<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวประกาศ]]></title>
<link>https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/index/id/57</link>
<atom:link href="https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/index/id/57" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภมาส” เสนอร่าง พ.ร.บ.Lemon Law ยกระดับคุ้มครองผู้บริโภค ของเสียต้องเปลี่ยนได้ ]]></title>
<link>https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/516089</link>
<guid isPermaLink="false">6d84c437e269cf235ee5ecf278eaf3d5</guid>
<pubDate>Thu, 25 Jun 2026 10:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&ldquo;ศุภมาส&rdquo; เสนอร่าง พ.ร.บ.Lemon Law ยกระดับคุ้มครองผู้บริโภค ของเสียต้องเปลี่ยนได้&nbsp;<br />
บทสรุป<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เสนอร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า พ.ศ. ... (Lemon Law) ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยที่ประชุมสภามีมติรับหลักการในวาระแรก โดยให้ใช้ร่างของคณะรัฐมนตรีเป็นร่างหลักในการพิจารณา ซึ่งถือเป็นกฎหมายฉบับแรกที่รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภา สะท้อนความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการยกระดับการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคให้ได้รับความเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น ร่างกฎหมายดังกล่าวมีเป้าหมายแก้ไขปัญหาที่ผู้บริโภคต้องเผชิญจากสินค้าที่มีความชำรุดบกพร่อง ซึ่งในปัจจุบันมักเป็นภาระของผู้ซื้อในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงและเรียกร้องสิทธิ โดยกำหนดหลักการสำคัญให้ผู้ขายต้องรับผิดในกรณีที่สินค้าชำรุดบกพร่อง และให้สันนิษฐานว่าความชำรุดบกพร่องที่เกิดขึ้นภายในระยะเวลาที่กำหนดมีอยู่ตั้งแต่วันส่งมอบสินค้า ผู้ซื้อจึงไม่ต้องเป็นผู้พิสูจน์เอง โดยสินค้าทั่วไป เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ และรถจักรยานยนต์ กำหนดไว้ 6 เดือน ส่วนรถยนต์กำหนดไว้ 1 ปี นอกจากนี้ยังกำหนดสิทธิของผู้ซื้อในการเรียกร้องให้ซ่อมแซม เปลี่ยนสินค้า ลดราคา หรือเลิกสัญญาและขอคืนเงิน ซึ่งสินค้าทั่วไปขอเปลี่ยนได้ภายใน 7 วัน และเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ ภายใน 14 วัน นับจากวันรับสินค้า ส่วนการซ่อมกำหนดให้ผู้ขายซ่อมสินค้าทั่วไปให้เสร็จภายใน 60 วัน และรถยนต์ภายใน 90 วัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนในการเลือกซื้อสินค้า ลดข้อพิพาทและภาระการฟ้องร้อง ส่งเสริมให้ผู้ประกอบธุรกิจให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้าและการดูแลหลังการขายมากขึ้น ยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองผู้บริโภคของไทยให้ทัดเทียมสากล และสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้บริโภคอย่างเป็นรูปธรรม</p>

<p>รายละเอียด<br />
(24 มิ.ย. 69) นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ในฐานะผู้แทนคณะรัฐมนตรี เสนอร่างพระราชบัญญัติ &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า พ.ศ. ... (Lemon Law) ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เพื่อพิจารณาในวาระที่ 1 ขั้นรับหลักการ โดยที่ประชุมมีมติรับหลักการร่างกฎหมายทั้ง 6 ฉบับที่เสนอประกบกัน และให้ใช้ร่างของคณะรัฐมนตรีเป็นร่างหลักในการพิจารณา ซึ่งถือเป็นกฎหมายฉบับแรก ที่รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภา สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการยกระดับการคุ้มครองสิทธิประชาชน&nbsp;<br />
นางสาวศุภมาส กล่าวว่า ปัจจุบันสินค้าหลายประเภทมีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและกระบวนการผลิตที่ซับซ้อน ความชำรุดบกพร่องอาจเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย เช่น การออกแบบ การผลิต การประกอบ การขนส่ง การเก็บรักษา หรือการดูแลสินค้าก่อนจำหน่าย ทำให้ผู้ซื้อไม่สามารถตรวจพบความผิดปกติจากลักษณะภายนอกได้ทันที และมักพบปัญหาภายหลังการใช้งาน และเมื่อเกิดปัญหา ผู้ซื้อกลับต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์เองว่าความเสียหายมีอยู่ก่อนแล้ว ทำให้หลายคนต้องเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย และไม่ได้รับความเป็นธรรม กฎหมายฉบับนี้จึงเข้ามาแบ่งเบาภาระเรื่องดังกล่าว และสร้างหลักประกันที่ชัดเจนให้แก่ผู้บริโภค ซึ่งสาระสำคัญของร่างกฎหมายวางหลักให้ผู้ขายต้องรับผิดเมื่อสินค้าชำรุดบกพร่อง โดยกำหนดข้อสันนิษฐานทางกฎหมายว่า หากสินค้าเกิดความชำรุดบกพร่องในระยะเวลาที่กำหนด ให้สันนิษฐานว่าความชำรุดบกพร่องดังกล่าวมีอยู่ตั้งแต่วันส่งมอบสินค้า &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผู้ซื้อไม่ต้องพิสูจน์เอง โดยสินค้าทั่วไปเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ และรถจักรยานยนต์ กำหนดไว้ &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 6 เดือน ส่วนรถยนต์กำหนดไว้ 1 ปี ทั้งนี้ ร่างกฎหมายนี้ยังให้สิทธิผู้ซื้อเรียกให้ผู้ขายซ่อมแซม เปลี่ยนสินค้า &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ลดราคา หรือเลิกสัญญาและคืนเงิน หากเป็นความบกพร่องร้ายแรงในสาระสำคัญผู้ซื้อสามารถขอเปลี่ยนสินค้า &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ได้ทันที โดยสินค้าทั่วไปขอเปลี่ยนได้ภายใน 7 วัน และเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ ภายใน 14 วัน &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นับจากวันรับสินค้า ส่วนการซ่อมกำหนดให้ผู้ขายซ่อมสินค้าทั่วไปให้เสร็จภายใน 60 วัน และรถยนต์ภายใน 90 วัน นอกจากนี้ยังกำหนดความรับผิดโดยเคร่งครัดเฉพาะรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ที่ผู้ขายต้องรับผิดทุกกรณีเมื่อพบความบกพร่องภายในระยะเวลาและระยะทางที่กำหนด<br />
นางสาวศุภมาส ย้ำว่า ต้องการให้คนไทยซื้อสินค้าได้อย่างมั่นใจ เมื่อจ่ายเงินไปแล้วต้องได้รับสินค้าที่มีคุณภาพตามสมควร และหากเกิดปัญหาจะต้องมีระบบที่ช่วยแก้ไขได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรม ดังนั้นกฎหมายฉบับนี้จะช่วยลดข้อพิพาท ลดภาระการฟ้องร้อง และทำให้ผู้ประกอบธุรกิจหันมาใส่ใจคุณภาพสินค้ามากขึ้น เป็นการยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคไทยให้ทัดเทียมสากล<br />
ทั้งนี้ ประชาชนที่พบปัญหาสินค้าหรือบริการ สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ ocpb.go.th หรือศูนย์ดำรงธรรมทั่วประเทศ</p>

<p>แนวทางการสื่อสาร<br />
1. นำเสนอ นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เสนอร่าง พ.ร.บ.ความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า พ.ศ. ... (Lemon Law) ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยที่ประชุมสภามีมติรับหลักการในวาระแรก ซึ่งแสดงถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการยกระดับการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคให้ได้รับความเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น&nbsp;<br />
2. นำเสนอร่างกฎหมายดังกล่าว กำหนดว่าหากสินค้าเกิดความชำรุดบกพร่องในระยะเวลาที่กำหนด ให้สันนิษฐานว่าความชำรุดบกพร่องดังกล่าวมีอยู่ตั้งแต่วันส่งมอบสินค้า ผู้ซื้อไม่ต้องพิสูจน์เอง โดยให้สิทธิในการซ่อม เปลี่ยนหรือคืนเงิน เพื่อลดข้อพิพาทยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองผู้บริโภคไทย&nbsp;</p>

<p>แฮชแท็กเพื่อการสื่อสาร<br />
#ศุภมาสเสนอร่างพรบLemonLaw #ยกระดับคุ้มครองผู้บริโภค #ของเสียต้องเปลี่ยนได้ #สำนักนายกรัฐมนตรี #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง&nbsp;<br />
------------------------------------------<br />
รวบรวมโดย: กองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ กรมประชาสัมพันธ์<br />
จัดทำโดย: นางจริยา ประสพทรัพย์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ โทร. 092 2468306<br />
&nbsp; &nbsp;นางภณิตา บูรณ์เจริญ ผู้อำนวยการส่วนการประชาสัมพันธ์ โทร. 092 2468710&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; นางสาวสุณิสา สังข์วงค์ นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการพิเศษ โทร. 092 2468693<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://ratchaburi.prd.go.th/th/file/get/file/20260625d37c0e230ae7d759a342e2d895cfc4aa101355.jpg' type='image/jpg' length='1256382' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[พาณิชย์ เตรียมจัด “Thailand Content Market 2026” 20 – 22 ก.ค.นี้ ผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมคอนเทนต์แห่งภูมิภาค]]></title>
<link>https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/516088</link>
<guid isPermaLink="false">05b108926adea27fb6909a920ec266d7</guid>
<pubDate>Thu, 25 Jun 2026 10:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>พาณิชย์ เตรียมจัด &ldquo;Thailand Content Market 2026&rdquo; 20 &ndash; 22 ก.ค.นี้ ผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมคอนเทนต์แห่งภูมิภาค<br />
บทสรุป<br />
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) (CEA) และพันธมิตรภาคเอกชน เปิดตัวงาน &ldquo;Thailand Content Market 2026&rdquo; (TCM2026) งานแสดงสินค้าและเจรจาธุรกิจคอนเทนต์ระดับนานาชาติครั้งแรกของประเทศไทย เพื่อสร้างเวทีเชื่อมโยงผู้ประกอบการ ผู้สร้างสรรค์ เจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา นักลงทุน และผู้ซื้อจากทั่วโลก พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมคอนเทนต์ของภูมิภาค โดยมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20&ndash;22 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ คาดว่าจะสร้างมูลค่าการเจรจาธุรกิจไม่น้อยกว่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งการจัดงานครั้งนี้สะท้อนนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ส่งเสริมการใช้ทรัพย์สินทางปัญญา และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในเวทีโลก ต่อยอดจากศักยภาพของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยที่ได้รับความสนใจจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งภาพยนตร์ &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ซีรีส์ เกม แอนิเมชัน คาแรกเตอร์ และคอนเทนต์รูปแบบใหม่ พร้อมสร้างแพลตฟอร์มระดับประเทศที่รวบรวม &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยให้มาอยู่บนเวทีเดียวกัน สามารถเชื่อมโยงธุรกิจ การลงทุน และ &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การส่งออกได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ Thailand Content Market 2026 ได้รับการออกแบบให้เป็นตลาดซื้อขายคอนเทนต์แบบครบวงจร ผ่าน 12 หมวดธุรกิจสำคัญ และยังเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้สัมผัสโลกของคอนเทนต์ไทยผ่านผลงานสร้างสรรค์ เทรนด์ใหม่ของอุตสาหกรรม และสินค้า&ndash;บริการจากธุรกิจคอนเทนต์ไทยหลากหลายประเภท ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจ สนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย และวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานทางการค้าเพื่อผลักดันอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยสู่ตลาดโลกในระยะยาว</p>

