“คมนาคม” เปิดแผนดันสนามบินไทย ติดท็อป 1 ใน 20 ของโลก ตั้งเป้ารองรับผู้โดยสาร 200 ล้านคน/ปี พร้อมชูโมเดลสนามบินสีเขียว
(10 พ.ย. 67) นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคม ได้วาง เป้าหมายให้ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ดำเนินการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ให้ติด 1 ใน 20 อันดับแรก ของท่าอากาศยานที่ดีที่สุดของโลกภายใน 5 ปี โดยจะเร่งดำเนินการทั้งหมด
3 ระยะ โดยในระยะเร่งด่วนนั้นได้สั่งการให้เพิ่มความสะดวกสบายควบคู่ไปกับการลดระยะเวลารอคอยของผู้โดยสาร ซึ่งปัจจุบัน ทอท. ได้ยกระดับคุณภาพการบริการและเพิ่มความรวดเร็วในหลากหลายด้าน ได้แก่
• การนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกผู้โดยสารตั้งแต่จุดตรวจคนเข้าเมือง ระบบ
รับกระเป๋า ไปจนถึงการเปิดใช้ช่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติทั้งขาเข้าและขาออก (Auto Gate)
รวมถึงการนำระบบไบโอเมตริกพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล (biometric) มาใช้เพิ่มขีดความสามารถรองรับผู้โดยสาร
• ระยะกลาง จะเพิ่มขีดความสามารถการรองรับผู้โดยสารและเที่ยวบินของท่าอากาศยานหลักของประเทศ
• ระยะยาว มุ่งเน้นการก่อสร้างท่าอากาศยานแห่งใหม่ พร้อมทั้งผลักดันอุตสาหกรรมการซ่อมบำรุงอากาศยานและกิจกรรมให้มีความแข็งแกร่งอย่างยั่งยืน
เตรียมแผนพัฒนาเป็นศูนย์กลางการบิน 1 ใน 20 ท่าอากาศยานดีที่สุดในโลก ภายใน 5 ปี
หลังจากได้เยี่ยมชมท่าอากาศยานชางงีและประชุมหารือเพื่อประสานความร่วมมือกันระหว่าง
Mr. Yam Kum Weng ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) และผู้บริหารระดับสูงของ Changi Airport Group (CAG) พลตำรวจเอก วิสนุ ปราสาททองโอสถ ประธานกรรมการ ทอท. และ ดร.กีรติ กิจมานะวัฒน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท.
ดร.กีรติ กิจมานะวัฒน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. กล่าวว่า ปัจจุบันได้เตรียมแผนพัฒนา
เพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางการบิน โดยตั้งเป้าว่าภายใน 5 ปี ท่าอากาศยานในเขตกรุงเทพ ต้องมีขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารได้ 200 ล้านคน/ปี และไปสู่เป้าหมายการเป็น 1 ใน 20 ท่าอากาศยานที่ดี
ที่สุดในโลก ซึ่งท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีแผนจะขยายโครงการส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารหลักด้าน
ทิศตะวันออก (East Expansion) ใช้เวลาดำเนินการ 3 ปี รองรับผู้โดยสารเพิ่ม 15 ล้านคนต่อปี ควบคู่ไปกับการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ (South Terminal) รองรับผู้โดยสารเพิ่มอีก 70 ล้านคนต่อปี
เป็นรูปแบบ Mega Terminal เพิ่มพื้นที่เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ใกล้อาคารผู้โดยสาร เมื่อนำมารวมกับขีดความสามารถในปัจจุบันจะทำให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิรองรับผู้โดยสารได้ 150 ล้านคนต่อปี ขณะที่
ท่าอากาศยานดอนเมืองอยู่ระหว่างแผนพัฒนาระยะที่ 3 เพื่อรองรับผู้โดยสาร 50 ล้านคนต่อปี
กระทรวงคมนาคม ได้มอบนโยบายให้ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) พัฒนาท่าอากาศยาน เพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาคและติดอันดับ 1 ใน 20 สนามบินดีที่สุดในโลกภายใน 5 ปี
โดยในปัจจุบันได้ดำเนินการ ดังนี้
• ติดตั้ง Self Check-in (Kiosk) จำนวน 250 เครื่อง
• ติดตั้งระบบรับกระเป๋าสัมภาระอัตโนมัติ (Common Use Bag Drop: CUBD) จำนวน 40 จุด
• ช่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติทั้งขาเข้าและขาออก (Auto Gate) 80 จุด และจะเพิ่มอีก 120 จุดในอนาคต
• มีเป้าหมายจะเปิดใช้ระบบ Autogate ทั้งหมดสำหรับผู้โดยสารระหว่างประเทศและผู้โดยสารภายในประเทศ เหมือนกับสนามบินชางงีที่ประเทศสิงคโปร์ หลังจากที่ปัจจุบันระบบดังกล่าวสามารถช่วยลดระยะเวลารอคอยผู้โดยสารขาออกให้เหลือเพียง 2 นาที/คน จากเดิมที่ 30-40 นาที/คน
• ทอท. ได้เตรียมศึกษาแผนเปิดใช้งานระบบ Early Check-in ล่วงหน้า 24 ชั่วโมง สำหรับทุกสายการบินเพื่อลดความแออัดและเพิ่มความสะดวกให้ผู้โดยสารที่มาก่อนเวลา หากศึกษาแล้วเสร็จคาดว่าจะเปิดใช้ได้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2568
• เตรียมเปิดให้บริการพื้นที่พักผ่อนใหม่ภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยเป็นพื้นที่ให้ผู้โดยสารพักคอยและ Co-working Space ซึ่งจะเพิ่มพื้นที่ส่วนกลางในการให้บริการผู้โดยสารมากขึ้น
คาดว่าจะพร้อมเปิดให้บริการในเดือนธันวาคม 2567 รวมถึงสนามเด็กเล่นมีกำหนดแล้วเสร็จ
ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2568
พัฒนาเป็นท่าอากาศยานสีเขียว
สำหรับแผนการพัฒนาท่าอากาศยานสีเขียว ขณะนี้ได้หารือถึงแผนพัฒนาท่าอากาศยานสีเขียว (Green Airport) ร่วมกับท่าอากาศยานชางงี ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการปรับปรุงภูมิทัศน์เป็นอันดับต้น ๆ ของโลกแล้ว ซึ่งมีแผนจะร่วมมือกันในการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืนที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (Sustainable Aviation Fuel: SAF) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อบังคับทางการบินยุโรปที่กำหนดให้ท่าอากาศยานทั่วโลกต้องมีเชื้อเพลิง SAF ให้บริการเติมอากาศยานภายใน 3 ปี ดังนั้น จึงเป็นโอกาสที่ดีของเอเชียและประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางผลิตและจำหน่ายเชื้อเพลิง SAF นอกจากนี้ ยังได้หารือกันถึงเรื่องแผนการใช้พลังงานสะอาดโดยการติดตั้งแผงโซลาเซลล์ภายในท่าอากาศยาน ซึ่ง ทอท. ตั้งเป้าหมายภายใน 3 ปีจะลดการใช้พลังงานช่วงกลางวันเป็นศูนย์ (Day time energy) โดยปัจจุบันท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมีกำลังผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์อยู่ที่ 20 เมกะวัตต์ ใกล้เคียงกับท่าอากาศยานชางงีซึ่งอยู่ที่ 35 เมกะวัตต์
นายกรัฐมนตรี ขอให้ทุกหน่วยเตรียมพร้อมรับนักท่องเที่ยวและเพิ่มประสิทธิภาพสนามบินช่วงไฮซีชั่น
(10 พ.ย. 67) นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ประชุมส่วนราชการและติดตามการดำเนินการเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการเดินทางของนักท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซั่นของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พร้อมด้วยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม และพลตำรวจเอก กิตต์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมด้วย
นายกรัฐมนตรี กล่าวถึง การอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยว ว่าเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้ทุกฝ่ายเตรียมความพร้อมต้อนรับเพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมายการเป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยว ต้องช่วยกันทำให้ชาวต่างชาติมีความประทับใจกับการท่องเที่ยวของประเทศไทย โดยเฉพาะช่วงไฮซีซั่น ที่เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครต่างๆ ต้องทำงานหนักขอให้ดูแลให้ดี เพื่อจะได้สร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยว ได้เป็นอย่างดีและในขณะเดียวกันก็ขอให้ประชาสัมพันธ์ซอฟต์พาวเวอร์ไปด้วย
