รัฐบาลสนับสนุนคนไทยมีบ้าน “ธอส.” เดินหน้าปล่อยสินเชื่อใหม่ คาดทั้งปี 67 ไม่ต่ำกว่า
2.3 แสนล้านบาท
บทสรุป
นายกรัฐมนตรี แถลงผลการดำเนินงานของรัฐบาล ภายใต้แคมเปญ “2568 โอกาสไทย ทำได้จริง”
ซึ่งหนึ่งในนโยบายที่รัฐบาลให้ความสำคัญและเร่งผลักดันให้เกิดขึ้นในปี 2568 คือ โครงการ “บ้านเพื่อคนไทย” (Public Housing) ความหวังของคนไทยที่อยากมีบ้าน โดยใช้ที่ดินของรัฐที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ในพื้นที่ทำเลที่ดี เดินทางสะดวก ใกล้รถไฟฟ้า ใกล้ตัวเมือง มาสร้างคอนโดมิเนียมคุณภาพดีมีเฟอร์นิเจอร์พร้อมอยู่ เริ่มต้นที่ 30 ตารางเมตร ผ่อนเดือนละประมาณ 4,000 บาท ระยะผ่อนเวลา 30 ปี และให้สิทธิอยู่อาศัย 99 ปี
ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เดินหน้าสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในการช่วยเหลือประชาชนโดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและปานกลางให้มีคุณภาพชีวิต และความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย ในฐานะสถาบันการเงินของรัฐที่มีพันธกิจ “ทำให้คนไทยมีบ้าน” โดยตลอดระยะเวลา 71 ปีที่ผ่านมา ได้ทำให้คนไทยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองมาแล้วมากกว่า 4.6 ล้านครอบครัว ปัจจุบัน ธอส. มีสินเชื่อคงค้างรวมทั้งสิ้น 1.78 ล้านล้านบาท ให้บริการผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่หลากหลายและตรงตามความต้องการของลูกค้า อาทิ สินเชื่อบ้าน 71 ปี ธอส. โครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อผู้ประกันตน พ.ศ.2567 มาตรการสินเชื่อซื้อ - สร้าง และมาตรการสินเชื่อซ่อม - แต่ง ส่งผลให้การคาดการณ์ทั้งปี 2567 ธอส. จะสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ไม่ต่ำกว่า 230,000 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าหมายในปี 2568 สนับสนุนคนไทยให้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองเพิ่มมากขึ้น โดยปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม
รายละเอียด
วิกฤตที่อยู่อาศัย เป็นวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ในประเทศไทยโดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ราคาบ้านพุ่งสูงขึ้น จากรายงานพบว่าประชาชนในกรุงเทพมหานครกว่าครึ่ง มีรายได้ไม่ถึง 30,000 บาทต่อเดือน
ทำให้ไม่สามารถซื้อบ้านที่มีราคาสูงกว่า 3 ล้านบาท ราคาที่อยู่อาศัยเพิ่มสูงขึ้นกว่า 70% จากราคาที่ดินที่เพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่รายได้เฉลี่ยเพิ่มเพียง 15% ทำให้เกิดภาวะรายได้ประชากรส่วนใหญ่โตไม่ทันราคาที่อยู่อาศัย ภาระทั้งราคาบ้าน มาพร้อมกับภาระค่าใช้จ่ายด้านการเดินทาง ยิ่งบ้านที่ราคาถูกลง ภาระค่าเดินทางก็ยิ่งสูงขึ้นค่าใช้จ่ายเรื่องบ้านและการเดินทาง จึงเป็นเงื่อนสำคัญของการมีคุณภาพชีวิตที่ดี
(12 ธ.ค. 67) นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงผลการดำเนินงานของรัฐบาล
รอบ 3 เดือน (90 วัน) ภายใต้แคมเปญ “2568 โอกาสไทย ทำได้จริง 2025 Empowering Thais: A Real Possibility จากผลงานที่เป็นรูปธรรม สู่อนาคตที่ทำได้จริง” พร้อมมอบนโยบายให้แก่รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ผู้รับผิดชอบในแต่ละนโยบาย ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายที่จะเกิดขึ้นในปีหน้าทั้งหมด
5 นโยบาย ซึ่งหนึ่งในนโยบายที่รัฐบาลให้ความสำคัญและเร่งผลักดันให้เกิดขึ้นในปี 2568 คือ โครงการ
“บ้านเพื่อคนไทย” (Public Housing) ความหวังของคนไทยที่อยากมีบ้าน โดยใช้ที่ดินของรัฐที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ในพื้นที่ทำเลที่ดี เดินทางสะดวก ใกล้รถไฟฟ้า ใกล้ตัวเมือง มาสร้างคอนโดมิเนียมคุณภาพดีมีเฟอร์นิเจอร์พร้อมอยู่ เริ่มต้นที่ 30 ตารางเมตร ผ่อนเดือนละประมาณ 4,000 บาท ระยะผ่อนเวลา 30 ปี และให้สิทธิอยู่อาศัย 99 ปี ซึ่งได้มอบหมายให้นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ดูแลรับผิดชอบร่วมกัน
ธอส. พร้อมเดินหน้าสานต่อนโยบาย “ทำให้คนไทยมีบ้าน” คาดทั้งปี 67 ปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ไม่ต่ำกว่า
2.3 แสนล้านบาท
(16 ธ.ค. 67) นายกมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานปัจจุบันว่า ธอส. ในฐานะสถาบันการเงินของรัฐที่มีพันธกิจ “ทำให้คนไทยมีบ้าน” โดยตลอดระยะเวลา 71 ปีที่ผ่านมา ได้ทำให้คนไทยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองมาแล้วมากกว่า 4.6 ล้านครอบครัว สามารถสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงการคลัง ในการช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและปานกลางให้มีคุณภาพชีวิต และความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย โดย ณ วันที่ 4 ธันวาคม 2567 ธอส. สามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้แล้วกว่า 200,856 ล้านบาท จำนวน 155,536 บัญชี ซึ่งในจำนวนนี้ เป็นสินเชื่อปล่อยใหม่สำหรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและปานกลางวงเงินกู้ไม่เกิน 3 ล้านบาท สูงถึง 95,125 ราย สะท้อนว่า ธอส. เป็นธนาคารที่ตอบโจทย์ด้านสินเชื่อที่อยู่อาศัย สำหรับผู้มีรายได้น้อยและปานกลางมาอย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบัน ธอส. มีสินเชื่อคงค้างรวมทั้งสิ้น 1.78 ล้านล้านบาท ให้บริการผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่หลากหลายและตรงตามความต้องการของลูกค้า อาทิ
1. สินเชื่อบ้าน 71 ปี ธอส. มาพร้อมข้อเสนอสุดพิเศษด้วยอัตราดอกเบี้ยคงที่เพียง 0.71% ต่อปีในช่วง
6 เดือนแรก ครอบคลุมทุกวัตถุประสงค์การกู้ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อบ้าน ปลูกสร้าง ต่อเติม ซ่อมแซม หรือไถ่ถอนจำนองจากสถาบันการเงินอื่น โดยข้อดีของโครงการ ได้แก่ อัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุดในรอบหลายปี ระยะเวลาผ่อนนานสูงสุด 40 ปี วงเงินกู้ตามหลักเกณฑ์ธนาคาร ยื่นขอสินเชื่อได้ทั้งช่องทางสาขาและออนไลน์ ระยะเวลาโครงการถึง 30 ธันวาคม 2567
2. โครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อผู้ประกันตน พ.ศ. 2567 ผู้ประกันตนที่ได้รับสิทธิ์เข้าร่วมโครงการจะได้รับสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ 5 ปีแรก เพียง 1.59% ต่อปี ปีที่ 6 - 8 เท่ากับ MRR - 2.00% ต่อปี และปีที่ 9 จนถึงตลอดอายุสัญญา เท่ากับ MRR - 0.50% ต่อปี (อัตราดอกเบี้ย MRR ของ ธอส. ปัจจุบันเท่ากับ 6.545% ต่อปี) โดย โครงการดังกล่าวผู้ประกันตนสามารถขอสินเชื่อเพื่อซื้อ หรือปลูกสร้างที่อยู่อาศัย ภายใต้วงเงินกู้โครงการสูงสุดไม่เกิน 2 ล้านบาท กรณีกู้ 1 ล้านบาท ผ่อนชำระเงินงวดเพียง 3,400 บาท เท่านั้น สำหรับวงเงินกู้ส่วนที่เกิน 2 ล้านบาท สามารถใช้อัตราดอกเบี้ยผลิตภัณฑ์อื่นของธนาคารได้
3. มาตรการสินเชื่อซื้อ - สร้าง วงเงินมาตรการ 50,000 ล้านบาท โดย ธอส. สนับสนุนสินเชื่อให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง เพื่อซื้อที่ดินพร้อมอาคารหรือห้องชุด ปลูกสร้างอาคารหรือซื้อที่ดินพร้อมปลูกสร้างอาคาร และเพื่อซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวก
ที่เกี่ยวเนื่องเพื่อประโยชน์ในการอยู่อาศัย อัตราดอกเบี้ยพิเศษคงที่ร้อยละ 3 ต่อปี เป็นระยะเวลา 5 ปี วงเงินต่อรายสูงสุดไม่เกิน 3,000,000 บาท ระยะเวลากู้สูงสุดไม่เกิน 40 ปี โดยประชาชนที่สนใจเข้าร่วมมาตรการสามารถยื่นคำขอกู้กับ ธอส. ได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2568 หรือจนกว่า ธอส. ให้สินเชื่อเต็มตามกรอบวงเงินของมาตรการ
4. มาตรการสินเชื่อซ่อม - แต่ง วงเงินมาตรการ 5,000 ล้านบาท โดย ธอส. สนับสนุนสินเชื่อให้แก่ลูกค้าเดิมที่ชำระเงินกู้มาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปีนับตั้งแต่วันทำสัญญาครั้งแรก มีการผ่อนชำระหนี้ดีสม่ำเสมอทุกเดือนไม่น้อยกว่า 1 ปี และมีวงเงินกู้ภายใต้หลักประกันเดิมสูงสุดไม่เกิน 5,000,000 บาท สามารถขอยื่นกู้สินเชื่อเพิ่มได้ เพื่อต่อเติมหรือซ่อมแซมอาคาร หรือเพื่อซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องเพื่อประโยชน์ในการอยู่อาศัย อัตราดอกเบี้ยพิเศษคงที่ร้อยละ 1 ต่อปี เป็นระยะเวลา 3 ปี วงเงินต่อรายไม่เกิน 100,000 บาท โดยประชาชนที่สนใจเข้าร่วมมาตรการสามารถยื่นคำขอกู้กับ ธอส. ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หรือจนกว่า ธอส. ให้สินเชื่อเต็มตามกรอบวงเงินของมาตรการ
ส่งผลให้การคาดการณ์ทั้งปี 2567 ธอส. จะสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ไม่ต่ำกว่า 230,000 ล้านบาท ขณะที่ การจัดทำมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือน ปี 2567 และมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ผู้ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบด้านรายได้ให้กับลูกค้านั้น ปัจจุบันมีลูกค้าลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการรวม 114,101 บัญชี คิดเป็นวงเงินต้นคงเหลือ 133,255.49 ล้านบาท โดยเชื่อว่ามาตรการดังกล่าวจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยรักษาบ้านให้คนไทย และทำให้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของ ธอส. อยู่ในระดับที่เหมาะสมได้
ตั้งเป้า 68 พร้อมหนุนคนไทยให้มีที่อยู่อาศัยเพิ่มมากขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม
สำหรับในปี 2568 ธอส. พร้อมดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงการคลัง ในการสนับสนุนคนไทยให้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองเพิ่มมากขึ้น เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และขับเคลื่อนองค์กร
สู่ความยั่งยืน ด้วยการเป็นที่หนึ่งของสถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท โดย ธอส. คาดการณ์ปล่อยสินเชื่อใหม่ในปี 2568 ได้ไม่ต่ำกว่าปี 2567 ผ่านการให้บริการผลิตภัณฑ์สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ และเงินงวดในการผ่อนชำระอยู่ในระดับที่เหมาะสม สำหรับผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง (Social Solution) และสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำสำหรับกลุ่มผู้ประกอบอาชีพประจำ - อาชีพอิสระที่มีรายได้มากกว่า 25,000 บาท/เดือน (Business Solution)
นายกมลภพ กล่าวว่า “จากภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัวขึ้นในปลายปี 2567 ซึ่งส่งผลต่อเนื่องไปยังเศรษฐกิจในปี 2568 ขยายตัวดีขึ้น ดังนั้นจึงคาดว่าการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยของ ธอส. จะได้ตามที่คาดการณ์ไว้ โดย ธอส. พร้อมสานต่อนโยบายของรัฐในการสนับสนุนให้คนไทยมีบ้าน ด้วยการให้บริการสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำที่หลากหลาย ครอบคลุมทุกกลุ่มอาชีพเพิ่มมากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะปล่อยสินเชื่อได้ไม่ต่ำกว่าสินเชื่อใหม่ที่ปล่อยได้ในปี 2567 ได้”
นอกจากนี้ ธอส. ยังพัฒนาการให้บริการเพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้ายิ่งขึ้น อาทิ 1) โครงการสอบทานกระบวนการให้สินเชื่อ (Automate Loan Review : ALR ) โครงการที่พัฒนาขึ้นเพื่อสอบทานคุณสมบัติของลูกค้าที่ยื่นขอสินเชื่อ เพื่อลดความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในกระบวนการพิจารณาสินเชื่อ ซึ่งช่วยให้ลูกค้าได้สินเชื่อที่ตรงกับความต้องการและความสามารถของลูกค้า และ 2) โครงการระบบ GHB Digital Appraisal ระยะที่ 3 เป็นโครงการที่พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับการประเมินราคาหลักทรัพย์ผ่านระบบดิจิทัล ซึ่งมีการขยายพื้นที่ในการให้บริการไปยังสาขาต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น โดยระบบดังกล่าวเป็นการให้บริการด้านข้อมูลการประเมินราคาหลักทรัพย์ในเบื้องต้นให้กับลูกค้า ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าที่มีความประสงค์จะขอสินเชื่อกับธนาคาร ให้สามารถประเมินราคาในเบื้องต้นเพื่อประมาณการวงเงินอนุมัติเบื้องต้นได้รวดเร็วขึ้น
โดย ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ธอส.ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือ G H Bank Call Center โทร 0 - 2645 - 9000 หรือ Facebook Fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และติดตามข่าวสารของธนาคารได้ที่ Mobile Application: GHB ALL GEN และ www.ghbank.co.th