"วันพระ" หรือที่เรียกเป็นทางการว่า "วันธรรมสวนะ" (แปลว่า วันสำหรับฟังธรรม) มีจุดเริ่มต้นและเหตุผลสำคัญที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล โดยมีที่มาที่ไปดังนี้:
1. จุดเริ่มต้นจากธรรมเนียมอินเดียโบราณ
ในสมัยก่อนพุทธกาล นักบวชในลัทธิศาสนาอื่นๆ (เช่น ปริพาชก) มีธรรมเนียมการนัดประชุมกันในวันขึ้นและแรม 8 ค่ำ และ 15 ค่ำ เพื่อพบปะและสนทนาข้อธรรม หรือแสดงคำสอนให้ประชาชนฟัง ซึ่งทำให้ประชาชนเกิดความศรัทธาเลื่อมใสและผูกพันกับศาสนานั้นๆ
2. คำกราบทูลของพระเจ้าพิมพิสาร
พระเจ้าพิมพิสาร กษัตริย์แห่งแคว้นมคธ ซึ่งทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ทรงสังเกตเห็นว่าธรรมเนียมดังกล่าวของลัทธิอื่นเป็นสิ่งที่ดี จึงได้กราบทูลเสนอแด่พระพุทธเจ้า ขอให้พระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนามีการประชุมกันในวันเหล่านั้นบ้าง เพื่อให้ชาวพุทธได้มีโอกาสเข้าวัดและฟังธรรม
3. พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติให้มี "วันอุโบสถ"
พระพุทธองค์ทรงพิจารณาเห็นชอบด้วย จึงทรงอนุญาตให้พระภิกษุสงฆ์ประชุมกันเพื่อแสดงธรรมในวันขึ้นและแรม 8 ค่ำ และ 14 หรือ 15 ค่ำ ซึ่งต่อมาเรียกว่า วันอุโบสถ หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า วันพระ
วัตถุประสงค์หลักของการมีวันพระ
เหตุผลสำคัญที่พุทธศาสนาให้ความสำคัญกับวันพระ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ:
สำหรับพระสงฆ์: เป็นวันที่พระภิกษุจะมารวมตัวกันเพื่อทำสังฆกรรม โดยเฉพาะในวัน 14 หรือ 15 ค่ำ จะมีการ "สวดปาติโมกข์" ซึ่งก็คือการทบทวนศีล 227 ข้อ เพื่อตรวจสอบความบริสุทธิ์ของตนเอง และรักษาความสามัคคีและระเบียบวินัยในหมู่คณะสงฆ์
สำหรับพุทธศาสนิกชน (ฆราวาส): เป็นเสมือน "วันหยุดพักผ่อนทางจิตใจ" เพื่อให้ผู้คนได้หยุดพักจากการทำมาหากินและความวุ่นวายทางโลกชั่วคราว แล้วหันมาทบทวนตัวเอง ละเว้นจากการทำบาป เข้าวัดทำบุญ ฟังธรรม รักษาศีล (เช่น การสมาทานศีล 8 หรืออุโบสถศีล) และเจริญสมาธิภาวนา เพื่อขัดเกลาจิตใจให้สงบและบริสุทธิ์มากขึ้น