“ต้องยอมรับว่าต่างชาติประทับใจการบริการของประเทศไทย ขอเน้นย้ำเรื่องการดูแลนักท่องเที่ยว เข้าใจดีว่าเจ้าหน้าที่ทำงานหนักอยู่แล้ว โดยเฉพาะในช่วงไฮซีซั่นมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาจำนวนมาก
จึงอยากให้ผู้บังคับบัญชาดูแลในเรื่องนี้ด้วย”
การบริการด้านต่างๆ เช่น การเช็คอิน อยากให้มีการเตรียมความพร้อมให้เกิดความสะดวกไม่ล่าช้า
จนกระทบแผนการท่องเที่ยว และอยากให้มีการบูรณาการเรื่องของการใช้เทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างความรวดเร็วให้กับนักท่องเที่ยว รัฐบาลพร้อมรับฟังเพื่อสนับสนุนและเข้ามาช่วยเหลือแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
“นายกรัฐมนตรี ใช้ช่วงเวลาก่อนการเดินทางไปประชุมผู้นำความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเซีย-แปซิฟิก (เอเปค) ครั้งที่ 31 ที่กรุงลิมา สาธารณรัฐเปรู ตรวจเยี่ยมสร้างขวัญและกำลังใจแก่หน่วยงานที่ให้บริการนักท่องเที่ยว เยี่ยมชมและทดลองการใช้งานระบบพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล (Biometric) ผู้โดยสารขาออก พร้อมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมสร้างความเชื่อมั่น และแผนรับนักท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซั่น โดยเฉพาะ พื้นที่ภาคเหนือที่ต้องเร่งเข้าไปช่วยฟื้นฟูในมิติด้านเศรษฐกิจหลังเกิดสถานการณ์อุทกภัย”
นายกรัฐมนตรี กล่าวชื่นชมระบบการทำงาน และแผนการพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับการท่องเที่ยว พร้อมย้ำขอให้ดูแลนักท่องเที่ยวอย่างดี โดยเฉพาะในด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ทั้งเรื่องกฎระเบียบและกฎหมายต่างๆ พร้อมขอเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่และขอให้ทุกหน่วยงานบูรณาการทำงานเพื่อประชาสัมพันธ์และสื่อสารการท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพตรงตามความต้องการในการให้บริการผู้โดยสาร เพื่อให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยวและการบินของภูมิภาค
กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย รายงานว่า ในปีงบประมาณ 2567 (ตุลาคม 2566 - พฤศจิกายน 2567) มีผู้โดยสารเพิ่มขึ้น 19.2% โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงสุด
5 อันดับแรก ได้แก่ จีน อินเดีย เกาหลีใต้ รัสเซีย และญี่ปุ่น และตารางบินฤดูหนาวคาดว่าจะมีปริมาณผู้โดยสารสูงสุดที่ประมาณ 7,000 คน/ชม. โดยมีความจุของอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ ขาเข้า ประมาณ 7,140 คน/ชั่วโมง ขาออก 5,500 คน/ชั่วโมง นอกจากนี้ ยังได้นำระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้ ได้แก่
• ระบบเช็กอินด้วยตนเองอัตโนมัติ (Common Use Self Service- CUSS) 196 จุด
• ระบบรับกระเป๋าสัมภาระอัตโนมัติ Common Use Bag Drop- CUBD) 50 จุด ที่เริ่มใช้งานตุลาคม 2563 ลดเวลาคอยคิวและกระบวนการเช็กอิน จากเดิมเฉลี่ย 20 นาที เหลือน้อยกว่า 1 นาที
• ระบบตรวจสอบยืนยันตัวตนผู้โดยสาร
• ระบบประตูทางออกขึ้นเครื่องอัตโนมัติ
• ระบบตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ (ขาออก 70 ชุด ขาเข้า 52 ชุด รวม 122 ชุด) ลดเวลาคอยคิวและกระบวนการตรวจหนังสือเดินทาง ลงจากเดิมเฉลี่ย 15 นาที เหลือน้อยกว่า 2 นาที
• ล่าสุด ระบบพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล (Automated Biometric Identification System : Biometric) ด้วยเทคโนโลยี Facial Recognition เริ่มใช้งานตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2567 ช่วยลดเวลา ณ จุด Touch point ต่างๆ ที่ต้องยืนยันตัวตน เช่น เช็คอิน โหลดกระเป๋า PVS จากเดิมเฉลี่ย 3 นาที เหลือ 1 นาที
สำหรับอาคาร Midfield Sattelite ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 6
ท่าอากาศยานที่งดงามที่สุดในโลก (The World’s Most Beautiful Airports) โดยได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัล Prix Versailles จาก UNESCO อีกด้วย
นายกฯ ยืนยันสนามบินสุวรรณภูมิพร้อมรับนักท่องเที่ยวช่วงไฮซีซั่น ย้ำดูแลนักท่องเที่ยวเต็มที่ มั่นใจไทยเป็นฮับท่องเที่ยว จากนโยบายฟรีวีซ่า ทำให้นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 140%
นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า ไม่ได้กังวลในเรื่องใดเป็นพิเศษ เพราะ
ทุกหน่วยงานมีความพร้อมและเต็มที่ที่จะให้บริการประชาชน แต่ได้กำชับขอให้เจ้าหน้าที่ดูแลสุขภาพร่างกายของตัวเอง เพื่อเตรียมรับนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามา ขณะเดียวกันต้องดูแลนักท่องเที่ยวให้เป็นอย่างดี ในเรื่องของระบบที่สนามบินสุวรรณภูมิ เจ้าหน้าที่ตำรวจ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีการเตรียมพร้อมเป็นอย่างดี เนื่องจากทุกคนตระหนักดีว่า การท่องเที่ยวถือเป็นหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทุกฝ่ายต้องเต็มที่ในการดูแลเรื่องความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว
ส่วนที่พบว่า จุดตรวจคนเข้าเมืองมีปัญหาในเรื่องความล่าช้า นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ตอนนี้ระบบพร้อมขึ้นมาก ได้มีการสอบถามเจ้าหน้าที่ว่าหากเกิดปัญหามีการเตรียมแผนสำรองไว้แล้วหรือไม่ โดยเจ้าหน้าที่ได้ยืนยันว่ามีการเตรียมแผนสำรองไว้หมดแล้ว ดังนั้น ไม่ต้องห่วงถือว่าไทยมีความพร้อมที่จะเป็นฮับการบิน และพร้อมที่จะดันการท่องเที่ยวให้เติบโต
สำหรับเป้าหมายการท่องเที่ยวในปีนี้ตัวเลขเติบโตใกล้เคียงกับปี 2019 แต่อาจมีการปรับเปลี่ยนของเชื้อชาติที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยเฉพาะประเทศอินเดียมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น เนื่องมาจากอดีตนายกรัฐมนตรี นายเศรษฐา ทวีสิน ที่ได้ทำนโยบายฟรีวีซ่าไว้ ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นร้อยละ 140
คาดปริมาณผู้โดยสาร ปี 2568 รวม 130 ล้านคน
สำหรับในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 (ต.ค. 67 - ก.ย. 68) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) คาดว่าจะมีผู้โดยสารมาใช้บริการท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง รวมกว่า 129.97 ล้านคน เพิ่มขึ้น 8.95% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็น ผู้โดยสารระหว่างประเทศ ประมาณ 78.61 ล้านคน เพิ่มขึ้น 8.17% และผู้โดยสารภายในประเทศ ประมาณ 51.36 ล้านคน เพิ่มขึ้น 10.18% คาดว่าจะมีเที่ยวบินรวมประมาณ 808,280 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 10.32% แบ่งเป็น เที่ยวบินระหว่างประเทศประมาณ 453,750 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 9.02% และเที่ยวบินภายในประเทศประมาณ 354,530 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 12.02%
• โดยเฉพาะที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ คาดว่าจะมีผู้โดยสารประมาณ 64.44 ล้านคน เพิ่มขึ้น 7.40% และมีเที่ยวบินประมาณ 376,820 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 8.69%
• ท่าอากาศยานดอนเมือง มีผู้โดยสารประมาณ 33.2 ล้านคน เพิ่มขึ้น 13.91% และมีเที่ยวบินประมาณ 223,200 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 13.00%