<p>รายละเอียด<br />
(24 มิ.ย. 69) กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) (CEA) และพันธมิตรภาคเอกชนในอุตสาหกรรมคอนเทนต์ จัดงานแถลงข่าวเปิดตัว &ldquo;Thailand Content Market 2026&rdquo; (TCM2026) งานแสดงสินค้าและเจรจาธุรกิจคอนเทนต์ระดับนานาชาติครั้งแรกของประเทศไทย มุ่งสร้างเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทย ผู้สร้างสรรค์ นักลงทุน และผู้ซื้อจากทั่วโลก พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมคอนเทนต์ของภูมิภาค มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 - 22 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00&ndash;18.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ชั้น G เปิดให้เข้าชมฟรี ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้ประกอบการไทยและต่างประเทศอย่างดียิ่ง ปัจจุบันมีผู้แสดงสินค้าเข้าร่วมงานแล้วกว่า 300 ราย ครอบคลุมหลากหลายสาขาในอุตสาหกรรมคอนเทนต์ พร้อมด้วย Country Pavilion จากเกาหลี จีน ญี่ปุ่น และประเทศอาเซียน รวมถึงมีคู่ค้าต่างประเทศตอบรับเข้าร่วมงานกว่า 300 ราย จากกว่า 30 ประเทศทั่วโลก คาดว่าจะสร้างมูลค่าการเจรจาธุรกิจไม่น้อยกว่า 2,000 ล้านบาท<br />
นายพรวิช ศิลาอ่อน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า อุตสาหกรรมคอนเทนต์ในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงธุรกิจความบันเทิง แต่เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้อย่างมาก จากต้นทุนด้านความคิดสร้างสรรค์ สามารถต่อยอดไปสู่ทรัพย์สินทางปัญญา การส่งออก การสร้างงาน และการสร้างรายได้ให้กับประเทศ ที่ผ่านมาคอนเทนต์ไทยได้รับความสนใจจากตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งภาพยนตร์ ซีรีส์ เกม แอนิเมชัน คาแรกเตอร์ และรูปแบบคอนเทนต์ใหม่ ๆ ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของผู้ประกอบการไทย ความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย และความพร้อมของอุตสาหกรรมที่จะก้าวสู่ตลาดโลก กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจึงได้ผลักดันผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ ผ่านกิจกรรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศในหลากหลายรูปแบบ ทั้งการเข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติ การจัดคณะผู้แทนการค้า การเจรจาธุรกิจ และการสร้างเครือข่ายกับคู่ค้าทั่วโลก&nbsp;<br />
การส่งเสริมอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญที่สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ส่งเสริมการใช้ทรัพย์สินทางปัญญา และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในเวทีโลกด้วยศักยภาพและโอกาสของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย จึงร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ริเริ่มจัดงาน Thailand Content Market 2026 ขึ้น &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เพื่อเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างแพลตฟอร์มระดับประเทศ รวบรวมทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมดังกล่าว &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ให้มาอยู่บนเวทีเดียวกัน ตั้งแต่ผู้สร้าง ผู้ผลิต เจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา ไปจนถึงผู้ซื้อ นักลงทุน และพันธมิตรจากทั่วโลก เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม สร้างโอกาสใหม่ในการส่งออก และยกระดับประเทศไทยให้เป็นหนึ่งในศูนย์กลางอุตสาหกรรมคอนเทนต์ของภูมิภาค<br />
ด้าน ดร.ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวว่า การจัดงาน Thailand Content Market 2026 สะท้อนความมุ่งมั่นในการร่วมกันสร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย ทั้งในมิติการค้า การลงทุน และการพัฒนาศักยภาพของนักสร้างสรรค์ไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล สำหรับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ได้ดำเนินงานเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการสำคัญอย่าง CEA Content Lab และ Content Project Market จนต่อยอดสู่ Bangkok International Content Market 2026 (BICM2026) ภายใต้งาน Thailand Content Market 2026 ซึ่งถือเป็นแพลตฟอร์มตลาดซื้อขายและพื้นที่เจรจาธุรกิจคอนเทนต์ระดับนานาชาติแห่งแรกของประเทศไทย ครอบคลุมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ซีรีส์ และแอนิเมชัน ผ่านกิจกรรมสำคัญทั้งการนำเสนอโครงการ การจับคู่เจรจาทางธุรกิจ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในระดับประเทศและนานาชาติ &nbsp;ซึ่งประเทศไทยมีต้นทุนสำคัญทั้งด้านวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ และบุคลากรที่มีศักยภาพ สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการสร้างผลงานที่ดี แต่คือการสร้างระบบที่ช่วยให้ผลงานเหล่านั้น สามารถเติบโต สร้างมูลค่า พัฒนาเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่มีมูลค่าสูง (High-Value IP) แข่งขันได้ในระดับสากล ต่อยอดสู่การลงทุน การร่วมผลิต และการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ พร้อมผลักดันให้อุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน<br />
สำหรับ Thailand Content Market 2026 ได้รับการออกแบบให้เป็นตลาดซื้อขายคอนเทนต์แบบครบวงจร ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยแบ่งออกเป็น 12 หมวดธุรกิจ ได้แก่ 1) Film 2) TV &amp; Series 3) GL/BL 4) Production 5) Game 6) Animation 7) Character 8) Book &amp; E-Learning 9) Art Toy 10) Toy 11) Board Game และ 12) Content Services โดยภายในงานจะมีกิจกรรมสำคัญ เช่น พื้นที่จัดแสดงผลงาน การเจรจาธุรกิจ (Business Matching) การนำเสนอผลงาน (Pitching Session) การสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ รวมถึงเวทีแลกเปลี่ยนความรู้จากผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยนำเสนอศักยภาพ สร้างพันธมิตร และต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญาสู่ตลาดโลก นอกจากนี้ ยังเปิดพื้นที่สำหรับประชาชนทั่วไป ให้ได้สัมผัสโลกของคอนเทนต์ไทยอย่างใกล้ชิด ผ่านการจัดแสดงผลงานสร้างสรรค์ (Showcase) กิจกรรมจากผู้สร้างคอนเทนต์ การนำเสนอเทรนด์ใหม่ของอุตสาหกรรม รวมถึงโอกาสในการพบปะและเรียนรู้เบื้องหลังการสร้างสรรค์ผลงานจากนักสร้างสรรค์ไทย ซึ่งผู้เข้าชมยังสามารถเลือกซื้อสินค้าและบริการจากธุรกิจคอนเทนต์ไทยได้หลากหลายรูปแบบ เช่น คาแรกเตอร์ สินค้า Merchandise เกม ของสะสม งานออกแบบสร้างสรรค์ และผลงานลิขสิทธิ์ต่าง ๆ โดยหลายผลงานจะนำมาเปิดตัวและจัดแสดงเป็นครั้งแรกภายในงาน เพื่อให้ผู้บริโภคได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ และร่วมสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้การจัดงานจะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการค้าให้กับอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย และเป็นเวทีสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยสู่ตลาดโลก ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ www.thailandcontentmarket.com</p>

<p>แนวทางการสื่อสาร<br />
1. นำเสนอ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) เปิดตัวงาน &ldquo;Thailand Content Market 2026&rdquo; เป็นเวทีต่อยอดศักยภาพอุตสาหกรรม &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;คอนเทนต์ไทย เพื่อมุ่งผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมคอนเทนต์ของภูมิภาค<br />
2. ประชาสัมพันธ์การจัดงาน &ldquo;Thailand Content Market 2026&rdquo; ระหว่างวันที่ 20&ndash;22 ก.ค. 69 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เป็นงานแสดงสินค้าและเจรจาธุรกิจคอนเทนต์ระดับนานาชาติครั้งแรกของประเทศไทย คาดว่าจะสร้างมูลค่าการเจรจาธุรกิจไม่น้อยกว่า 2,000 ล้านบาท ผลักดันอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยสู่ตลาดโลก</p>

<p>แฮชแท็กเพื่อการสื่อสาร<br />
#พาณิชย์เตรียมจัดThailandContentMarket2026 #20ถึง22กคนี้ #ผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมคอนเทนต์แห่งภูมิภาค #กระทรวงพาณิชย์ #สำนักนายกรัฐมนตรี #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง&nbsp;<br />
------------------------------------------<br />
รวบรวมโดย: กองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ กรมประชาสัมพันธ์<br />
จัดทำโดย: นางจริยา ประสพทรัพย์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ โทร. 092 2468306<br />
&nbsp; &nbsp;นางภณิตา บูรณ์เจริญ ผู้อำนวยการส่วนการประชาสัมพันธ์ โทร. 092 2468710&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; นางสาวสุณิสา สังข์วงค์ นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการพิเศษ โทร. 092 2468693<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://ratchaburi.prd.go.th/th/file/get/file/2026062529d7d01b9dc8b542a0f41154dfb5e5e4101255.jpg' type='image/jpg' length='1387241' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ - สตช. ร่วมมือนานาชาติ กวาดล้างสแกมเมอร์ นอมินีข้ามชาติ อายัดเงินกว่า 3,600 ล้านบาท]]></title>
<link>https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/515415</link>
<guid isPermaLink="false">e8a23a84f666376c88b29aed051984db</guid>
<pubDate>Tue, 23 Jun 2026 13:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายกฯ - สตช. ร่วมมือนานาชาติ กวาดล้างสแกมเมอร์ นอมินีข้ามชาติ อายัดเงินกว่า 3,600 ล้านบาท<br />
บทสรุป<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงผลการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี อาชญากรรมข้ามชาติ และการตัดวงจรเครือข่ายนอมินีข้ามชาติ โดยมีผู้แทนหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและทีมผู้ช่วยทูตตำรวจ &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; จากกว่า 10 ประเทศเข้าร่วม นายกรัฐมนตรีระบุว่า รัฐบาลได้ยกระดับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็น &ldquo;วาระแห่งชาติ&rdquo; บูรณาการความร่วมมือระหว่าง 15 หน่วยงาน เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและปราบปราม รวมถึงเร่งช่วยเหลือประชาชนให้เข้าถึงการคุ้มครองได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งผลการดำเนินงานของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) และศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา (ตุลาคม 2568 - มิถุนายน 2569) สามารถช่วยเหลือผู้เสียหายได้ 862 ราย ยับยั้งความเสียหายกว่า 82 ล้านบาท ปิดบัญชีม้ากว่า 351,000 บัญชี อายัดเงินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดกว่า &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3,600 ล้านบาท และจับกุมผู้ต้องหาได้กว่า 29,000 ราย ออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการระดับหัวหน้าเครือข่ายกว่า 70 ราย ส่งผลให้จำนวนคดีอาชญากรรมออนไลน์และมูลค่าความเสียหายลดลง นอกจากนี้ รัฐบาลยังเร่งปราบปรามเครือข่ายนอมินีต่างชาติที่ประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชนและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ อีกทั้งต่อยอดจากความสำเร็จของศูนย์ ACSC พัฒนาระบบ SCAM &amp; Human Trafficking Information Exchange and Linked Database หรือ &ldquo;SHIELD&rdquo; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เป็นแพลตฟอร์มกลางแลกเปลี่ยนข้อมูลอาชญากรรมข้ามชาติ เชื่อมโยงข้อมูล พยานหลักฐาน และเส้นทางการเงินระหว่างประเทศ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามผู้กระทำผิด ขยายผลเครือข่าย และดำเนินคดีได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ&nbsp;</p>

<p>รายละเอียด<br />
(22 มิ.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงผลการดำเนินงานปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการตัดวงจรเครือข่ายนอมินีข้ามชาติ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและทีมผู้ช่วยทูตตำรวจที่เป็นพันธมิตรของไทยจากกว่า 10 ประเทศ เข้าร่วมด้วย ได้แก่ สำนักงานสอบสวนกลางแห่งสหรัฐอเมริกา (FBI) สำนักงานสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (HSI) กรมกิจลับสหรัฐ (USSS) สำนักงานตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย (AFP) ตลอดจนผู้แทนจากแคนาดา นิวซีแลนด์ สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย เยอรมนี และสวิตเซอร์แลนด์ สะท้อนการบูรณาการความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและภัยคุกคามจากกลุ่มสแกมเมอร์ในระดับสากล&nbsp;<br />
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แก๊งคอลเซ็นเตอร์ เครือข่าย &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สแกมเมอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ และกลุ่มนอมินีต่าง ๆ ล้วนเป็นภารกิจที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เนื่องจากเป็นอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อประชาชนเป็นวงกว้าง จึงได้ยกระดับการดำเนินงาน พร้อมประกาศให้การปราบปรามอาชญากรรมดังกล่าวเป็น &ldquo;วาระแห่งชาติ&rdquo; ซึ่งได้แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 341/2568 เพื่อกำหนดนโยบาย มาตรการ และแนวทางการดำเนินงาน ตลอดจนกำกับติดตามผลการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังผลักดันให้เกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานผ่านการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่าง 15 หน่วยงาน อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ภาคสถาบันการเงิน และผู้ให้บริการโทรคมนาคม เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน รวมทั้งยกระดับการช่วยเหลือให้เข้าถึงประชาชนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น<br />
สำหรับผลการดำเนินงานของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) และศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา (ตุลาคม 2568 - มิถุนายน 2569) แบ่งผลสัมฤทธิ์สำคัญออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่&nbsp;<br />
1. การปกป้องประชาชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งสามารถช่วยเหลือผู้เสียหายได้ 862 ราย และยับยั้งความเสียหายได้กว่า 82 ล้านบาท&nbsp;<br />
2. การสกัดกั้นเส้นทางการเงินของคนร้าย โดยสามารถปิดบัญชีม้ากว่า 351,000 บัญชี และอายัดเงินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดได้กว่า 3,600 ล้านบาท&nbsp;<br />
3. การสืบสวนจับกุมเครือข่ายสแกมเมอร์อย่างต่อเนื่อง โดยจับกุมผู้ต้องหาได้กว่า 29,000 ราย ออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการระดับหัวหน้าเครือข่ายกว่า 70 ราย<br />
จากการดำเนินงานเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สถานการณ์อาชญากรรมออนไลน์ของไทยมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างชัดเจน เห็นได้จากสถิติจากระบบ Thai Police Online พบว่าจำนวนคดีอาชญากรรมออนไลน์ลดลงร้อยละ 69.2 และมูลค่าความเสียหายลดลงร้อยละ 87.3 เมื่อเทียบกับช่วงเริ่มดำเนินงานของศูนย์ฯ สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และพันธมิตรระหว่างประเทศ<br />
นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะกลุ่มเครือข่ายนอมินีต่างชาติที่อาศัยช่องว่างทางกฎหมายและใช้คนไทยเป็นนอมินี เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่รัฐบาลกำลังเร่งแก้ไข โดยได้ยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามการใช้นอมินีในการประกอบธุรกิจผิดกฎหมายอย่างเข้มข้น เพื่อคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์ของคนไทย และรักษาเสถียรภาพด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ แม้การดำเนินงานจะต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งจากภายในและภายนอกหน่วยงานราชการ แต่ด้วยการยึดหลัก &ldquo;ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม&rdquo; จึงทำให้สามารถดำเนินการกับผู้กระทำผิด และรายงานความคืบหน้าต่อประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง ขอย้ำว่า การบำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด และพิชิตอันธพาล เป็นหลักการที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เพื่อปราบปรามการใช้กลไกหรืออำนาจในทางมิชอบอย่างจริงจัง พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลไม่ยอมรับการกระทำผิดและการทุจริตทุกรูปแบบ<br />
ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ ที่ผ่านมา มีส่วนสนับสนุนให้ประเทศไทยได้รับการประเมินและจัดอันดับด้านความน่าเชื่อถือและความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุน นักท่องเที่ยว และประชาคมระหว่างประเทศต่อการบังคับใช้กฎหมายของประเทศไทย จึงขอชื่นชมการทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็งและเสียสละ แม้ต้องเผชิญแรงกดดันหรือความพยายามแทรกแซงจากกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์ แต่เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายยังคงยึดมั่นในการบังคับใช้กฎหมายอย่างสุจริต พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี อาชญากรรมข้ามชาติ และการกระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ตามนโยบายที่ได้ให้ไว้กับประชาชน รวมทั้งผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและเครือข่ายพันธมิตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนข้อมูล ติดตามผู้กระทำผิด และขยายผลเครือข่าย พร้อมสร้างความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะทำงานอย่างเต็มกำลังเพื่อคุ้มครองประชาชนและรักษาความมั่นคงของประเทศในทุกมิติ<br />
นอกจากนี้ อาชญากรรมจำนวนมากได้เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายข้ามพรมแดน รัฐบาลจึงได้ยกระดับเครื่องมือและความร่วมมือระหว่างประเทศให้ทันต่อรูปแบบอาชญากรรมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยหนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือระบบ SCAM &amp; Human Trafficking Information Exchange and Linked Database หรือ &ldquo;SHIELD&rdquo; ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งได้รับความสนใจจากหลายประเทศในฐานะแพลตฟอร์มกลางสำหรับแลกเปลี่ยนข้อมูลอาชญากรรมข้ามชาติ โดยระบบ SHIELD ช่วยเชื่อมโยงข้อมูล พยานหลักฐาน และเส้นทางการเงินระหว่างประเทศ ทำให้การติดตามผู้กระทำผิด การขยายผลเครือข่าย และการดำเนินคดีมีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดช่องว่างที่กลุ่มอาชญากรเคยใช้หลบเลี่ยงการบังคับใช้กฎหมาย<br />
ทั้งนี้ SHIELD ได้รับการพัฒนาต่อยอดจากความสำเร็จของศูนย์ปฏิบัติการ International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (Warroom IAC) หรือศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ธนาคาร สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงการต่างประเทศ ในการติดตามเส้นทางการเงิน อายัดบัญชี ช่วยเหลือผู้เสียหาย และขยายผลจับกุมเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์อย่างเป็นระบบ จนได้รับการยอมรับและความสนใจจากหลายประเทศ<br />
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเดินหน้านำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผ่านระบบ IBOC (Intelligent Bird Eye Operation Center) หรือศูนย์ปฏิบัติการอัจฉริยะ มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวังและป้องกันเหตุในพื้นที่เศรษฐกิจและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจจับความผิดปกติและเข้าระงับเหตุได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยมีแผนพัฒนาเกาะเสม็ดเป็นพื้นที่ต้นแบบด้านความปลอดภัยอัจฉริยะ รองรับนักท่องเที่ยวกว่า 1 ล้านคนต่อปี ก่อนขยายผลไปยังพื้นที่สำคัญอื่นของประเทศ และเชื่อว่าการแก้ปัญหาอาชญากรรมยุคใหม่ต้องทำทั้งเชิงรุกและเชิงระบบ ซึ่ง SHIELD ช่วยเชื่อมข้อมูลและไล่ล่าเครือข่ายอาชญากรรมในระดับนานาชาติ ขณะที่ AI ผ่านระบบ IBOC ช่วยป้องกันเหตุและดูแลความปลอดภัยในพื้นที่จริง ทั้งสองส่วนจะทำงานควบคู่กันเพื่อปกป้องประชาชน ลดความเสียหายจากอาชญากรรม และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังประเทศไทย</p>

<p>แนวทางการสื่อสาร<br />
1. นำเสนอ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ &nbsp;และ รมว.มหาดไทย ยกระดับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็น &ldquo;วาระแห่งชาติ&rdquo; ร่วมมือ 15 หน่วยงาน และต่างประเทศ ส่งผลให้ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมายับยั้งความเสียหายกว่า 82 ล้านบาท ปิดบัญชีม้ากว่า 351,000 บัญชี อายัดเงินกว่า 3,600 ล้านบาท&nbsp;<br />
2. นำเสนอ รัฐบาลพัฒนาระบบ &ldquo;SHIELD&rdquo; เป็นแพลตฟอร์มกลางสำหรับแลกเปลี่ยนข้อมูลอาชญากรรมข้ามชาติ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามผู้กระทำผิด และดำเนินคดีได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชน รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศ</p>

<p>แฮชแท็กเพื่อการสื่อสาร<br />
#นายกสตชร่วมมือนานาชาติ #กวาดล้างสแกมเมอร์ #นอมินีข้ามชาติ #อายัดเงินกว่า3600ล้านบาท #นายกรัฐมนตรี #สำนักงานตำรวจแห่งชาติ #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง&nbsp;<br />
------------------------------------------<br />
รวบรวมโดย: กองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ กรมประชาสัมพันธ์<br />
จัดทำโดย: นางจริยา ประสพทรัพย์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ โทร. 092 2468306<br />
&nbsp; &nbsp;นางภณิตา บูรณ์เจริญ ผู้อำนวยการส่วนการประชาสัมพันธ์ โทร. 092 2468710&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; นางสาวสุณิสา สังข์วงค์ นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการพิเศษ โทร. 092 2468693</p>
]]></description>
<enclosure url='https://ratchaburi.prd.go.th/th/file/get/file/202606239cc0c89dc701dd7a8de8b4a260351554134511.jpg' type='image/jpg' length='1408083' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ ประชุม กรอ. ขับเคลื่อน 4 ยุทธศาสตร์ ตั้งเป้าแข่งขันติด 20 อันดับแรกของโลก]]></title>
<link>https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/515414</link>
<guid isPermaLink="false">0bf915e932c887fb32cdfdb9a0dadad1</guid>
<pubDate>Tue, 23 Jun 2026 13:43:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายกฯ ประชุม กรอ. ขับเคลื่อน 4 ยุทธศาสตร์ ตั้งเป้าแข่งขันติด 20 อันดับแรกของโลก<br />
บทสรุป<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 1/2569 โดยนำข้อเสนอจากการหารือร่วมกับภาคเอกชนเข้าสู่กลไก กรอ. เพื่อกำหนดแผนปฏิบัติการ เป้าหมาย และติดตามผลอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้ 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1) การพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ 2) การพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน 3) การยกระดับทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเทคโนโลยี และ 4) การพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ โดยตั้งเป้าหมายผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจให้สูงกว่า 3% ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้อยู่ใน 20 อันดับแรกของโลกภายใน 4 ปี และก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี ควบคู่กับการรักษาวินัยการเงินการคลังและเสถียรภาพเศรษฐกิจ พร้อมกำหนดเป้าหมายและกรอบประเด็น &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ 2. ด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน 3. ด้านการยกระดับทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเทคโนโลยี 4. ด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ และนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายภารกิจให้คณะอนุกรรมการ 4 คณะ รับผิดชอบการผลักดันประเด็นสำคัญสู่การปฏิบัติ กำหนดเป้าหมาย ตัวชี้วัด และแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน พร้อมรายงานความคืบหน้าต่อ กรอ. ทุก 2 เดือน ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า กรอ. จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยเปิดให้ภาคเอกชนมีบทบาทเข้มข้นมากขึ้นในการลงทุน สร้างนวัตกรรม สร้างงาน และเชื่อมโยงไทยกับตลาดโลก ขณะที่ภาครัฐจะเร่งปลดล็อกข้อจำกัด วางโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้การทำงานของระบบราชการเร็วขึ้น และสนับสนุนการแข่งขันได้มากขึ้น</p>

<p>รายละเอียด<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;(22 มิ.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 1/2569 ที่ประชุมได้นำข้อเสนอจากการหารือร่วมกับภาคเอกชน 3 เวทีในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 เข้าสู่กลไก กรอ. เพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการ กำหนดเป้าหมาย ติดตามความคืบหน้า และผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยข้อเสนอทั้งหมดถูกจัดกลุ่มเป็น 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1. การสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ 2. การส่งเสริมการค้า SMEs และเศรษฐกิจชุมชน 3. การพัฒนาคนและนวัตกรรม 4. การอำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ โดยเสียงสะท้อนจากภาคเอกชนให้มีการแก้ปัญหาระยะสั้น ปลดล็อกเชิงระบบ ยกระดับศักยภาพระยะยาว &nbsp;ซึ่งนโยบาย Reinvent Thailand ที่มุ่งยกระดับ 7 สาขาเศรษฐกิจแห่งอนาคต ได้แก่ เกษตรและอาหารแปรรูป ยานยนต์แห่งอนาคต อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การแพทย์และสุขภาพ การท่องเที่ยว ค้าปลีกและการค้า และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่มีผู้ประกอบการรวมกว่า 273,000 ราย จ้างงาน 11.9 ล้านคน และสร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วนถึง 66% ของรายได้รวมทุกภาคธุรกิจผ่าน 4 เสาหลัก ได้แก่ อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ธุรกิจแห่งอนาคต เมืองแห่งอนาคต และแรงงานแห่งอนาคต เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ มุ่งสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี พร้อมตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงกว่า 3% และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้อยู่ใน 20 อันดับแรกของโลก โดยยังคงรักษาวินัยการเงินการคลัง รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นชอบการกำหนดเป้าหมายและกรอบประเด็นการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ได้แก่<br />
1. ด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (Smart Electronics) ศูนย์ข้อมูล (Data Center) โครงสร้างพื้นฐานด้าน AI (AI Infrastructure) ยานยนต์แห่งอนาคต พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เป้าหมายไม่ใช่เพียงการเพิ่มตัวเลขการลงทุนแต่ต้องทำให้การลงทุนใหม่ยกระดับเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ&nbsp;<br />
2. ด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน เป็นการเชื่อมเศรษฐกิจไทยกับตลาดโลก พร้อมกระจายโอกาสลงสู่พื้นที่และผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ผ่านการยกระดับการท่องเที่ยวคุณภาพ สินค้าและบริการไทย เกษตรและอาหารแห่งอนาคต Soft Power การค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่าใหม่<br />
3. ด้านการยกระดับทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเทคโนโลยี ต้องพัฒนาคนไทยให้พร้อมกับเศรษฐกิจยุคใหม่เพราะปัญหาสำคัญของตลาดแรงงานวันนี้คือทักษะไม่ตรงกับความต้องการของเศรษฐกิจใหม่ จึงต้องเร่งยกระดับการศึกษา วิจัยและนวัตกรรม Upskill&ndash;Reskill และทักษะ AI และดิจิทัล เพื่อให้คนไทยไม่ตกขบวนและมีโอกาสได้งานคุณภาพมากขึ้น<br />
4. ด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ ผ่านการลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น ยกระดับรัฐบาลดิจิทัล เพิ่มความสะดวกในการประกอบธุรกิจ และทำให้การอนุมัติ อนุญาต และบริการภาครัฐรวดเร็ว โปร่งใสและคาดการณ์ได้มากขึ้น พร้อมกำหนดเป้าหมายผลสัมฤทธิ์ (OKR) และตัวชี้วัดที่ชัดเจน<br />
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ ได้กำหนดทิศทางและกลไกการขับเคลื่อนที่ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะการมอบหมายภารกิจให้คณะอนุกรรมการ ทั้ง 4 ด้าน รับผิดชอบการผลักดันประเด็นสำคัญ สู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม จากนี้ไปความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ขอให้คณะอนุกรรมการทั้ง 4 ด้าน ร่วมกัน ขับเคลื่อนภารกิจที่ได้รับมอบหมาย กำหนดเป้าหมายและผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจน ติดตามความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยต่อไป อีกทั้งที่ประชุมยังเห็นชอบในหลักการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 4 คณะ เพื่อให้การขับเคลื่อนการพัฒนาไปสู่เป้าหมายได้อย่างชัดเจน และมอบหมายให้จัดทำประเด็นการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์และจัดลำดับความสำคัญประเด็นการขับเคลื่อนทั้งระยะเร่งด่วน (Quick Big Win) และ Big Win ระยะสั้น กลาง และยาว การกำหนดเป้าหมาย (Targets) และตัวชี้วัด (Measurable Indicator) พร้อมทั้งแผนการดำเนินงาน และให้รายงานต่อ กรอ. ทุก 2 เดือน ดังนี้<br />
1. คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานอนุกรรมการ<br />
2. คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานอนุกรรมการ<br />
3. คณะอนุกรรมการด้านการยกระดับทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเทคโนโลยี โดยมีนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานอนุกรรมการ<br />
4. คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานอนุกรรมการ<br />
ทั้งนี้หากได้ข้อสรุปจากคณะอนุกรรมการต่างๆ และเสนอใน กรอ. จะเดินหน้าการทำงานได้อย่างรวดเร็ว เปรียบเสมือน shortcut ให้การทำงานได้รวดเร็วขึ้น ยืนยันว่าจะพยายามเดินหน้าให้ดีที่สุด&nbsp;<br />
ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กรอ. จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทย ให้เป็นไปตามเป้าหมายในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจให้ขยายตัวสูงกว่า 3% จาก 2.7% เพิ่มสัดส่วนการลงทุนให้เข้าใกล้ 30% ของ GDP และผลักดันขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศขึ้นสู่ 20 อันดับแรกของโลกในระยะ 4 ปี และทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี พร้อมกำหนดให้มีตัวชี้วัดและการติดตามผลทั้งในระยะ 6 เดือน 12 เดือน และตลอดวาระรัฐบาล<br />
จากการรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชนหลายเวที ทั้งจากกลุ่มอุตสาหกรรม สภาเอกชนและผู้ประกอบการในภาคส่วนต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนปัญหาสำคัญตรงกันว่า เศรษฐกิจไทยไม่ได้ขาดโอกาส แต่ติดข้อจำกัดหลายด้าน การทำงานของ กรอ. ชุดนี้จะให้ภาคเอกชนมีบทบาทที่เข้มข้นมากขึ้น เพราะภาคเอกชนคือผู้ลงทุน ผู้สร้างนวัตกรรม ผู้สร้างงาน ผู้เชื่อมไทยกับตลาดโลก และผู้ทำให้ศักยภาพของประเทศกลายเป็นผลลัพธ์จริง ขณะที่ภาครัฐต้องทำหน้าที่ปลดล็อก วางโครงสร้างพื้นฐาน ปรับกติกา และทำให้การทำงานของระบบราชการเร็วขึ้น ชัดขึ้น และสนับสนุนการแข่งขันได้มากขึ้น&nbsp;<br />
สำหรับบทบาทของนายเอกนิติ ในฐานะรองประธาน กรอ. และผู้ขับเคลื่อนด้านการลงทุนใหม่จะมุ่งผลักดันงานที่เป็นคอขวดสำคัญของประเทศ ได้แก่ การเตรียมพลังงานและน้ำรองรับการลงทุน การพัฒนา AI Infrastructure และ Data Center การเร่งมาตรการ Fast Pass สำหรับโครงการลงทุน การปลดล็อกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค และการเชื่อมโยงการลงทุนใหม่ให้สร้างประโยชน์ต่อ SMEs แรงงาน และห่วงโซ่อุปทานไทย<br />
ทั้งนี้ แนวทางการทำงานของ กรอ.ชุดนี้จะสอดคล้องกับหลัก 5T ของรัฐบาล ได้แก่ Target Transition Transformation Transparent และ Together กำหนดตำแหน่งไทยในเวทีโลกที่ชัดเจน ปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ให้ตรงกับเป้าหมาย ยกเครื่องปลดล็อกอุปสรรคกฎระเบียบและข้อจำกัด มี OKR เป้าหมายที่วัดได้ และ การทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน อย่างไรก็ตามประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนหน้าต่างโอกาสครั้งสำคัญของเศรษฐกิจโลก วันนี้โลกกำลังจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานใหม่ เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนฐานการผลิต และพลังงาน อาหาร ดิจิทัล และภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นปัจจัยสำคัญของการลงทุน กรอ. ชุดนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดทีมประเทศไทย โดยรัฐและเอกชนต้องร่วมกันทำให้ไทยไม่ใช่เพียงผู้ตามของโลกใบใหม่ แต่ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาค และสร้างโอกาสใหม่ให้คนไทยทุกคน&nbsp;</p>

<p>แนวทางการสื่อสาร<br />
1. นำเสนอ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย ประชุม กรอ. เพื่อนำข้อเสนอจากภาคเอกชนสู่การปฏิบัติ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่าน 4 ยุทธศาสตร์หลัก เพื่อผลักดันเศรษฐกิจเติบโตมากกว่า 3% ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันสู่ 20 อันดับแรกของโลก&nbsp;<br />
2. นำเสนอ รัฐบาล มุ่งให้ กรอ.เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการได้ประโยชน์โดยตรง ขณะที่ภาครัฐจะเร่งปลดล็อกข้อจำกัด วางโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้การทำงานของระบบราชการเร็วขึ้น และสนับสนุนการแข่งขันได้มากขึ้นในระยะยาว</p>

<p>แฮชแท็กเพื่อการสื่อสาร<br />
#นายกประชุมกรอ #ขับเคลื่อน4ยุทธศาสตร์ #ตั้งเป้าแข่งขันติด20อันดับแรกของโลก #กระทรวงการคลัง #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง&nbsp;<br />
------------------------------------------<br />
รวบรวมโดย: กองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ กรมประชาสัมพันธ์<br />
จัดทำโดย: นางจริยา ประสพทรัพย์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ โทร. 092 2468306<br />
&nbsp; &nbsp;นางภณิตา บูรณ์เจริญ ผู้อำนวยการส่วนการประชาสัมพันธ์ โทร. 092 2468710&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; นางสาวสุณิสา สังข์วงค์ นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการพิเศษ โทร. 092 2468693</p>
]]></description>
<enclosure url='https://ratchaburi.prd.go.th/th/file/get/file/20260623c5882950015d5ca1a91a235873368159134355.jpg' type='image/jpg' length='1416951' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ เปิดงาน “ผีตาโขน” จ.เลย ย้ำสะท้อนวิถีชีวิตชุมชน คาดสร้างรายได้กว่า 188 ล้านบาท]]></title>
<link>https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/514791</link>
<guid isPermaLink="false">d0d91d81a4593003f41141ed8424d522</guid>
<pubDate>Mon, 22 Jun 2026 10:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายกฯ เปิดงาน &ldquo;ผีตาโขน&rdquo; จ.เลย ย้ำสะท้อนวิถีชีวิตชุมชน คาดสร้างรายได้กว่า 188 ล้านบาท<br />
บทสรุป<br />
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดงาน &ldquo;ประเพณี &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; บุญหลวงและการละเล่นผีตาโขน จังหวัดเลย ประจำปี 2569&rdquo; ณ อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย โดยย้ำว่า แม้โลก &nbsp; &nbsp; &nbsp;จะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่วัฒนธรรมและประเพณีดั้งเดิมยังคงเป็นเอกลักษณ์สำคัญที่ไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่หรือเลียนแบบได้ง่าย &ldquo;ผีตาโขน&rdquo; ถือเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ ความเชื่อ ความศรัทธา และวิถีชีวิตของชุมชนที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน อีกทั้งยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างรายได้ และเพิ่มโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม &nbsp; โดยงานฯ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-22 มิถุนายน 2569 ไฮไลต์สำคัญคือขบวนแห่ผีตาโขนในวันที่ 21 มิถุนายน &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ส่วนในวันที่ 22 มิถุนายนนี้ จะเป็นวันทำบุญซึ่งได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติอย่างมาก ส่งผลให้ที่พักในพื้นที่อำเภอด่านซ้ายและอำเภอภูเรือ มียอดจองเกือบเต็มทั้งหมด คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้าร่วมงานไม่น้อยกว่า 100,000 คน และสร้างรายได้หมุนเวียนสู่ระบบเศรษฐกิจชุมชนไม่ต่ำกว่า 188 ล้านบาท ขณะเดียวกัน กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เร่งยกระดับการท่องเที่ยวเพื่อสร้างรายได้สู่ชุมชน มุ่งเน้นส่งเสริมและพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางในการเดินทางท่องเที่ยวได้ตลอด 365 วัน ผ่านการจัดทำปฏิทินเทศกาลและกิจกรรมท่องเที่ยวตลอดทั้งปี การส่งเสริมการท่องเที่ยวตามฤดูกาล การใช้ทุนทางวัฒนธรรม อาหาร และแหล่งประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเป็นจุดขาย การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและมาตรฐานความปลอดภัยทางการท่องเที่ยว ตลอดจนการผลักดันแหล่งท่องเที่ยวสำคัญให้เป็นแลนด์มาร์กระดับโลก&nbsp;</p>

<p>รายละเอียด<br />
(21 มิ.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงาน &ldquo;ประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขน จังหวัดเลย ประจำปี 2569&rdquo; ณ เวทีกลางหน้าที่ว่าการอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย โดยนายกรัฐมนตรี ได้เยี่ยมชมบูธจำหน่ายสินค้าตามโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo; และชมการแสดงโปงลาง ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ท้องถิ่นของอำเภอด่านซ้าย จากนั้นได้นำผู้ร่วมงานยืนสงบนิ่งถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา&nbsp;<br />
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แม้โลกในปัจจุบันจะเต็มไปด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; แต่สิ่งที่ไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่หรือเลียนแบบได้ง่าย คือ &ldquo;ประเพณีและวัฒนธรรมดั้งเดิม&rdquo; ซึ่งเป็นเอกลักษณ์สำคัญของแต่ละประเทศ เป็นสิ่งที่สะสมมาจากความเชื่อ ความศรัทธา ภูมิปัญญา และวิถีชีวิตของผู้คนในแต่ละพื้นที่ &nbsp;โดย &ldquo;ผีตาโขน&rdquo; ของจังหวัดเลย ถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญที่สะท้อนอัตลักษณ์ของท้องถิ่นได้อย่างชัดเจน &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ที่ไม่ใช่เพียงการละเล่นหรือขบวนแห่สีสันสวยงาม แต่เป็นเรื่องราวของชุมชน เป็นความศรัทธาที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน และเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าเพิ่มขึ้นทุกปี ยิ่งโลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ผู้คนยิ่งแสวงหาประสบการณ์ที่มีความหมายและมีเอกลักษณ์ ดังนั้นงานประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขน จะเป็นแรงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เดินทางมายังอำเภอด่านซ้ายอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าวัฒนธรรมสามารถเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างงาน รายได้ และโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้การเดินทางมาจังหวัดเลยครั้งนี้ เพราะต้องการมาพบชาวจังหวัดเลย มาพบคนไทยทั่วประเทศที่มาเที่ยวงานที่อำเภอด่านซ้าย มาดูผีตาโขน และสุดท้ายมาชักชวนประชาชนให้ใช้ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo; ของรัฐบาล<br />
จากนั้นนายกรัฐมนตรี ได้สวมหัวผีตาโขนลงบนแท่นเป็นสัญลักษณ์การเปิดงานอย่างเป็นทางการ ก่อนร่วมรับชมการแสดงผีตาโขนเปิดเมือง โดยกลุ่มผีตาโขนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โซนภูเขา โซนลุ่มน้ำหมัน และกลุ่มผีตาโขนอิสระ<br />
ผีตาโขน คือการละเล่นพื้นบ้านอันเป็นเอกลักษณ์ของอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย และเป็นส่วนหนึ่งของ &ldquo;ประเพณีบุญหลวง&rdquo; โดยมีตำนานเล่าว่า เมื่อพระเวสสันดรและนางมัทรีเสด็จกลับเมือง เหล่าผีป่าและสัตว์นานาชนิดที่เคยพึ่งพาพระบารมี ต่างพากันอาลัยรักและดีใจเป็นล้นพ้น จึงได้พากันแฝงตัวละเล่นเต้นรำตามหลังขบวนเพื่อมาส่งเสด็จด้วยความยินดี เดิมทีชาวบ้านจึงเรียกว่า &ldquo;ผีตามคน&rdquo; ก่อนจะเพี้ยนเสียงมาเป็น &ldquo;ผีตาโขน&rdquo; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; จากตำนานที่เล่าขานจึงกลายมาเป็นขบวนแห่หน้ากากผีสีสันสดใส เสียงกระดิ่ง และการเต้นรำที่ครึกครื้น ขับไล่สิ่งไม่ดีและต้อนรับสิ่งดี ๆ เข้ามาในชีวิต เบื้องหลังหน้ากากทุกใบ จึงไม่ได้มีเพียงสีสันและความสนุกสนาน แต่ยังซ่อนเรื่องราวของความเชื่อ ความศรัทธา และอัตลักษณ์ของชุมชนที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ซึ่งในปัจจุบัน เรื่องราวนี้ได้ถูกหลอมรวมเข้ากับ &ldquo;งานบุญหลวง&rdquo; จึงเป็นประเพณีสำคัญที่สะท้อนอัตลักษณ์และมรดกทางวัฒนธรรมของชาวด่านซ้าย<br />
สำหรับการจัดงานประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขน อำเภอด่านซ้าย ประจำปี 2569 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-22 มิถุนายน 2569 ณ อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย โดยในวันที่ 20 มิถุนายน 2569 เป็นพิธีเปิด ส่วนไฮไลต์สำคัญ มีการจัดขบวนแห่ผีตาโขนอย่างยิ่งใหญ่ในวันที่ 21 มิถุนายน 2569 และในวันที่ 22 มิถุนายน 2569 เป็นวันทำบุญ จะไม่มีการละเล่นผีตาโขน<br />
ทั้งนี้ ในปี 2568 มีนักท่องเที่ยวเข้าร่วมงานกว่า 170,000 คน ขณะที่ในปีนี้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่าได้รับกระแสตอบรับจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเป็นอย่างดี ส่งผลให้ยอดจองที่พักในพื้นที่อำเภอด่านซ้ายและอำเภอภูเรือเต็มเกือบ 100% แล้ว โดยคาดว่าตลอดระยะเวลาการจัดงาน 3 วัน จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าร่วมงานไม่น้อยกว่า 100,000 คน และสร้างรายได้หมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจชุมชนไม่ต่ำกว่า 188 ล้านบาท<br />
สำหรับสถานการณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทยในปี 2569 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 31 พฤษภาคม 2569 ประเทศไทยสามารถสร้างรายได้รวมจากการท่องเที่ยวได้แล้วกว่า 1.17 ล้านล้านบาท เป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 6.79 แสนล้านบาท จากนักท่องเที่ยวจำนวน 14,032,649 คน และรายได้จากนักท่องเที่ยวไทยอีก 4.88 แสนล้านบาท จำนวน 86.68 ล้านคน-ครั้ง โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาและสร้างรายได้ให้ประเทศสูงสุดเป็นอันดับที่ 1 คือ ประเทศจีน รองลงมา ได้แก่ มาเลเซีย อินเดีย และรัสเซีย ในขณะที่กรุงเทพมหานครและชลบุรียังคงครองแชมป์พื้นที่ท่องเที่ยวยอดนิยมสูงสุด&nbsp;<br />
นอกจากนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ยังเร่งยกระดับการท่องเที่ยวเพื่อสร้างรายได้สู่ชุมชน &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ตามนโยบายของนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยได้มุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมและพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางในการเดินทางท่องเที่ยวได้ตลอด 365 วัน &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผ่านการจัดทำปฏิทินเทศกาลและกิจกรรมท่องเที่ยวในทุกจังหวัดตลอดทั้งปี การกระตุ้นการท่องเที่ยวตามฤดูกาลโดยเฉพาะช่วงฤดูฝนเพื่อชูเสน่ห์ธรรมชาติและอัตลักษณ์ของ 5 ภูมิภาค การใช้วัฒนธรรมอาหารและแหล่งประวัติศาสตร์ระดับท้องถิ่นมาสร้างเรื่องราวเพื่อดึงดูดใจ ตลอดจนการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและสภาพแวดล้อมด้านการท่องเที่ยวให้มีความพร้อมและปลอดภัยในทุกฤดูกาล ควบคู่การพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวคุณภาพสูงและระบบนิเวศการท่องเที่ยวเพื่อเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยว เน้นยกระดับโฮมสเตย์และชุมชนท่องเที่ยวเฉพาะทาง เช่น กลุ่มท่องเที่ยวสายมู กลุ่มแคมปิ้ง และกลุ่มท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ พร้อมทั้งพัฒนามาตรฐานที่พักให้รองรับกลุ่มคนที่ทำงานและท่องเที่ยวไปพร้อมกันเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวที่พำนักระยะยาว ตลอดจนการผลักดันพื้นที่พิเศษอย่างหมู่เกาะช้าง คุ้งบางกะเจ้า และเมืองโบราณอู่ทอง ให้เป็นแลนด์มาร์กระดับโลกที่ตอบโจทย์ทั้งการท่องเที่ยวมูลค่าสูง เศรษฐกิจสีเขียว และการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์อย่างยั่งยืน</p>

<p>แนวทางการสื่อสาร<br />
1. นำเสนอ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย เปิดงาน &ldquo;ประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขน จังหวัดเลย ประจำปี 2569&rdquo; เน้นย้ำการเป็นอัตลักษณ์ที่สะท้อนความเชื่อ ความศรัทธา และวิถีชีวิตชุมชน &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ตั้งเป้ารายได้จากการจัดงานระหว่างวันที่ 20-22 มิ.ย. 69 กว่า 188 ล้านบาท<br />
2. นำเสนอ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เดินหน้าให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางในการท่องเที่ยวได้ตลอด 365 วัน ผ่านการจัดทำปฏิทินเทศกาลและกิจกรรมท่องเที่ยวตลอดทั้งปี ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชนทั่วประเทศ&nbsp;</p>

<p>แฮชแท็กเพื่อการสื่อสาร<br />
#นายกเปิดงานผีตาโขนจังหวัดเลย #ย้ำสะท้อนวิถีชีวิตชุมชน #คาดสร้างรายได้กว่า188ล้านบาท #กระทรวงมหาดไทย #กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง&nbsp;<br />
------------------------------------------<br />
รวบรวมโดย: กองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ กรมประชาสัมพันธ์<br />
จัดทำโดย: นางจริยา ประสพทรัพย์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ โทร. 092 2468306<br />
&nbsp; &nbsp;นางภณิตา บูรณ์เจริญ ผู้อำนวยการส่วนการประชาสัมพันธ์ โทร. 092 2468710&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; นางสาวสุณิสา สังข์วงค์ นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการพิเศษ โทร. 092 2468693<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://ratchaburi.prd.go.th/th/file/get/file/20260622081205edcfa8de63ec4e2f380f53ce50101354.jpg' type='image/jpg' length='1709712' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[มหาดไทย กำชับทุกจังหวัดติดตามกลุ่มเป้าหมายยืนยันตัวตนรักษาสิทธิ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ภายใน 21 มิ.ย. 69]]></title>
<link>https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/513681</link>
<guid isPermaLink="false">b3739d4c6da9132d8e54f43e1546bcb2</guid>
<pubDate>Thu, 18 Jun 2026 09:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>มหาดไทย กำชับทุกจังหวัดติดตามกลุ่มเป้าหมายยืนยันตัวตนรักษาสิทธิ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ภายใน 21 มิ.ย. 69<br />
บทสรุป&nbsp;<br />
นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เร่งขับเคลื่อนการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 กำชับผู้ว่าราชการจังหวัด อำเภอ และหมู่บ้านทั่วประเทศ เร่งประชาสัมพันธ์ ค้นหา และติดตามประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่ยังไม่ได้ยืนยันตัวตนหรือรักษาสิทธิ ให้ดำเนินการภายในวันที่ 21 มิถุนายน 2569 เพื่อให้ประชาชนได้รับสวัสดิการของรัฐตามสิทธิที่พึงได้รับ โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มเป้าหมาย จากข้อมูล ณ วันที่ 15 มิถุนายน 2569 พบว่า กลุ่มที่ 1 คือ เป้าหมายเดิมที่เคยได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 จำนวน 13,173,973 คน คงเหลือผู้ที่ยังไม่ได้ยืนยันสิทธิ 956,501 คน ขอให้รีบยืนยันตัวตนผ่าน 5 ช่องทาง ได้แก่ 1) แอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; 2) แอปพลิเคชัน &ldquo;ทางรัฐ&rdquo; 3) เว็บไซต์ของโครงการ: https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการ &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;แห่งรัฐ.mof.go.th 4) เครื่อง ATM ของบริษัท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และ 5) ธนาคาร 5 แห่ง &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;กลุ่มที่ 2 กลุ่มประชาชนตกหล่นที่ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 72,796 คน ให้ทุกพื้นที่ต้องเร่งตรวจสอบและรับรองรายสิทธิภายในวันที่ 17 มิถุนายน 2569 และกลุ่มที่ 3 กลุ่มประชาชนนอกเหนือบัญชีรายชื่อเดิมที่มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์มีผู้มาลงทะเบียนแล้ว 4,375,589 คน กรมการปกครองได้กำชับทุกจังหวัดและทุกอำเภอเร่งตรวจสอบ สอบทาน และยืนยันข้อมูลของกลุ่มเป้าหมายให้ครบถ้วน พร้อมส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบภายในวันที่ 21 มิถุนายน 2569 เวลา 23.59 น. เพื่อให้กระทรวงการคลังนำไปตรวจสอบคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด และจะประกาศผลในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ในขณะเดียวกัน กรมการปกครองได้เร่งขับเคลื่อนโครงการ &quot;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&quot; ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี โดยสั่งการให้จังหวัดกำชับอำเภอและฝ่ายปกครองในพื้นที่ เร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนและร้านค้าเข้าร่วมโครงการอย่างทั่วถึง ผ่านหอกระจายข่าวและสื่อออนไลน์ โดยมีกำหนดการคือ ร้านค้ารายเดิมสามารถยืนยันสิทธิผ่านแอปฯ &quot;ถุงเงิน&quot; ได้จนถึง 30 กันยายน 2569 ส่วนร้านค้ารายใหม่เปิดรับลงทะเบียนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 นี้ ทั้งนี้กำหนดให้ปลัดอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือเจ้าหน้าที่เทศบาล เป็นผู้ตรวจสอบและยืนยันการประกอบกิจการจริงของร้านค้ารายใหม่ เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการได้รับความสะดวกในการเข้าถึงสิทธิประโยชน์จากโครงการฯ โดยไม่เกิดอุปสรรคด้านพื้นที่รับผิดชอบ</p>

<p>รายละเอียด<br />
(16 มิ.ย. 69) ตามที่กรมการปกครองได้มีหนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่ 3 มิถุนายน 2569 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ให้กำชับทุกอำเภอและหมู่บ้านเร่งประชาสัมพันธ์ ค้นหา และติดตามประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่ยังไม่ได้ยืนยันตัวตนในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ให้มาดำเนินการรักษาสิทธิภายในวันที่ 21 มิถุนายน 2569 ภายในเวลา 23.00 น. นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง เปิดเผยว่า กรมการปกครองได้ขับเคลื่อนภารกิจผ่านกลไกฝ่ายปกครองทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงพื้นที่เคาะประตูบ้าน อำนวยความสะดวก และติดตามประชาชนกลุ่มเป้าหมายทั้ง 3 กลุ่ม เพื่อให้ผู้มีสิทธิได้รับสวัสดิการของรัฐตามสิทธิที่ควรจะได้รับ ดังนี้<br />
1. กลุ่มเป้าหมายเดิม หรือกลุ่มประชาชนที่เคยอยู่ในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 แต่ยังไม่ได้กดยืนยันเข้าร่วมโครงการผ่าน 5 ช่องทางของกระทรวงการคลัง (ข้อมูล ณ วันที่ 15 มิถุนายน 2569) พบว่า จำนวน 13,173,973 คน ได้ดำเนินการยืนยันสิทธิแล้ว 12,217,472 คน คิดเป็นร้อยละ 93 ยังคงเหลืออีก 956,501 คน ขอให้รีบไปยืนยันตัวตนผ่าน 5 ช่องทาง ได้แก่ แอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; แอปพลิเคชัน &ldquo;ทางรัฐ&rdquo; เว็บไซต์ของโครงการ: https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th เครื่อง ATM ของบริษัท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือ แจ้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยฯ ผู้นำชุมชน ช่วยเหลือดำเนินการ<br />
2. กลุ่มประชาชนตกหล่นที่ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการช่วยเหลือ จำนวน 1,047,520 คน ได้ลงทะเบียนยืนยันสิทธิแล้ว 974,724 คน คิดเป็นร้อยละ 93.05 ยังคงเหลืออีก 72,796 คน โดยได้กำชับให้ทุกพื้นที่จัดประชุมคณะกรรมการหมู่บ้าน ชุมชน และประชาคมหมู่บ้าน/ชุมชน ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 17 มิถุนายน 2569 เพื่อร่วมกันตรวจสอบและรับรองบัญชีรายชื่อให้ถูกต้องครบถ้วน<br />
3. กลุ่มประชาชนนอกเหนือบัญชีรายชื่อเดิม ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายเพิ่มเติมที่มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์รับสวัสดิการแห่งรัฐ พบว่ามีผู้มาลงทะเบียนแล้วจำนวน 4,375,589 คน<br />
นายนฤชา ได้กำชับทุกจังหวัดและทุกอำเภอเร่งดำเนินงานผ่านกลไกคณะกรรมการบริหารงานอำเภอแบบบูรณาการ (ก.บ.อ.) ตรวจสอบและสอบทานข้อมูลของกลุ่มที่ 2 และกลุ่มที่ 3 ให้ครบถ้วน พร้อมยืนยันส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบภายในวันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน 2569 เวลา 23.59 น. เพื่อส่งต่อให้กระทรวงการคลังนำไปตรวจสอบคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดต่อไป จึงขอเชิญชวนประชาชนที่มีรายชื่ออยู่ในกลุ่มเป้าหมาย หรือผู้ที่ยังไม่ได้ดำเนินการรักษาสิทธิ รีบติดต่อกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในพื้นที่โดยเร็ว เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสในการเข้าถึงสวัสดิการและความช่วยเหลือจากภาครัฐ<br />
สำหรับการประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ลงทะเบียนยืนยันสิทธิ กระทรวงการคลังจะประกาศ ในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ผ่านเว็บไซต์โครงการฯ แอปพลิเคชันเป๋าตัง แอปพลิเคชันทางรัฐ และหน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร และสามารถติดตามรายละเอียดและข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโครงการฯ ผ่านเว็บไซต์&nbsp;<br />
https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th และ https://welfare.mof.go.th หรือช่องทางประชาสัมพันธ์ &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;อย่างเป็นทางการของกระทรวงการคลัง พร้อมทั้งเปิดให้ผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติแต่ยังไม่เคยมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาก่อน เข้าไปยืนยันตัวตนได้ตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ถึงวันที่ 12 มกราคม 2570 &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผ่านช่องทางเดียวกัน และสามารถใช้สิทธิสวัสดิการแห่งรัฐได้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป กรณีผู้ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ สามารถอุทธรณ์ผลการตรวจสอบผ่านช่องทางแอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; และแอปพลิเคชัน &nbsp; &ldquo;ทางรัฐ&rdquo; เว็บไซต์ https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง ได้ตั้งแต่วันที่ 17 - 31 กรกฎาคม 2569 โดยกระทรวงการคลังจะประกาศผลการอุทธรณ์ &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ในวันที่ 14 กันยายน 2569 ซึ่งผู้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติในรอบอุทธรณ์สามารถยืนยันตัวตนได้ตั้งแต่วัน &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ที่มีการประกาศผล และใช้สิทธิสวัสดิการได้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;(17 มิ.ย. 69) ส่วนความคืบหน้าโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo; ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเร่งอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและผู้ประกอบการร้านค้า เพื่อให้สามารถเข้าร่วมโครงการฯ ได้อย่างทั่วถึงและครอบคลุมทุกพื้นที่&nbsp;<br />
โดยนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ได้ลงนามถึงปลัดจังหวัดทั่วประเทศ สั่งการให้จังหวัดกำชับอำเภอและฝ่ายปกครองในพื้นที่ เร่งประชาสัมพันธ์และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและผู้ประกอบการร้านค้าในการเข้าร่วมโครงการฯ อย่างเต็มกำลัง โดยให้ปลัดอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน คณะกรรมการหมู่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมกันประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้เกี่ยวกับโครงการผ่านทุกช่องทางการสื่อสารที่เข้าถึงประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ เว็บไซต์ของหน่วยงาน หอกระจายข่าวประจำหมู่บ้าน สื่อสังคมออนไลน์ และช่องทางประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการร้านค้าที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ได้รับทราบข้อมูลและเข้าร่วมโครงการได้อย่างครบถ้วน&nbsp;<br />
สำหรับร้านค้ารายเดิม สามารถยืนยันสิทธิ์เข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;ถุงเงิน&rdquo; ได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม - 30 กันยายน 2569 ขณะที่ร้านค้ารายใหม่ เปิดรับลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม - 31 กรกฎาคม 2569 นอกจากนี้ ยังกำชับให้ปลัดอำเภอ กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้ยืนยันการประกอบกิจการจริงของร้านค้ารายใหม่ที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการ ตามแบบฟอร์มที่กำหนด เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปด้วยความถูกต้อง โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ สำหรับพื้นที่ในเขตเทศบาลที่ไม่มีกำนันหรือผู้ใหญ่บ้าน ให้จังหวัดขอความร่วมมือเทศบาลมอบหมายปลัดเทศบาลหรือหัวหน้าสำนักปลัดเทศบาล เป็นผู้ยืนยันการประกอบกิจการจริงของร้านค้ารายใหม่ เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการได้รับความสะดวกในการเข้าถึงสิทธิประโยชน์จากโครงการฯ โดยไม่เกิดอุปสรรคด้านพื้นที่รับผิดชอบ</p>

<p>แนวทางการสื่อสาร<br />
1. นำเสนอ นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยกำชับผู้ว่าราชการจังหวัด อำเภอ และหมู่บ้านทั่วประเทศ เร่งประชาสัมพันธ์ค้นหาและติดตามประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่ยังไม่ได้ยืนยันตัวตนหรือรักษาสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 3 กลุ่ม คือกลุ่มเดิม กลุ่มตกหล่น และกลุ่มนอกเหนือบัญชีรายชื่อเดิม ให้ดำเนินการภายในวันที่ 21 มิ.ย. 69&nbsp;<br />
2. ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ที่ผ่านการตรวจสอบและยังไม่เคยมีบัตรสวัสดิการฯ มาก่อน ยืนยันตัวตนได้ตั้งแต่วันที่ 17 ก.ค. 69 - 12 ม.ค. 70 และเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 69 ส่วนผู้ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบ ยื่นอุทธรณ์ได้ระหว่างวันที่ 17 - 31 ก.ค. 69 ประกาศผลอุทธรณ์ในวันที่ 14 ก.ย. 69 ใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 69 เป็นต้นไป<br />
3. นำเสนออธิบดีกรมการปกครอง สั่งการหน่วยงานในพื้นที่เร่งอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนแลผู้ประกอบการร้านค้าในการเข้าร่วมโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo; เพื่อสามารถเข้าร่วมโครงการฯ ได้อย่างทั่วถึงและครอบคลุมทุกพื้นที่ &nbsp;<br />
4. ประชาสัมพันธ์ร้านค้าที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการ โดยร้านค้ารายเดิมยืนยันสิทธิผ่านแอปฯ &quot;ถุงเงิน&quot; ได้จนถึง 30 กันยายน 2569 ส่วนร้านค้ารายใหม่เปิดรับลงทะเบียนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569</p>

<p>แฮชแท็กเพื่อการสื่อสาร<br />
#มหาดไทยกำชับทุกจังหวัดติดตามกลุ่มเป้าหมาย #ยืนยันตัวตนรักษาสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ #ภายใน21มิย69 #กระทรวงมหาดไทย #กระทรวงการคลัง #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง&nbsp;<br />
------------------------------------------<br />
รวบรวมโดย: กองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ กรมประชาสัมพันธ์<br />
จัดทำโดย: นางจริยา ประสพทรัพย์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ โทร. 092 2468306<br />
&nbsp; &nbsp;นางภณิตา บูรณ์เจริญ ผู้อำนวยการส่วนการประชาสัมพันธ์ โทร. 092 2468710&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; นางสาวสุณิสา สังข์วงค์ นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการพิเศษ โทร. 092 2468693<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://ratchaburi.prd.go.th/th/file/get/file/20260618669d291a16d53eb945e854cc55477c6b094608.jpg' type='image/jpg' length='1301523' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ ร่วม ASEAN-Russia Business Forum ย้ำศักยภาพไทยเชื่อมรัสเซียสู่อาเซียน ผลักดันการค้า การลงทุน เศรษฐกิจดิจิทัล]]></title>
<link>https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/513676</link>
<guid isPermaLink="false">479809a234f0661391f0a2aeca65e237</guid>
<pubDate>Thu, 18 Jun 2026 09:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายกฯ ร่วม ASEAN-Russia Business Forum ย้ำศักยภาพไทยเชื่อมรัสเซียสู่อาเซียน ผลักดันการค้า การลงทุน เศรษฐกิจดิจิทัล<br />
บทสรุป<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เยือนสหพันธรัฐรัสเซีย เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน&ndash;รัสเซีย สมัยพิเศษ ในโอกาสครบรอบ 35 ปี ความสัมพันธ์อาเซียน&ndash;รัสเซีย ระหว่างวันที่ 16&ndash;19 มิถุนายน 2569 โดยได้เข้าร่วมงาน ASEAN-Russia Business Forum กล่าวปาฐกถาเน้นย้ำศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างรัสเซียกับอาเซียน พร้อมเชิญชวนภาคธุรกิจรัสเซียใช้ไทยเป็นฐานขยายโอกาสสู่ตลาดอาเซียน อีกทั้งเสนอแนวทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย&ndash;รัสเซียใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. การเชื่อมโยง ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจดิจิทัล 2. การค้าและการลงทุน โดยส่งเสริมความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน รวมถึงผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย&ndash;สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย 3. การแลกเปลี่ยนระดับประชาชน ผ่านความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว การแพทย์ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยในปี 2570 ไทยและรัสเซียจะครบรอบ 130 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต จึงเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกัน นอกจากนี้ ได้พบผู้บริหารภาคเอกชนไทยในรัสเซีย ยืนยันการสนับสนุนของรัฐบาลในการขยายโอกาสทางการค้า การลงทุน และความร่วมมือในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ ดิจิทัล เทคโนโลยีสารสนเทศ ผลิตภัณฑ์สุขภาพ การท่องเที่ยว อุตสาหกรรมอาหาร และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ นายกรัฐมนตรีได้เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระราชาธิบดีฮาจี ฮัซซานัล &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; บลเกียะฮ์ มูอิซซัดดิน วัดเดาละฮ์ แห่งบรูไนดารุสซาลาม ทั้งสองฝ่ายยืนยันความมุ่งมั่นในการส่งเสริมความร่วมมือทวิภาคีในสาขาที่มีศักยภาพร่วมกัน ได้แก่ การเกษตรและการนำเข้าปุ๋ยจากบรูไน ความมั่นคงทางอาหารผ่าน &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การส่งออกข้าวและสินค้าเกษตรของไทย ความร่วมมือด้านพลังงาน การแพทย์และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และเชิญชวนภาคเอกชนของบรูไนฯ เข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกัน</p>

<p>รายละเอียด<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ เดินทางเยือนสหพันธรัฐรัสเซีย เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ (ASEAN-Russia Commemorative Summit) ระหว่างวันที่ 16&ndash;19 มิถุนายน 2569 ในโอกาสครบรอบ 35 ปี ความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โดยนายกรัฐมนตรี ได้เดินถึงเมืองคาซานเมื่อช่วงค่ำวันที่ 16 มิถุนายน 2569 ได้รับการต้อนรับจากผู้แทนระดับสูงของสหพันธรัฐรัสเซียและคณะจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมอสโก พร้อมด้วยสุภาพสตรีในชุดประจำชาติได้มอบขนมปัง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพ การต้อนรับด้วยความจริงใจ ความอุดมสมบูรณ์ และความปรารถนาดีต่อแขกผู้มาเยือน สะท้อนถึงไมตรีจิตและความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและรัสเซีย<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;(17 มิ.ย. 69) นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมงาน ASEAN-Russia Business Forum ร่วมกับนายเล มิญ ฮึง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม และดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย พร้อมกล่าวปาฐกถาเน้นย้ำถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างรัสเซียกับภูมิภาคอาเซียน พร้อมเชิญชวนภาคธุรกิจรัสเซียใช้ไทยเป็นฐานขยายโอกาสสู่ตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;700 ล้านคน โดยในปี 2569 ยังมีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นวาระครบรอบ 35 ปีความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย ซึ่งตลอดระยะเวลาความร่วมมือได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ไทยกำลังขับเคลื่อนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและปฏิรูปกฎระเบียบเพื่อเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ ขณะที่มาตรการ FastPass Initiative มีส่วนช่วยให้ไทยสามารถดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI : Foreign Direct Investment) ได้สูงที่สุดในรอบ 10 ปีเมื่อปีที่ผ่านมา<br />
นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ไทยมีจุดแข็งทั้งในด้านอุตสาหกรรมอาหารและการเกษตร การท่องเที่ยว การแพทย์และสุขภาพ รวมถึงเศรษฐกิจสีเขียว ขณะเดียวกันยังเร่งลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล ศูนย์ข้อมูล (Data Center) การผลิตชิป และเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมกันนี้ได้เสนอแนวทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-รัสเซีย ใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่<br />
1. การเชื่อมโยง (Connectivity) ไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ ท่าเรือน้ำลึก เครือข่ายการบิน และการเชื่อมต่อทางดิจิทัล พร้อมทำหน้าที่เป็น &ldquo;ประตูยุทธศาสตร์&rdquo; เชื่อมภาคธุรกิจรัสเซียสู่ตลาดอาเซียนที่มีศักยภาพสูง และเดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลผ่านการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ระบบนิเวศนวัตกรรม และอุตสาหกรรมอัจฉริยะ ตลอดจนสนับสนุนกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (ASEAN Digital Economy Framework Agreement) ที่จะช่วยสร้างตลาดดิจิทัลที่เชื่อมโยง ปลอดภัย และครอบคลุมมากยิ่งขึ้น<br />
2. การค้าและการลงทุน (Trade and Investment) เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาระบบการค้าพหุภาคี การกระจายตลาด และการเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน โดยรัสเซียมีศักยภาพด้านพลังงานในฐานะหนึ่งในผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ของโลก ขณะที่ไทยเป็นหนึ่งในผู้ผลิตอาหารสำคัญของโลก สามารถเกื้อหนุนและต่อยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกันได้เป็นอย่างดี พร้อมยินดีต่อความสนใจที่เพิ่มขึ้นของนักลงทุนรัสเซียในประเทศไทย โดยเฉพาะในสาขาดิจิทัล เกษตรกรรม การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ นอกจากนี้ ไทยยังยึดมั่นต่อการสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดกว้าง เป็นมิตรต่อการดำเนินธุรกิจ และสามารถคาดการณ์ได้ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ จึงให้ความสำคัญกับการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Thai-EAEU FTA) เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนในอนาคต<br />
3. การแลกเปลี่ยนระดับประชาชน (People-to-People Exchanges) ไทยยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวรัสเซีย ที่มีประมาณ 2 ล้านคนต่อปี และพร้อมส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการแพทย์ รวมถึงการพัฒนาความร่วมมือด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และวัฒนธรรม เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและเสริมสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ<br />
นอกจากนี้ ในปี 2570 ไทยและรัสเซียจะครบรอบ 130 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกัน โดยไทยพร้อมทำงานร่วมกับรัสเซียและประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อสร้างอนาคตที่เชื่อมโยงกันมากยิ่งขึ้น ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม และมีความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันอย่างยั่งยืน<br />
นายกรัฐมนตรี ยังได้พบกับผู้บริหารภาคเอกชนไทยในรัสเซีย 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท CPF Russia จำกัด ดำเนินธุรกิจด้านอุตสาหกรรมเกษตร อาหารสัตว์ และการผลิตอาหาร และบริษัท วอริกซ์ สปอร์ต จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจด้านการกีฬาและเสื้อผ้ากีฬา พร้อมย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับภาคเอกชนในการแสวงหาโอกาสใหม่ทางการค้า การลงทุน และการขยายตลาดในภูมิภาคที่มีศักยภาพ รวมถึงต่อยอดความร่วมมือในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ ดิจิทัล เทคโนโลยีสารสนเทศ ผลิตภัณฑ์สุขภาพ การท่องเที่ยว อุตสาหกรรมอาหาร และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ อีกทั้งการที่ชาวรัสเซียนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวยังประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความเชื่อมโยงอันใกล้ชิดระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ และโอกาสในการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนาคต ยืนยันว่า รัฐบาลพร้อมสนับสนุนการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับรัสเซีย รวมถึงการผลักดันความร่วมมือกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนให้แก่ภาคเอกชนไทย และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทยในเวทีโลก อันจะนำไปสู่ประโยชน์และความกินดีอยู่ดีของประชาชนในระยะยาว<br />
โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทสมเด็จพระราชาธิบดีฮาจี ฮัซซานัล บลเกียะฮ์ มูอิซซัดดิน วัดเดาละฮ์ (His Majesty Sultan Haji Hassanal Bolkiah Mu&rsquo;izzaddin Waddaulah) แห่งบรูไนดารุสซาลาม ยืนยันความมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับบรูไนอย่างใกล้ชิด เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทวิภาคีในสาขาที่มีศักยภาพและเป็นประโยชน์ร่วมกัน ได้แก่<br />
ด้านการเกษตร ไทยให้ความสนใจต่อการนำเข้าปุ๋ยจากบรูไนฯ เพิ่มมากขึ้น โดยจะมอบหมายให้นางศุภจี&nbsp;<br />
สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หารือกับฝ่ายบรูไนฯ ในรายละเอียดต่อไป<br />
ด้านความมั่นคงทางอาหาร เน้นย้ำบทบาทของไทยในฐานะหุ้นส่วนที่เชื่อถือได้ของบรูไนฯ และแสดงความพร้อมในการส่งออกข้าวและสินค้าเกษตรคุณภาพของไทยไปยังบรูไนฯ เพิ่มมากขึ้น เพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารระหว่างทั้งสองประเทศ<br />
ด้านพลังงาน ทั้งสองฝ่ายต่างแสดงความมุ่งมั่นที่จะขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงทางพลังงานระหว่างกันให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น<br />
ด้านสาธารณสุข นายกรัฐมนตรียินดีส่งเสริมความร่วมมือด้านการแพทย์และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยยกตัวอย่างความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลบีเอ็นเอชของไทยกับ Jerudong Park Medical Centre ของบรูไน &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ซึ่งครอบคลุมการพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์และการส่งต่อผู้ป่วยให้เข้ารับการรักษาในประเทศไทย<br />
ด้านการลงทุน ทั้งสองฝ่ายแสดงความยินดีต่อความคืบหน้าข้อตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนระหว่างไทยกับบรูไนฯ (Double Taxation Agreement) ซึ่งมีความพร้อมสำหรับการลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศในโอกาสอันใกล้ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้เชิญชวนภาคเอกชนของบรูไนฯ เข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกันอย่างยั่งยืน</p>

<p>แนวทางการสื่อสาร<br />
1. นำเสนอนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย เยือนรัสเซีย เข้าร่วมงาน ASEAN-Russia Business Forum ย้ำศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างรัสเซียกับอาเซียน เชิญชวนภาคธุรกิจรัสเซียใช้ไทยเป็นฐานขยายโอกาสสู่ตลาดอาเซียน และจะใช้โอกาส ความสัมพันธ์ทางการทูต ไทย - รัสเซีย ครบ 130 ปี ในปี 2570 ต่อยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจ<br />
2. นำเสนอนายกรัฐมนตรี เสนอแนวทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย&ndash;รัสเซียใน 3 ด้าน 1. การเชื่อมโยง ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจดิจิทัล 2. การค้าและการลงทุน รวมถึงผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย&ndash;สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย 3. การแลกเปลี่ยนระดับประชาชน ผ่านการท่องเที่ยว การแพทย์ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์<br />
3. นำเสนอนายกรัฐมนตรีเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไนฯ เดินหน้าความร่วมมือด้านการลงทุน เกษตร อาหาร พลังงาน สาธารณสุข เพื่อสร้างความมั่นคงและการเติบโตร่วมกัน</p>

<p>แฮชแท็กเพื่อการสื่อสาร<br />
#นายกร่วมASEANRussiaBusinessForum # ย้ำศักยภาพไทยเชื่อมรัสเซียสู่อาเซียน #ผลักดันการค้าการลงทุน # เศรษฐกิจดิจิทัล #นายกรัฐมนตรี #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง&nbsp;<br />
------------------------------------------<br />
รวบรวมโดย: กองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ กรมประชาสัมพันธ์<br />
จัดทำโดย: นางจริยา ประสพทรัพย์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ โทร. 092 2468306<br />
&nbsp; &nbsp;นางภณิตา บูรณ์เจริญ ผู้อำนวยการส่วนการประชาสัมพันธ์ โทร. 092 2468710&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; นางสาวสุณิสา สังข์วงค์ นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการพิเศษ โทร. 092 2468693<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://ratchaburi.prd.go.th/th/file/get/file/20260618d3b96a61adbbc03ece39a01fc14cb4d7094504.jpg' type='image/jpg' length='1519711' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[17 มิถุนายน วันทะเลทรายและภัยแล้งโลก]]></title>
<link>https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/513375</link>
<guid isPermaLink="false">5796a636b84b84ab67c6391beb17ff82</guid>
<pubDate>Wed, 17 Jun 2026 14:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>17 มิถุนายน วันทะเลทรายและภัยแล้งโลก</p>

<p>&nbsp;&nbsp; &nbsp;เนื่องจากวันที่ 17 มิถุนายนของทุกปีตรงกับวันต่อต้านปัญหาภัยแล้งและฝนแล้งของโลก (World Day to Combat Desertification and Drought) หรือชื่ออย่างเป็นทางการในระดับนานาชาติ คือ &quot;วันทะเลทรายและภัยแล้งโลก&quot; ก่อตั้งขึ้นโดยสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (United Nations General Assembly) เมื่อปี ค.ศ.1994 เพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงปัญหาของภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอันนำไปสู่ภัยแล้ง (Drought) และการแปรสภาพเป็นทะเลทราย (Desertification) โดยปัญหาภัยแล้งและการกลายเป็นทะเลทรายนั้นล้วนเป็นสภาวะที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและกิจกรรมของมนุษย์ ทั้งการตัดไม้ทำลายป่า การใช้หน้าดินอย่างไม่ยั่งยืน ซึ่งนำไปสู่การขาดแคลนน้ำ ความเสื่อมโทรมของหน้าดิน เป็นเหตุให้พื้นที่ที่เคยอุดมสมบูรณ์กลายสภาพเป็นพื้นที่แห้งแล้งและไม่สามารถเพาะปลูกได้คล้ายกับทะเลทราย ดังนั้นวันต่อต้านปัญหาภัยแล้งและฝนแล้งของโลกจึงเป็นวันสำคัญที่จะทำให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหน่วยงานผู้ประสานงานกลางระดับชาติ (National Focal Agency) ของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทราย (UNCCD) จึงได้จัดกิจกรรม &ldquo;วันทะเลทราย และภัยแล้งโลก ประจำปี 2569 (Desertification &amp; Drought Day 2026)&rdquo; ในวันพุธที่ 17 มิถุนายน 2569 ณ ห้องประชุม 2801 อาคาร 8 ชั้น กรมพัฒนาที่ดิน และมีการถ่ายทอดผ่านทางเฟสบุ๊กของกรมพัฒนาที่ดิน โดยภายในงานมีการจัดนิทรรศการ &nbsp;Recognize. Respect. Restore. ที่ดิน ทุ่งหญ้า ป่าไม้ แหล่งน้ำ: รู้ค่า รักษา ฟื้นฟู นอกจากนี้ยังมีการบรรยายพิเศษ จากผู้ทรงคุณวุฒิ จากหน่วยงานความร่วมมือทั้งภายใน และต่างประเทศ รวมถึงการเสวนาวิชาการ ในหัวข้อรู้ค่า รักษา ฟื้นฟู &ldquo;ที่ดิน ทุ่งหญ้า ป่าไม้ แหล่งน้ำ&rdquo; กับอนาคตประเทศไทย โดยในปี 2569 การจัดงานวันทะเลทรายและภัยแล้งโลก มีเป้าหมายหลักในการแก้ไขปัญหาที่ดินเสื่อมโทรม เสริมสร้างความพร้อมรับมือภัยแล้ง และสนับสนุนชุมชนในพื้นที่แห้งแล้งและทุ่งหญ้า รวมถึงภัยคุกคามและผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพและสัตว์ป่า ความมั่นคงทางอาหาร น้ำ ความสามารถในการรับมือสภาพภูมิอากาศและวิถีชีวิตของชุมชนชนบทที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน ความเสื่อมโทรม และนโยบายที่ไม่ยั่งยืน ที่ส่งผลต่อพื้นที่ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ รวมทั้งนิทรรศการจากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เกษตรกร เยาวชน และประชาชนทั่วไป เกี่ยวกับผลกระทบจากความเสื่อมโทรมของที่ดิน ภัยแล้ง การแปรสภาพของที่ดินเป็นทะเลทราย และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งไม่เพียงส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังเชื่อมโยงถึงความมั่นคงด้านอาหาร น้ำ วิถีชีวิตของชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีเป้าหมายดำเนินการบริหารจัดการน้ำ เพื่อรองรับภัยแล้ง ภัยพิบัติทางการเกษตร ด้านการบริหารจัดการดินและที่ดินด้วยการปรับปรุงฟื้นฟูดินเสื่อมโทรม การมอบสิทธิที่ดินเพื่อส่งเสริมการพัฒนาอาชีพเกษตรกร และการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมของระบบนิเวศให้เกิดความสมดุลและยั่งยืน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;ปัจจุบันทุ่งหญ้าที่ครอบคลุมพื้นที่มากกว่าครึ่งหนึ่งของพื้นผิวโลก กำลังเสื่อมโทรมและถูกมองข้าม ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร น้ำ ความสามารถในการรับมือสภาพภูมิอากาศและวิถีชีวิตของชุมชนชนบทจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ความมั่นคงทางอาหารและน้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพ และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชุมชนเลี้ยงสัตว์และชนพื้นเมือง และคุณภาพชีวิตของผู้คนทั่วโลก<br />
ดังนั้น ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกันแก้ปัญหาที่ดินเสื่อมโทรม เสริมสร้างและสร้างความตระหนักเกี่ยวกับการรับมือกับความเสื่อมโทรมของที่ดิน ภัยแล้ง การฟื้นฟูที่ดิน การป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เชื่อมโยงกับการแปรสภาพเป็นทะเลทราย และสนับสนุนชุมชนในพื้นที่แห้งแล้งและทุ่งหญ้าอย่างต่อเนื่อง &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เพื่อเสริมสร้างการดำเนินงานของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทรายให้กับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนภาคประชาสังคมสถาบันการศึกษา เกษตรกร เยาวชน สตรี และประชาชนทั่วไป โดยครอบคลุมการบริหารการจัดการด้านทรัพยากรดิน ที่ดิน แหล่งน้ำ ป่าไม้ ชุมชน และหุ้นส่วนความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ เพื่อรักษาสมดุลของระบบนิเวศ เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในระยะยาว และมุ่งเน้นบริหารจัดการพื้นที่ตามแนวคิดความสมดุลของการจัดการทรัพยากรที่ดิน (Land Degradation Neutrality: LDN) ผ่านกิจกรรมการฟื้นที่ดิน การอนุรักษ์ดินและน้ำ และการสร้างความตระหนักให้กับเกษตรกร หมอดินอาสา และชุมชนท้องถิ่นเพื่อลดความเสื่อมโทรมของที่ดิน รักษาสมดุลของทรัพยากรที่ดินและระบบนิเวศ สนับสนุนการขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ในเป้าหมาย SDG ที่ 15 ภายในปี 2573<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;กรมพัฒนาที่ดินมุ่งหวังให้กิจกรรมนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของการเสริมสร้างความร่วมมือทุกภาคส่วนในสังคม เพื่อร่วมสร้างความตระหนัก ถึงการฟื้นฟูที่ดิน การป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เชื่อมโยงกับการแปรสภาพเป็นทะเลทราย ความหลากหลายทางชีวภาพ ความเสื่อมโทรมของที่ดินและภัยแล้ง เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนและรักษาสมดุลของระบบนิเวศ</p>

<p>แนวทางการสื่อสาร<br />
1. ประชาสัมพันธ์จัดกิจกรรม &ldquo;วันทะเลทราย และภัยแล้งโลก ประจำปี 2569 (Desertification &amp; Drought Day 2026)&rdquo; มีการจัดนิทรรศการ &nbsp;Recognize. Respect. Restore. ที่ดิน ทุ่งหญ้า ป่าไม้ แหล่งน้ำ: รู้ค่า รักษา ฟื้นฟู เพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เกษตรกร เยาวชน และประชาชนทั่วไป เกี่ยวกับผลกระทบจากความเสื่อมโทรมของที่ดิน ภัยแล้ง การแปรสภาพของที่ดินเป็นทะเลทราย และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ<br />
2. นำเสนอการร่วมมือกันของทุกภาคส่วนในการแก้ปัญหาที่ดินเสื่อมโทรม เสริมสร้างและสร้างความตระหนักเกี่ยวกับการรับมือกับความเสื่อมโทรมของที่ดิน ภัยแล้ง การฟื้นฟูที่ดิน การป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เชื่อมโยงกับการแปรสภาพเป็นทะเลทราย และสนับสนุนชุมชนในพื้นที่แห้งแล้งและทุ่งหญ้าอย่างต่อเนื่อง&nbsp;<br />
แฮชแท็กเพื่อการสื่อสาร<br />
#วันทะเลทรายและภัยแล้งโลก #เสริมสร้างและสร้างความตระหนักเกี่ยวกับการรับมือกับความเสื่อมโทรมของที่ดิน #RangelandsRecognizeRespectRestore #ที่ดินทุ่งหญ้าป่าไม้แหล่งน้ำ #รู้ค่ารักษาฟื้นฟู #กรมพัฒนาที่ดิน #กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://ratchaburi.prd.go.th/th/file/get/file/202606175e60ddc3ccdb755963b6710680802a4c142310.jpg' type='image/jpg' length='1492271' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบ กรอบหารือไทย–รัสเซีย ฉบับใหม่ 5 ปี และผลลัพธ์ประชุม อาเซียน–รัสเซีย ยกระดับความร่วมมือต่อเนื่อง ]]></title>
<link>https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/513372</link>
<guid isPermaLink="false">f5e7dcfdc41002df8043f707990198b0</guid>
<pubDate>Wed, 17 Jun 2026 14:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ครม. เห็นชอบ กรอบหารือไทย&ndash;รัสเซีย ฉบับใหม่ 5 ปี และผลลัพธ์ประชุม อาเซียน&ndash;รัสเซีย ยกระดับความร่วมมือต่อเนื่อง&nbsp;<br />
บทสรุป<br />
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างแผนการหารือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงการต่างประเทศแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ฉบับที่ 6 พ.ศ. 2569&ndash;2573 เพื่อเป็นกรอบการหารือและขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างสองประเทศในระยะ 5 ปี ครอบคลุมความร่วมมือระดับทวิภาคี ภูมิภาค และพหุภาคี การประสานงานในกรอบสหประชาชาติ การสื่อสารเชิงกลยุทธ์ในยุคดิจิทัล การต่อต้านข่าวปลอม &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; และกฎหมายระหว่างประเทศ โดยกระทรวงการต่างประเทศอยู่ระหว่างประสานกับฝ่ายรัสเซียเพื่อจัดประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย&ndash;รัสเซีย ครั้งที่ 9 ณ กรุงมอสโก ช่วงเดือนสิงหาคม 2569 &nbsp; &nbsp;หากทั้งสองฝ่ายเห็นชอบ จะลงนามแผนการหารือในโอกาสเดียวกัน ทั้งนี้ร่างแผนดังกล่าวไม่เป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศและไม่ก่อให้เกิดพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่เป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ ยกระดับความสัมพันธ์ และสนับสนุนการหารือระหว่างไทยกับรัสเซียให้มีความต่อเนื่อง เป็นระบบ &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; และเกิดผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังเห็นชอบร่างเอกสารผลลัพธ์การประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ 4 ฉบับ ได้แก่ 1. ร่างปฏิญญาคาซาน ค.ศ. 2026 &ldquo;อาเซียน&ndash;รัสเซีย : เอกภาพในความหลากหลาย &ndash; 35 ปี ร่วมกัน&rdquo; 2. ร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียน&ndash;รัสเซียว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงาน 3. ร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียน&ndash;รัสเซียว่าด้วยความร่วมมือทางวัฒนธรรม และ 4. ร่างแผนดำเนินการที่ครอบคลุม &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เพื่อปฏิบัติตามความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อาเซียน&ndash;สหพันธรัฐรัสเซีย ค.ศ. 2026&ndash;2030 ซึ่งผู้นำอาเซียนจะร่วมรับรองในการประชุมที่เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย ในวันที่ 18 มิถุนายน 2569 &nbsp;โดยร่างเอกสารทั้ง 4 ฉบับนี้ไม่ก่อพันธกรณีทางกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เข้าข่ายหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญ แต่จะเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์อาเซียน&ndash;รัสเซียในหลายมิติ ทั้งพลังงาน วัฒนธรรม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมช่วยเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ เชื่อมโยงประชาชน และเสริมบทบาทของไทยในเวทีภูมิภาคและระหว่างประเทศ<br />
รายละเอียด<br />
(16 มิ.ย. 69) คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างแผนการหารือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทย กับกระทรวงการต่างประเทศแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ฉบับที่ 6 พ.ศ. 2569&ndash;2573 เพื่อเป็นกรอบการหารือและขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างสองประเทศอย่างต่อเนื่องในระยะ 5 ปี แผนการหารือฉบับนี้เป็นกลไกต่อเนื่องจากแผนฉบับที่ผ่านมา โดยกำหนดการหารือทั้งในระดับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และระดับกรมของกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองฝ่าย ครอบคลุมประเด็นสำคัญ ได้แก่ ความร่วมมือทวิภาคี ความร่วมมือภูมิภาคและพหุภาคีในเอเชีย&ndash;แปซิฟิก การประสานงานในกรอบสหประชาชาติ กิจการเกี่ยวกับยุโรป การสื่อสารเชิงกลยุทธ์ในยุคดิจิทัล การต่อต้านข้อมูลเท็จและข่าวปลอม ความร่วมมือด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และประเด็นอื่นที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศอยู่ระหว่างประสานกับฝ่ายรัสเซียเพื่อจัดประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย&ndash;รัสเซีย ครั้งที่ 9 ณ กรุงมอสโก ในช่วงเดือนสิงหาคม 2569 และหากทั้งสองฝ่ายเห็นชอบ จะมีการลงนามแผนการหารือฉบับดังกล่าวในโอกาสเดียวกัน ซึ่งร่างแผนการหารือนี้ไม่ได้เป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศ และไม่ก่อให้เกิดพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่เป็นกรอบการทำงานที่ช่วยส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ ยกระดับความสัมพันธ์ และสนับสนุนการหารือระหว่างไทยกับรัสเซียให้มีความต่อเนื่อง เป็นระบบ และเกิดผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น<br />
นอกจากนี้คณะรัฐมนตรี ยังเห็นชอบร่างเอกสารผลลัพธ์การประชุมสุดยอดอาเซียน&ndash;รัสเซีย สมัยพิเศษ จำนวน 4 ฉบับ ซึ่งผู้นำอาเซียนจะร่วมรับรองในการประชุมที่เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย วันที่ 18 มิถุนายน 2569 เพื่อขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างอาเซียนและรัสเซียในระยะยาว โดยเอกสารทั้ง 4 ฉบับ ประกอบด้วย<br />
1. ร่างปฏิญญาคาซาน ค.ศ. 2026 &ldquo;อาเซียน&ndash;รัสเซีย: เอกภาพในความหลากหลาย &ndash; 35 ปี ร่วมกัน&rdquo; เป็นการยืนยันเจตนารมณ์ร่วมในการส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง เสถียรภาพ และความร่วมมือในประเด็นสำคัญ อาทิ ความมั่นคงทางทะเล ความมั่นคงทางชีวภาพ การต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ การค้า การลงทุน พลังงาน อาหาร การท่องเที่ยว วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์&nbsp;<br />
2. ร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียน&ndash;รัสเซียว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงาน มุ่งเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน การรับมือวิกฤตพลังงาน การพัฒนาพลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน ไฮโดรเจน เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ และการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของภูมิภาค<br />
3. ร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียน&ndash;รัสเซียว่าด้วยความร่วมมือทางวัฒนธรรม ที่มุ่งส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรม การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม การแลกเปลี่ยนทางศิลปะ วรรณกรรม ภาพยนตร์ ดนตรี และการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ รวมถึงการสนับสนุนผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพด้านวัฒนธรรม&nbsp;<br />
4. ร่างแผนดำเนินการที่ครอบคลุมเพื่อปฏิบัติตามความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อาเซียน&ndash;สหพันธรัฐรัสเซีย ค.ศ. 2026&ndash;2030 ซึ่งกำหนดกรอบความร่วมมือใน 3 เสาหลัก ได้แก่ การเมืองและความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม&ndash;วัฒนธรรม ครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น การต่อต้านการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ การค้าและการลงทุน ความมั่นคงทางพลังงานและอาหาร การคมนาคม การเกษตร การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสาธารณสุข การจัดการภัยพิบัติ การย้ายถิ่นฐาน และการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ<br />
ร่างเอกสารทั้ง 4 ฉบับนี้ ไม่ก่อให้เกิดพันธกรณีทางกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เข้าข่ายเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แต่จะเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์และยกระดับความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับรัสเซียในหลากหลายสาขา โดยเฉพาะด้านพลังงาน วัฒนธรรม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมโยงระหว่างประชาชน และเสริมบทบาทของไทยในเวทีความร่วมมือระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศต่อไป</p>

<p>แนวทางการสื่อสาร<br />
1. นำเสนอ ครม. เห็นชอบร่างแผนการหารือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ ไทย-รัสเซีย ฉบับที่ 6 พ.ศ. 2569&ndash;2573 โดยกระทรวงการต่างประเทศของไทยและรัสเซียอยู่ระหว่างการประสาน เพื่อจัดประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย&ndash;รัสเซีย ครั้งที่ 9 ณ กรุงมอสโก ช่วงเดือน ส.ค. 69 ยกระดับความสัมพันธ์ และสนับสนุนการหารือระหว่างไทยกับรัสเซียให้มีความต่อเนื่อง&nbsp;<br />
2. นำเสนอ ครม. เห็นชอบร่างเอกสารผลลัพธ์การประชุมสุดยอดอาเซียน&ndash;รัสเซีย สมัยพิเศษ 4 ฉบับ ซึ่งผู้นำอาเซียนจะร่วมรับรองในการประชุมที่เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย ในวันที่ 18 มิ.ย. 69 เพื่อขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างอาเซียนและรัสเซียในระยะยาว</p>

<p>แฮชแท็กเพื่อการสื่อสาร<br />
#ครมเห็นชอบกรอบหารือไทยรัสเซียฉบับใหม่5ปี #ผลลัพธ์ประชุมอาเซียนรัสเซีย #ยกระดับความร่วมมือต่อเนื่อง #กระทรวงการต่างประเทศ #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง&nbsp;<br />
------------------------------------------<br />
รวบรวมโดย: กองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ กรมประชาสัมพันธ์<br />
จัดทำโดย: นางจริยา ประสพทรัพย์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ โทร. 092 2468306<br />
&nbsp; &nbsp;นางภณิตา บูรณ์เจริญ ผู้อำนวยการส่วนการประชาสัมพันธ์ โทร. 092 2468710&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; นางสาวสุณิสา สังข์วงค์ นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการพิเศษ โทร. 092 2468693<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://ratchaburi.prd.go.th/th/file/get/file/20260617f3fedf8071f2a4576d46295a8f5c92ed142154.jpg' type='image/jpg' length='1442269' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบขยายมาตรการภาษีอิเล็กทรอนิกส์ถึงสิ้นปี 70 อำนวยความสะดวก ลดต้นทุน ภาคธุรกิจ]]></title>
<link>https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/513371</link>
<guid isPermaLink="false">7c35847acb3b0d38452a9a13aeb56e77</guid>
<pubDate>Wed, 17 Jun 2026 14:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ครม. เห็นชอบขยายมาตรการภาษีอิเล็กทรอนิกส์ถึงสิ้นปี 70 อำนวยความสะดวก ลดต้นทุน ภาคธุรกิจ<br />
บทสรุป<br />
คณะรัฐมนตรี เห็นชอบหลักการร่างกฎหมาย 2 ฉบับตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อขยายระยะเวลามาตรการภาษีส่งเสริมระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ออกไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 จากเดิมที่สิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการ และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารจัดการภาษีอย่างมีประสิทธิภาพ โดยครอบคลุมการขยายสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุนและการใช้บริการระบบ e-Tax Invoice &amp; e-Receipt และ e-Withholding Tax โดยให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสามารถนำรายจ่ายที่เกี่ยวข้องมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ 2 เท่าของรายจ่ายจริง ทั้งค่าใช้จ่ายด้านซอฟต์แวร์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ระบบจัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ค่าบริการจากผู้ให้บริการระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงเพิ่มสิทธิประโยชน์ใหม่สำหรับค่าใช้จ่ายในการตรวจประเมินระบบสารสนเทศของผู้ให้บริการที่ต้องจ่ายให้แก่สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) นอกจากนี้ ยังเห็นชอบขยายมาตรการลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายผ่านระบบ e-Withholding Tax ต่อไปจนถึงสิ้นปี 2570 โดยลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายเหลือร้อยละ 1 แก่บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลสำหรับเงินได้หลายประเภท เช่น ค่าเช่า ค่านายหน้า ค่าลิขสิทธิ์ ค่าจ้างทำของ ค่าบริการ และวิชาชีพอิสระ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจและลดภาระเอกสาร อย่างไรก็ตามกระทรวงการคลังคาดว่ามาตรการดังกล่าวจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีเงินได้นิติบุคคลประมาณ 66 ล้านบาทตลอดระยะเวลา 2 ปี แต่จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจได้ประมาณ 27,000 ล้านบาทต่อปี ลดต้นทุนการดำเนินงาน เพิ่มความสะดวกในการเสียภาษี ส่งเสริมการใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ลดการใช้กระดาษ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว สอดคล้องกับนโยบายของนายอนุทิน &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่มุ่งพัฒนาระบบราชการและภาคธุรกิจสู่ดิจิทัลอย่างครบวงจร เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน</p>

<p>รายละเอียด<br />
(16 มิ.ย. 69) คณะรัฐมนตรี เห็นชอบหลักการร่างกฎหมายรวม 2 ฉบับ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ได้แก่ 1. ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร&nbsp;<br />
(ฉบับที่ ..) พ.ศ. ... เพื่อขยายระยะเวลามาตรการภาษีส่งเสริมระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ จากเดิมที่สิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ออกไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Transformation) ลดภาระต้นทุนผู้ประกอบการ และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารจัดการภาษีอย่างมีประสิทธิภาพโดยมาตรการดังกล่าวประกอบด้วยการขยายสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุนและการใช้บริการระบบ e-Tax Invoice (ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์) &amp; e-Receipt (ใบรับ/ใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์) และ e-Withholding Tax (ระบบการหักภาษี ณ ที่จ่ายแบบอิเล็กทรอนิกส์) โดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสามารถนำรายจ่ายที่เกี่ยวข้องมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลได้เป็นจำนวน 2 เท่า ของรายจ่ายจริง ทั้งในส่วนของการลงทุนระบบซอฟต์แวร์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ระบบจัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ค่าบริการจากผู้ให้บริการระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงเพิ่มสิทธิประโยชน์ใหม่สำหรับค่าใช้จ่ายในการตรวจประเมินระบบสารสนเทศของผู้ให้บริการ (Service Provider) ที่ต้องจ่ายให้แก่สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของระบบดิจิทัลภาครัฐ<br />
2. ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ...) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยภาษีเงินได้ &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการขยายระยะเวลามาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการใช้ระบบภาษีหัก ณ ที่จ่ายอิเล็กทรอนิกส์ &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; (e-Withholding Tax) ที่สิ้นสุดมาตรการฯ เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 โดยลดอัตราภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ผ่านระบบ e-Withholding Tax ต่อไปจนถึง วันที่ 31 ธันวาคม &nbsp;2570 โดยลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเดิมร้อยละ 5 ร้อยละ 3 และร้อยละ 2 เหลือเพียง ร้อยละ 1 สำหรับการจ่ายเงินได้พึงประเมินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เช่น ค่าเช่า ค่านายหน้า ค่าลิขสิทธิ์ ค่าจ้างทำของ ค่าบริการ และวิชาชีพอิสระ เป็นต้น ช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจและลดภาระด้านเอกสารในการดำเนินงาน<br />
ปัจจุบันกรมสรรพากรได้เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาเป็นผู้ให้บริการจัดทำและนำส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (Service Provider) มากขึ้น โดยขณะนี้มีผู้ให้บริการระบบ e-Tax Invoice &amp; e-Receipt แล้ว 23 ราย ผู้ให้บริการ e-Filing (ระบบยื่นภาษีออนไลน์) 1 ราย และผู้ให้บริการ e-Stamp Duty (การชำระอากรแสตมป์เป็นตัวเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์) 5 ราย ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่อาจยังมีข้อจำกัดในการพัฒนาระบบดิจิทัลด้วยตนเอง ทั้งนี้ กระทรวงการคลังคาดว่ามาตรการดังกล่าวจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีเงินได้นิติบุคคลประมาณ 66 ล้านบาทตลอดระยะเวลา 2 ปี แต่จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจผ่านมาตรการ e-Withholding Tax ได้ประมาณ 27,000 ล้านบาทต่อปี พร้อมทั้งลดต้นทุนการดำเนินงาน เพิ่มความสะดวกในการเสียภาษี ส่งเสริมการใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ลดการใช้กระดาษ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว<br />
การขยายมาตรการภาษีครั้งนี้สอดคล้องกับนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบราชการและภาคธุรกิจสู่ดิจิทัลอย่างครบวงจร อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ประกอบการทุกขนาดเข้าถึงเทคโนโลยีด้านภาษีได้ง่ายขึ้น ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ และสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน</p>

<p>แนวทางการสื่อสาร<br />
1. นำเสนอ ครม.เห็นชอบขยายมาตรการภาษีส่งเสริมระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ จนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 70 สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารจัดการภาษี ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ&nbsp;<br />
2. นำเสนอ ผู้ประกอบการสามารถนำค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนและการใช้บริการระบบ e-Tax Invoice &amp; e-Receipt และ e-Withholding Tax มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ 2 เท่าของรายจ่ายจริง และลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายเหลือร้อยละ 1 ที่จ่ายผ่านระบบ e-Withholding Tax เพื่อเพิ่มแรงจูงใจภาคธุรกิจ</p>

<p>แฮชแท็กเพื่อการสื่อสาร<br />
#ครมเห็นชอบขยายมาตรการภาษีอิเล็กทรอนิกส์ถึงสิ้นปี70 #อำนวยความสะดวก #ลดต้นทุนภาคธุรกิจ #กระทรวงการคลัง #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง&nbsp;<br />
------------------------------------------<br />
รวบรวมโดย: กองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ กรมประชาสัมพันธ์<br />
จัดทำโดย: นางจริยา ประสพทรัพย์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ โทร. 092 2468306<br />
&nbsp; &nbsp;นางภณิตา บูรณ์เจริญ ผู้อำนวยการส่วนการประชาสัมพันธ์ โทร. 092 2468710&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; นางสาวสุณิสา สังข์วงค์ นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการพิเศษ โทร. 092 2468693<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://ratchaburi.prd.go.th/th/file/get/file/20260617776238111a12752579c1920157b94d6f142042.jpg' type='image/jpg' length='1398073' />
</item>
</channel>
</rss>
