเรียนในโรงเรียน

รถไฟฟ้าฟรีวันแรกตามมาตรการลดฝุ่นละออง PM2.5 มีผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า เพิ่มขึ้นร้อยละ 45.29 
(26 มกราคม 2568) นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงคมนาคม สนับสนุนยกเว้นค่ารถไฟฟ้า ค่ารถเมล์ เป็นเวลา 7 วัน ตั้งแต่วันที่ 25 ม.ค. 68 เพื่อลดปริมาณฝุ่นที่เกิดจากรถยนต์ โดยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้รับนโยบายและสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ปัญหา PM2.5 อย่างเร่งด่วน ด้านนายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง เปิดเผยว่า วันที่ 25 มกราคม 2568 ซึ่งเป็นวันแรกที่มีมาตรการส่งเสริมให้ใช้บริการขนส่งสาธารณะรถไฟฟ้าทุกสายทางและรถโดยสารประจำทางขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ 
(ขสมก.) ฟรี ระหว่างวันที่ 25-31 มกราคม 2568 รวม 7 วัน เพื่อลดฝุ่นละออง PM2.5 ที่เกิดจากยานพาหนะในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล พบว่า มีผู้ใช้บริการระบบรถไฟฟ้ารวมทั้งสิ้น 1,634,446 คน-เที่ยว เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 45.29 เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยวันเสาร์ในสามสัปดาห์ของเดือนมกราคม 2568 โดยมีผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีทองเพิ่มมากขึ้น 1.42 เท่า รองลงมาคือรถไฟฟ้าสายสีเหลืองและสายสีชมพู เพิ่มขึ้นร้อยละ 92.68 และร้อยละ 86.28 ตามลำดับ โดยทั้งสามสายทางเป็นระบบขนส่งมวลชนขนาดรอง (feeder) ที่มีเส้นทางผ่านที่อยู่อาศัยของประชาชนและเชื่อมโยงกับรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนหลัก
สำหรับรถไฟระหว่างเมืองของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ให้บริการรวม 215 ขบวน มีผู้ใช้บริการจำนวน 75,303  คน-เที่ยว ภาพรวมวันที่ 25 มกราคม 2568 มีผู้ใช้บริการระบบรางรวมทั้งสิ้น 1,709,749 คน-เที่ยว เพิ่มขึ้น 506,355 คน-เที่ยว หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 42.08 เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยวันเสาร์สามสัปดาห์ของเดือนมกราคม 2568 ที่ผ่านมา
นับเป็นเรื่องที่ดีที่ประชาชนร่วมเข้าใช้ระบบรถไฟฟ้าที่มีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน ช่วยลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล เป็นแนวทางที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์ ช่วยลดมลภาวะทางอากาศ จะช่วยส่งผลให้ฝุ่นละออง PM2.5 ลดลงอีกด้วย สำหรับวันจันทร์วันแรกของสัปดาห์ 
(27 ม.ค. 68) คาดว่าจะมีผู้ใช้บริการระบบรถไฟฟ้าจำนวนมากในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนเช้าและเย็น กรมการขนส่งทางรางได้ประสานผู้ให้บริการระบบรถไฟฟ้าเพิ่มความถี่ในการให้บริการในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์ปริมาณผู้โดยสารที่สถานีรถไฟฟ้าต่างๆ เพื่อพิจารณาปรับเพิ่มความถี่ในการให้บริการและเพิ่มช่องทางการออกบัตร/เหรียญโดยสารเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถรองรับการเดินทางของประชาชนได้อย่างเพียงพอ


 


Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar