ปูนปั้นภาพนักดนตรีสตรีทั้งห้า คูบัว ราชบุรี หลักฐานสำคัญดุริยศิลป์ยุคทวารวดี

ปูนปั้นภาพนักดนตรีสตรีทั้งห้า คูบัว ราชบุรี
หลักฐานสำคัญดุริยศิลป์ยุคทวารวดี
...หนึ่งในโบราณวัตถุชิ้นเยี่ยมหรือชิ้นเอกในสมัยทวารวดีก็คือ ปูนปั้นหรือประติมากรรมนูนต่ำภาพสตรีทั้งห้าที่บรรเลงดุริยางคศิลป์ สตรีจำนวนห้าคนกําลังนั่งตีกรับ ดีดพิณ เป่าขลุ่ย ตีฉิ่ง และขับร้องเพลง ค้นพบที่โบราณสถานหมายเลข ๑๐ เมืองโบราณคูบัว ตำบลคูบัว อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร กรุงเทพฯ
.
..พื้นที่เมืองโบราณคูบัวของจังหวัดราชบุรี ผลจากการศึกษาพบว่า เมืองโบราณคูบัวเคยเป็นเมืองเก่าในสมัยอารยธรรมทวารวดี อีกทั้งเมืองโบราณคูบัวยังปรากฏร่องรอยโบราณสถานเป็นจํานวนมากที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมทวารวดี ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๖ 
.
ด้วยลักษณะภูมิศาสตร์เมืองโบราณคูบัวเป็นพื้นที่ราบลุ่มของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาทางตอนล่าง จึงทําให้เมืองโบราณแห่งนี้กลายเป็นเมืองท่าสําคัญในสมัยทวารวดี โดยเฉพาะการเป็นชุมทางการค้าซึ่งพบร่องรอยโบราณสถานเป็นจํานวนมาก อีกทั้งโบราณสถานเหล่านี้ยังมีความเกี่ยวข้องกับความเชื่อทางพุทธศาสนาซึ่งยืนยันได้จากการก่อสร้างโบราณสถานหลายแห่งในเมืองโบราณคูบัว
.
เมืองโบราณคูบัวมีโบราณสถานในพื้นที่ให้ศึกษาอยู่เป็นจํานวนมาก จึงนับว่าเป็นเมืองโบราณที่สำคัญแห่งหนึ่งในจังหวัดราชบุรี และถือเป็นชุมชนที่มีความสําคัญแห่งหนึ่งมาตั้งแต่ในสมัยอารยธรรมทวารวดีที่ อยู่ทางใต้สุดของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง 
.
ปัจจุบันเมืองโบราณคูบัวมีผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดกว้างประมาณ 800 เมตร ยาวประมาณ 2,000 เมตร มีความคล้ายคลึงกับเมืองโบราณอีกหลายแห่งในลุ่มแม่น้ำตอนล่างทั้งเมืองโบราณอู่ทอง และเมืองโบราณนครชัยศรี ทั้งนี้ขนาดของพื้นที่และการวางผังเมืองนั้น ยังปรากฏร่องรอยของเศษเปลือกหอยแครงปะปนอยู่กับหอยทะเลชนิดอื่นๆ ในชั้นดิน ทำให้นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าพื้นที่ในบริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่มีน้ำทะเลท่วมถึงอยู่หลายแห่ง
.
..หนังสือ ‘โบราณคดีเมืองคูบัว’ โดย สมศักดิ์ รัตนกุล ให้ข้อมูลเมืองโบราณคูบัว เป็นเมืองโบราณสมัยทวารวดีที่มีคูน้ำและคันดินล้อมรอบ แผนผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามุมมน วางตัวในแนวทิศเหนือ-ใต้ มีลำห้วยธรรมชาติไหลผ่านหลายสาย ลำห้วยเหล่านี้เป็นลำห้วยสาขาของลำน้ำสายใหญ่ ซึ่งได้แก่ แม่น้ำอ้อม (แม่น้ำแม่กลองสายเดิม) และแม่น้ำแม่กลอง
.
การสำรวจเมืองโบราณคูบัวตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๐๔ จนถึงปัจจุบัน พบโบราณสถานที่ตั้งอยู่ภายในและภายนอกคูเมืองจำนวน ๖๗ แห่ง กรมศิลปากรดำเนินการขุดแต่งแล้วจำนวน ๒๓ แห่ง ส่วนใหญ่เป็นซากฐานสถูปเจดีย์ที่สร้างขึ้นสืบเนื่องกับพุทธศาสนาทั้งฝ่ายเถรวาทและมหายาน
.
 วันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๔ ท่านเจ้าคุณพุทธวิริยากร วัดสัตนารถประวัติ ร่วมกับท่านเจ้าคุณจินดากรมุนี วัดราชบพิธ พระภิกษุสะอาด วัดลาดเมธัง และสามเณรไสว วัดศรีสุริยวงศ์ สำรวจซากโบราณสถานภายในคูบัว และได้จดลงบันทึก 
.
เดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๕๐๐ พระภิกษุลมุล คุณาภิรโต แห่งวัดสัตตนาตปริวัตร จังหวัดราชบุรี ทำหนังสือแจ้งกรมศิลปากรว่า มีวัดร้างเป็นเนินดินขนาดใหญ่อยู่ในเขตจังหวัดราชบุรี และมีชาวบ้านได้ลักลอบขุดค้นได้พระพุทธรูปและเทวรูปจำนวนมาก 
.
ทางกรมศิลปากรจึงได้ส่งเจ้าหน้าที่ออกไปสำรวจอย่างคร่าวๆ พบเนินดินขนาดใหญ่หลายแห่ง มีก้อนอิฐกระจัดกระจายอยู่ตามเนินดิน ผู้สำรวจสันนิษฐานว่าเนินดินเหล่านั้นน่าจะเป็นโบราณสถาน และพบเศียรพระพุทธรูปที่ชาวบ้านพบในบริเวณนั้น มีลักษณะทางศิลปะเช่นเดียวกับพระพุทธรูปสมัยทวารวดี

เดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๐๓ กรมศิลปากรได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปสำรวจอีกครั้งหนึ่ง พบเนินดินอีกหลายแห่ง แต่อยู่ในที่ดินของเอกชน จึงจำเป็นต้องขออนุญาตเจ้าของที่ดินก่อน ทำให้ยังไม่ได้ดำเนินการสำรวจหรือขุดค้นได้อย่างจริงจัง 
.
เดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๕๐๔ ถึง พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๐๖ นายสมศักดิ์ รัตนกุล สำรวจพื้นที่และขุดค้นเนินดินหลายแห่งทั้งพื้นที่ภายในและภายนอกคูเมืองของเมืองโบราณคูบัว พบเนินดินซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นโบราณสถานมากกว่า ๔๔ แห่ง แต่คณะทำงานได้กำหนดหมายเลขโบราณสถานไว้เพียง 44 แห่ง และได้ขุดแต่งโบราณสถานเหล่านั้นจำนวน ๒๓ แห่ง 
.
..โบราณสถานหมายเลข ๑๐ ซึ่งค้นพบปูนปั้นหรือประติมากรรมนูนต่ำภาพสตรีห้าคนกำลังเล่นดนตรี ตั้งอยู่นอกคูเมืองของเมืองโบราณคูบัวด้านทิศตะวันตก สมศักดิ์ รัตนกุล ได้ให้รายละเอียดว่ามีลักษณะฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ยาวด้านละ ๑๐.๒๕ เมตร สูง ๑.๒๐ เมตร ฐานก่ออิฐเป็นบัวเตี้ยเหนือบัวขึ้นไปมีซุ้มด้านละ ๑๒ ซุ้ม ฐานทางด้านตะวันออกและตะวันตกมีบันไดขึ้นไปสู่องค์เจดีย์ทั้งสองด้าน ยื่นออกมาจากฐานประมาณ ๒.๕ เมตร กว้าง ๑.๕ เมตร ส่วนทางด้านเหนือและใต้ก่ออิฐเป็นมุขยื่นออกมาจากกึ่งกลางของฐานเท่านั้น
.
ซุ้มที่ทำเป็นช่องสี่เหลี่ยมจัตุรัสบนฐานด้านละ ๑๒ ช่องนั้น สันนิษฐานว่าน่าจะมีรูปคนแคระและประติมากรรมอื่นๆติดประดับอยู่ภายใน เพราะขุดค้นพบประติมากรรมปูนปั้นในบริเวณเนินโบราณสถานค่อนข้างมาก ที่สำคัญ อาทิ ภาพบุคคลถูกมัดมือติดกันหรือภาพนักโทษ อาจเป็นภาพประกอบชาดกเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือเป็นภาพเล่าเรื่องสังคมในสมัยนั้น สะท้อนให้เห็นถึงว่าในสมัยนั้นมีการจับนักโทษและการลงโทษกันแล้ว 
.
นอกจากนี้ จากภาพจะเห็นได้ว่า นักโทษไว้ผมยาวและเกล้าเป็นมวยแบบสตรี ภาพกลุ่มสตรีห้าคนกำลังเล่นดนตรี สมัยโบราณของไทยเรียกว่า วงขับไม้บรรเลงพิณ คนขวาสุดของภาพไม่ปรากฏเครื่องดนตรีชัดเจน เนื่องจากชำรุดเสียหาย แต่เมื่อพิจารณาจากท่าทาง สันนิษฐานว่าอาจกำลังเล่นกรับชนิดหนึ่ง คนถัดมาอยู่ในท่าเท้าแขน น่าจะเป็นผู้ขับร้อง คนกลางดีดเครื่องสายประเภทหนึ่งตระกูลพิณ ตรงกับพิณของอินเดีย ‘กัจฉะปิ’ คนที่ 2 จากซ้ายมือถือเครื่องตี น่าจะเป็นฉิ่ง และคนซ้ายสุดดีดเครื่องสายประเภทพิณน้ำเต้าประเภทหนึ่ง อาจชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์กับจีน
.
ภาพกลุ่มนักดนตรี ยังทำให้ทราบถึงการแต่งกายของสตรีในสมัยนั้น กล่าวคือ สตรีจะนุ่งห่มผ้ายาวเกือบถึงส้น ทบชายผ้าไว้ด้านหน้า มีเข็มขัดเชือกหรือผ้าคาดที่เอว อาจเป็นเข็มขัดที่มีลวดลายหรือการพันผ้าที่เล่นลวดลาย มีชายผ้าหรือชายเข็มขัดห้อยลงมาข้างใดข้างหนึ่ง เท่าที่พบหลักฐานสตรีไม่สวมเสื้อ แต่มีผ้าผืนเล็กๆคาดหรือคล้องอยู่คล้ายกับสไบ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมของกลุ่มคนในประเทศไทยและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาช้านาน
.
..
วิทยานิพนธ์ 'การศึกษาเครื่องดนตรีจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีที่พบในประเทศไทย ก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๖' โดย สิริรัตน์ ประพัฒน์ทอง หลักศูตรปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ ภาควิชาโบราณคดี บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร ปี ๒๕๓๕
เครื่องดนตรีที่พบในประเทศไทย ก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๖ จากหลักฐานทางด้านจารึกและโบราณคดี พบว่าร่องรอยหลักฐานทางโบรารคดีที่เกี่ยวกับเครื่องดนตรีมีจำนวนไม่มากนัก โดยพบตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์เป็นต้นมา
.
รูปแบบของเครื่องดนตรีชิ้นสำคัญที่พบว่า ใช้สืบเนื่องต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์คือ สังข์ บัณเฑาะว์ กลองมโหระทึก พิณ และฉิ่งนั้น ประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือพม่า อินโดนีเซีย เขมร และจัมปา พบหลักฐานทางโบราณคดที่เกี่ยวเนื่องกับเครื่องดนตรีประเภทเดียวกัน และมีรูปลักษณ์คล้ายคลึงกันทั้งสิ้น
.
รูปลักษณ์ของเครื่องดนตรีดังกล่าวมีลักษณะศิลปกรรมแบบอินเดีย เครื่องดนตรีที่ปรากฏในอดีตยังคงมีลักษณะเดิม และหน้าที่ในการบรรเลงก็ยังคงเป็นเช่นเดียวกับในอดีต เห็นได้ชัดว่ามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นน้อยมาก จนอาจกล่าวได้ว่าไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงเลย
.
ในแง่ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับวิชาการดนตรีนั้น พบว่าในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๖ มีความเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาและศาสนาฮินดู ซึ่งหลักปฏิบัติขอดนตรีใน ๒ ศาสนาจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
.
พุทธศาสนิกชนจัดดนตรีเพื่อการเฉลิมฉลองรื่นเริงเป็นสำคัญ ขณะที่ศาสนาฮินดูนั้น จัดดนตรีเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตในการดำเนินพิธีกรรม
.
..ในประเทศไทย หลักฐานทางโบราณคดีส่วนที่เกี่ยวข้องกับดนตรีพบเก่าที่สุด ปรากฏในศิลปะสมัยทวารวดี 
.
จากการขุดแต่งโบราณวัตถุสถาน พบภาพปูนปั้นประดิษฐานพระเจดีย์ที่บ้านโขลง เมืองโบราณบ้านคูบัว อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี อายุสมัยประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๒ เป็นรูปนักดนตรีและนักร้อง ประกอบด้วยภาพผู้หญิงเกล้ามวยผม ผมทรงสูง พาดสไบ ไม่ใส่เสื้อ ใส่ต่างหู กำลังนั่งเล่นดนตรีอยู่จำนวน ๕ คน เรียงจากซ้ายไปขวา ดังนี้
.
คนที่ ๑ อยู่ในท่านั่งพับเพียบเข่าชิดกัน เกล้าผมสูง มีผ้าพาดห้อยลงมาด้านหน้า นุ่งผ้าต่ำ ในมือถือเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งวึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับพืณน้ำเต้ากำลังทำท่าบรรเลง
.
คนที่ ๒ อยู่ในท่านั่งพับเพียบเข่าชิดกัน เกล้าผมสูง มีท่อนสไบพาดคล้องบ่าไว้เป็นวงโค้ง นุ่งผ้าต่ำ มือแยกกันอยู่ระหว่างทรวงอก ในมือถือเครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง สันนิษฐานว่าเป็นฉิ่ง เนื่องจากมีลักษณะกลมป้อมเป็นฝา 2 ฝา แสดงท่ากำลังตี
.
คนที่ ๓ อยู่ในท่านั่งพับเพียบเข้าชิดกัน เกล้าผมสูง มีสไบพาดคล้องบ่าเป็นวงโค้ง นุ่งผ้าต่ำ มีเครื่องดนตรีซึ่งเป็นพิณอีกชนิดหนึ่งวางพาดอยู่บนตัก แสดงอาการบรรเลงโดยการดีด กล่าวคือ มือขวาพาดอยู่บนสายพิณ มือซ้ายจับอยู่บริเวณคอ พิณนี้มี ๕ สาย
.
คนที่ ๔ อยู่ในท่านั่งพับเพียบเข่าชิดกัน เกล้าผมสูง มีผ้าพาดห้อยลงมาด้านหน้า นุ่งผ้าต่ำ สวมตุ้มหูห้อยยาวแบบมีห่วง นั่งเท้าแขนขวา ใช้แขนซ้ายจับบริเวณข้อสอกขวา ไม่ปรากฏเครื่องดนตรี สันนิษฐานว่าเป็นนักร้อง
.
คนที่ ๕ อยู่ในท่านั่งพับเพียบเข่าชิดกัน เกล้าผมสูง มีผ้าพาดห้อยลงมาด้านหน้า นุ่งผ้าต่ำ สวมตุ้มหูห้อยยาวแบบมีห่วง มือซ้ายวางพาดหงายอยู่บนเข่าซ้าย มือขวายกขึ้นเสมอทรวงอก ถือเครื่องดนตรีชิ้นหนึ่ง สันนิษฐานว่าเป็นกรับ เนื่องจากการบรรเลงเครื่องดนตรีชิ้นนี้ คือการตีลงไปบนมืออีกข้างให้เกิดเสียง
.
..สำหรับภาพปูนปั้นรูปนักดนตรีหญิงทั้ง ๕คน ที่ปรากฏอยู่บนภาพปูนปั้นหรือประติมากรรมนูนต่ำ สันนิษฐานว่าอยู่ในสังคมชั้นสูงของทวารวดี และอาจมีมหรสพดนตรีบรรเลงขับกล่อมในพิธีรื่นเริง เนื่องจากพบหลักฐานเครื่องดนตรีปรากฏอยู่ด้วย
.
ภาพปูนปั้นชิ้นนี้ นับเป็นภาพที่สมบูรณ์สวยงามที่สุดภาพหนึ่ง นอกจากจะแสดงเรื่องเครื่องแต่งกายของชาวทวารสดีและเครื่องดนตรีแล้ว ยังแสดงให้เห็นภาพของวงดนตรีที่เรียกในสมัยโบราณของไทยว่า 'วงขับไม้บรรเลงพิณ' ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และถือเป็นความสมบูรณ์ของการค้นพบประติมากรรมชิ้นนี้
.
ประเพณีขับไม้บรรเลงพิณนั้น อรรถาธิบายถึงภาพปูนปั้นนักดนตรีหญิงทั้ง 5 คน ในการประสมวงเล่นดนตรีได้คือ 'ขับไม้' เป็นแบบแผนดั้งเดิมของการเล่นดนตรีประกอบจังหวะรื่นเริงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มชาวสยามในตระกูลไทย-ลาว
.
ส่วน 'บรรเลงพิณ' เป็นแบบแผนของศิลปะอินเดีย ซึ่งเป็นที่รู้จักและแพร่หลายทั่วไป ดังปรากฏในภาพจำหลักหินของศิลปะอินเดียสมัยแรกๆ เป็นรูปผู้ชายและผู้หญิงสองคู่ กำลังบรรเลงพิณ โดยคู่แรกผู้ชายดีดพิณน้ำเต้า ผู้หญิงตีฉิ่ง อีกคู่ผู้ชายบรรเลงพิณห้าสาย ผู้หญิงตีฉิ่ง 
.
เพราะฉะนั้น 'ขับไม้บรรเลงพิณ' จึงเป็นประเพณีบรรเลงดุริยดนตรีขับลำบำเรอถวายในพิธีกรรมของราชสำนักบ้านเมืองและแว่นแคว้นบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา อยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๔
ประเพณีให้ผู้หญิงบรรเลงเครื่องมือบันลือเพลงนั้น เชื่อว่าหน้าที่บรรเลงบันลือดนตรีเป็นของผู้หญิงเท่านั้น ห้ามผู้ชายเป็นนักดนตรีซึ่งสอดคล้องกับภาพปูนปั้นนักดนตรีหญิง ๕ คน ที่มีนักดนตรีขับไม้บรรเลงพิณเป็นผู้หญิงล้วน
.
.................................
ที่มาภาพ : finearts.go.th
.
ที่มา เพจสยามเทศะโดยมูลนิธิเล็กประไพวิริยะพันธุ์ 


Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar