นายกฯ ลง ระยอง-ชลบุรี เร่ง Megaproject รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินให้แล้วเสร็จ พร้อมโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา ดึงภาคอุตสาหกรรมร่วมลงทุน พื้นที่ EEC - F1

นายกฯ ลง ระยอง-ชลบุรี เร่ง Megaproject รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินให้แล้วเสร็จ พร้อมโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา ดึงภาคอุตสาหกรรมร่วมลงทุน พื้นที่ EEC - F1

(23 มิ.ย. 67) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจราชการ จังหวัดชลบุรี และระยอง 
เพื่อตรวจติดตามการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ ศึกษาดูเส้นทางการแข่งขัน F1 และตรวจติดตามโครงการสำคัญตามนโยบายของรัฐบาล เช่น ด้านมาตรการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก Eastern Economic Corridor (EEC) ติดตามการก่อสร้างโครงการพัฒนาท่าเรือแหลงฉบัง ระยะที่ 3 
โดยมีรายละเอียด ดังนี้
นายกฯ หารือประเด็นปัญหาและการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ เพื่อรองรับการลงทุนในพื้นที่ EEC
  

 เวลา 10:30 น. นายกรัฐมนตรี หารือประเด็นปัญหาและการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ เพื่อรองรับการลงทุนในพื้นที่ EEC  พร้อมติดตามการก่อสร้างโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา และเมืองการบินภาคตะวันออก ณ สนามบินอู่ตะเภา อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง โดย นายกฯ กล่าวมอบนโยบายว่า โครงการ EEC เป็น Megaproject ที่รัฐบาลให้ความสำคัญ ยอมรับว่ามีความล่าช้าบ้าง แต่ต้องลงมืออย่างเร่งด่วน เพื่อยกระดับภาคอุตสาหกรรม  ส่วนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญของการเชื่อมโยง 3  สนามบิน ซึ่งโครงการนี้ควรเร่งสร้างตั้งแต่ปี 2564 แต่ติดปัญหาโควิด ทำให้ไม่เป็นไปตามที่วางแผนไว้  
เร่งพัฒนา รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน
    นอกจากนี้ นายกฯ ยังถามถึงความคืบหน้าของสัญญาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินว่า ระยะเวลาของสัญญาที่ต่อรองไว้ดำเนินการพูดคุยให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปีได้หรือไม่ พร้อมกำชับขออย่าให้ปัญหาลุกลาม เพราะหากสร้างสนามบินเสร็จแล้วรถไฟยังไม่มาจะเกิดปัญหาตามมาได้ ดังนั้น ส่วนตัวเชื่อว่าหลาย ๆ ฝ่ายจะมีการพูดคุยกันได้ดี
นายกฯ กำชับ เลขาฯ EEC เร่ง Megaproject พัฒนาสนามบินอู่ตะเภา
    นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบาย เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) รายงานความคืบหน้าโครงการก่อสร้างพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา และเมืองการบินภาคตะวันออกว่า ปัจจุบันมีความก้าวหน้าโดยเฉพาะงานด้านระบบสาธารณูปโภค เช่น ระบบไฟฟ้าและน้ำเย็น ก่อสร้างแล้ว 26.42% ระบบบริการเติมเชื้อเพลิงอากาศยาน ก่อสร้างแล้ว 48.41% งานด้านประปาและบำบัดน้ำเสีย ก่อสร้างแล้ว 98.44% เป็นต้น ส่วนความคืบหน้าโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกที่ร่วมทุนกับภาคเอกชนคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในปี 2567 โดยเริ่มก่อสร้างงานสำคัญ ๆ เช่น อาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 อาคารเทียบเครื่องบินรอง และศูนย์ธุรกิจการค้า ซึ่งคาดว่าโครงการดังกล่าวจะสามารถเปิดให้บริการในปี 2572
สำหรับความคืบหน้าการลงทุนในพื้นที่ EEC ขณะนี้มีภาคเอกชนได้เข้ามาหารือกับ EEC และสนใจใช้สิทธิประโยชน์ตามประกาศสิทธิประโยชน์ฉบับใหม่อยู่กว่า 30 ราย วงเงินลงทุนรวมกว่า 2.1 แสนล้านบาท ใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรม ที่ได้ส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ EEC ได้แก่ อุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ อุตสาหกรรมบริการ อุตสาหกรรมดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และอุตสาหกรรม BCG โดย EEC ได้ตั้งเป้าหมายดึงเม็ดเงินลงทุนจริง ให้ได้ปีละ 1 แสนล้านบาท ต่อเนื่อง 5 ปี ตั้งแต่ ปี 2567 – 2571
นายกโพสต์ย้ำ ‘สนามบินอู่ตะเภา’ คือ ประตูของ  ECC กำชับ คค. กำกับผู้รับสัมปทานเร่งก่อสร้างตามแผน
นายกฯ โพสต์เฟซบุ๊กถึงความคืบหน้าการก่อสร้างโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาว่า เป็น Megaproject ต่อเนื่องมาหลายรัฐบาลแล้ว พื้นที่จะเชื่อมต่อกับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน เพื่อเป็นโครงข่ายหลักของการขนส่งจากพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ เข้าสู่ใจกลางเมือง และกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยวสู่จังหวัด EEC รวมถึงจังหวัดน่าเที่ยว และยังช่วยลดความแออัดของสนามบินดอนเมือง และสุวรรณภูมิ ดังนั้น ขอให้กระทรวงคมนาคม และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) กำกับให้ผู้รับสัมปทานเร่งก่อสร้างให้เสร็จตามแผนที่กำหนดไว้ ขอให้ภาคเอกชนมั่นใจว่าโครงการรถไฟเชื่อม 3 สนามบินจะมีความชัดเจนให้เห็นในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมนี้แน่นอน ทั้งนี้ นายกฯ ได้ลงพื้นที่ไปพัทยา เพื่อดูการกระตุ้นเศรษฐกิจเรี่องการจัดมหกรรมคอนเสิร์ต และเฟสติวัลต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น ถ้าเกิดไม่มีสนามบินก็จะทำให้ลำบากมากขึ้น 
เร่งรัดโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ทุกแผนงานต้องเสร็จทันกำหนด พร้อมรับนักลงทุนต่างชาติ
    

เวลา 14:00 น. นายกรัฐมนตรี ติดตามและเร่งรัดการก่อสร้างโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ณ ท่าเรือแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดย นายกฯ กล่าวถึงความคืบหน้า หลังจากการลงพื้นที่ตรวจติดตามเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา พบว่า มีความล่าช้า แต่ด้วยการนำของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ 
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จึงสามารถที่จะแก้ไขได้เหลือร้อยละ 4  โดยจะดำเนินการก่อสร้างได้ภายในสิ้นปีหน้า ทำให้การก่อสร้างแล้วเสร็จเป็นไปตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ คือ
เดือนมิถุนายน 2569 
การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) รายงานความคืบหน้าการก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบัง 
•    ส่วนงานที่ 1 งานก่อสร้างงานทางทะเล มีผู้แทนกิจการการค้าร่วม CNNC เป็นผู้รับจ้าง มูลค่างานรวม 21,320 ล้านบาท ประกอบด้วย 
1)    งานถมทะเลทั้งหมดประมาณ 2,846 ไร่ หรือ 4.5 ล้านตารางเมตร 
2)    งานขุดลอกร่องน้ำและแอ่งจอดเรือให้มีระดับความลึก 18.5 เมตร 
3)    งานเขื่อนกันคลื่น 
โดย เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2566 ที่ผ่านมามีความคืบหน้าเพียง 13.26%  ซึ่งหลังจากที่นายกฯ ได้ลงพื้นที่ติดตามและได้มีข้อสั่งการให้ กทท. เร่งรัดการก่อสร้างให้ทันตามแผน ทาง กทท. ได้กวดขัน ติดตาม
การบริหารสัญญาและควบคุมการทำงานของผู้รับจ้างตามข้อสั่งการ สามารถเร่งรัดได้เนื้องานเพิ่มขึ้นกว่า 17%
ซึ่งความคืบหน้าการดำเนินโครงการส่วนที่ 1 ล่าสุด (พ.ค. 67) งานก่อสร้างงานทางทะเล ดำเนินงานได้ 31.12% จากแผนปฏิบัติงาน 35.11% แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาจะดำเนินงานอย่างเต็มที่ แต่ยังคงล่าช้ากว่าแผน 3.99% 
ขณะที่ ผู้ควบคุมงานได้จัดทำแผนเร่งรัดการปฏิบัติงาน โดยเพิ่มเครื่องจักรทางบก ทางน้ำ และแรงงานให้สัมพันธ์กัน เพื่อให้สามารถขุดลอก ได้มากกว่า 2,000,000 ลบ.ม. ต่อเดือนตามเป้าหมาย และได้กำกับดูแล ควบคุมเร่งรัดการทำงานให้ผู้รับจ้างมีผลงานโดยเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 3% ต่อเดือน และมั่นใจว่าการก่อสร้างงานทางทะเลจะดำเนินการแล้วเสร็จตามแผนภายในมิถุนายน 2569 รวมถึงจะไม่กระทบกับสัญญาของบริษัทเอกชนคู่สัญญาบริษัท จีพีซี อินเตอร์เนชั่นแนล เทอร์มินอล จำกัด ที่ กทท. จะต้องมีการส่งมอบเฉพาะพื้นที่งานถมทะเลท่าเทียบเรือ F1 ปัจจุบันมีความคืบหน้าการถมไปกว่า 97% คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในกรกฎาคม 2567 นี้ หลังจากนั้นจะมีเวลาอีกประมาณ 1 ปี ที่จะต้องการตรวจสอบการปรับปรุงคุณภาพพื้นที่ เพื่อเตรียมส่งมอบให้กับบริษัท จีพีซี ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2568
•    งานส่วนที่ 2 งานก่อสร้างอาคาร ท่าเทียบเรือ ระบบถนน และระบบสาธารณูปโภค ได้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างเรียบร้อยแล้ว โดยบริษัท ไชน่า ฮาร์เบอร์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด เป็นผู้ชนะการประกวดราคา ที่วงเงิน 7,298 ล้านบาท ซึ่งเสนอราคาต่ำกว่าราคากลางประมาณ 160 ล้านบาท และกทท. สามารถลงนามในสัญญาได้ภายในต้นกรกฎาคม 2567 
•    งานส่วนที่ 3 งานก่อสร้างระบบรถไฟ มูลค่า 799 ล้านบาท 
•    งานส่วนที่ 4 งานจัดหาประกอบ ติดตั้งเครื่องจักรอุปกรณ์สำหรับขนย้ายสินค้า พร้อมออกแบบประกอบ ติดตั้งระบบเทคโนโลยีสำหรับบริหารท่าเรือและโครงสร้างพื้นฐาน มูลค่า 2,257 ล้านบาท ซึ่งทั้งสองส่วนอยู่ระหว่างการสรรหาผู้รับจ้างจัดทำเอกสารประกวดราคา คาดว่าจะเปิดประมูลได้ในช่วงปลายปี 2567 
ทั้งนี้ หากโครงการแล้วเสร็จ และเปิดให้บริการจะสามารถรองรับปริมาณการขนส่งตู้สินค้าได้เพิ่มขึ้นอีก
7 ล้านทีอียูต่อปี เมื่อรวมกับขีดความสามารถเดิมของท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 1 และ 2 จะมีขีดความสามารถในการรองรับได้ถึง 18 ล้านทีอียูต่อปี รวมถึงการเชื่อมโยงการขนส่งทางรางกับท่าเรือบก เป็นการเพิ่มศักยภาพและรองรับการขยายตัวสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจการลงทุนของประเทศอย่างมหาศาล จะช่วยสนับสนุนให้ท่าเรือแหลมฉบังเป็นศูนย์กลางการขนส่งของภูมิภาค
นายกฯ โพสต์ ‘ท่าเรือแหลมฉบัง’ คือส่วนสำคัญของ Ecosystem ที่จะยกระดับไทยเป็น Logistics Hub ของภูมิภาค 
รัฐบาลเดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก EEC เพื่อดึงเงินลงทุนจากทั่วโลก การพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 และการยกระดับศักยภาพท่าเรือให้สามารถรองรับการนำเข้าและส่งออกรับสินค้าอุตสาหกรรมหนัก พร้อมทั้งเชื่อมโยงกับโครงข่ายรถไฟขนส่งสินค้า เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการโดยด่วน และภายในมิถุนายน 2569 จะต้องส่งมอบพื้นที่ให้เอกชนเข้ามาพัฒนาท่าเรือให้แล้วเสร็จตามกรอบเวลาที่ตั้งไว้ 
นอกจากนี้ ได้เร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่ง (Shift Mode) จากทางถนน สู่ทางราง และทางน้ำ เพิ่มมากขึ้น เพื่อลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ พร้อมทั้งให้ส่งเสริมการใช้ท่าเทียบเรือชายฝั่ง
ที่แหลมฉบัง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งทางน้ำของประเทศด้วย โดยการดำเนินการทุกอย่างที่ว่ามาจะต้องคำนึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไปด้วย
นายกฯ สำรวจเส้นทางแข่ง F1 หาดจอมเทียนพัทยา เตรียมเสนอเป็นตัวเลือกให้ผู้บริหาร F1 พิจารณา
    

(14:30 น.) นายกรัฐมนตรี เผยถึงการลงพื้นที่หาดจอมเทียน เพื่อสำรวจเส้นทางการแข่งขัน F1 ว่า พัทยาเป็นหนึ่งในพื้นที่ของเส้นทางการแข่งขัน ซึ่งมีการสำรวจไปแล้วกว่า 3 - 4 พื้นที่ โดยกลางอาทิตย์หน้า ทางเจ้าหน้าที่ F1 จะเดินทางมาประเทศไทย ในขณะเดียวกันพื้นที่สนามบินอู่ตะเภาก็เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่จะเป็นตัวเลือกในการจัดการแข่งขัน หลังจากนี้อีกประมาณหนึ่งเดือนครึ่งจะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดย นายกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนไม่มีสิทธิ์เลือกว่าจะใช้พื้นที่ใดในการจัดการการแข่งขัน แต่ต้องทำงานร่วมกับ F1 โดยหน้าที่ของรัฐบาลคือหาทำเลที่ตั้งในหลาย ๆ ที่ เพื่อให้ผู้บริหาร F1 เลือกสถานที่ที่ดีที่สุด ซึ่งพื้นที่พัทยาและอู่ตะเภาก็มีศักยภาพที่ดี 
นายกฯ โพสต์ F1 ถือเป็นงานใหญ่ งานยาก แต่เป็นโอกาสดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ
นายกฯ ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัวเรื่องการแข่งขัน F1 ว่า การแข่งขัน F1 มีการจัด 
2 แบบ คือ circuit race ที่ใช้สนามแข่ง ซึ่งจะสามารถควบคุมเรื่องความปลอดภัยได้ง่าย โดยอู่ตะเภามีโครงการที่จะสร้างสนามแข่งรถอยู่แล้ว และมีความเป็นได้ที่จะจัดแข่งได้ตามมาตรฐานของ FIA อีกรูปแบบ คือ  city race ที่เป็นการแข่งบนถนนจริง ๆ เส้นทางเน้นทัศนียภาพ และความสวยงามของเมือง ซึ่งต้องดูความเป็นไปได้ทั้งที่ กรุงเทพฯ และเมืองพัทยา โดย วันนี้มาดูความเป็นไปได้ที่จะจัดในเส้นทาง บริเวณรอบหาดจอมเทียน ซึ่งยังจำเป็นต้องมีการปรับปรุงถนน และองค์ประกอบอื่นของสนามแข่ง เช่น อัฒจันทร์ และฉากกั้น เพื่อให้ได้มาตรฐาน F1 ถือเป็นงานใหญ่ งานยาก แต่ก็เป็นโอกาสของประเทศไทยที่จะดึงเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวได้อย่างมหาศาล

#นายกฯลงพื้นที่ระยอง #นายกฯลงพื้นที่ชลบุรี #ภารกิจนายกฯ #นายกฯลงพื้นที่ 
#ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก #กระทรวงคมนาคม #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง
 -------------------------------------------------------

 


image รูปภาพ
image
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar