<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวประกาศ]]></title>
<link>https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/index/id/57</link>
<atom:link href="https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/index/id/57" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[“เอกนิติ” สั่งป้องกันแก้ปัญหาอุทกภัย-ภัยแล้งภาคกลาง ทำ Risk Map บริหารจัดการน้ำ เตรียมเครื่องจักรกล ศูนย์พักพิง แจ้งเตือนประชาชนทุกช่องทาง]]></title>
<link>https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/530101</link>
<guid isPermaLink="false">400a6f8459ddf57af71ad23dd44d8906</guid>
<pubDate>Mon, 10 Aug 2026 09:53:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&ldquo;เอกนิติ&rdquo; สั่งป้องกันแก้ปัญหาอุทกภัย-ภัยแล้งภาคกลาง ทำ Risk Map บริหารจัดการน้ำ เตรียมเครื่องจักรกล ศูนย์พักพิง แจ้งเตือนประชาชนทุกช่องทาง<br />
บทสรุป<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp; นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ลงพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลาง ครั้งที่ 1/2569 เพื่อเตรียมพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลาง ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ เป็นพื้นที่รับน้ำหลากจากทางภาคเหนือก่อนจะระบายลงสู่ทะเล อีกทั้งยังเป็นหัวใจสำคัญทางเศรษฐกิจ เป็นพื้นที่เกษตรกรรม เขตอุตสาหกรรม ชุมชนหนาแน่น และภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่ม ทำให้ประสบปัญหาอุทกภัยบ่อยครั้ง อีกทั้งยังมีหลายจังหวัดต้องเฝ้าระวังปัญหาภัยแล้ง จึงต้องเตรียมมาตรการตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ ระหว่างเกิดเหตุ และการฟื้นฟู ด้านการเตรียมความพร้อม จัดทำแผนที่เสี่ยงภัย (Risk map) ทั้งอุทกภัยและภัยแล้ง เพื่อประเมินจุดเสี่ยงแบบเรียลไทม์ ตรวจสอบประตูระบายน้ำ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ การเตรียมพื้นที่รับน้ำ ด้านการเผชิญเหตุและการช่วยเหลือ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดจัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัด เป็นศูนย์กลางบูรณาการทั้งทหาร ตำรวจ พลเรือน ท้องถิ่น ประชาชน โดยให้ความช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก จัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวเพื่อรองรับผู้ประสบภัยให้เพียงพอ ด้านสาธารณสุข ให้โรงพยาบาลในพื้นที่และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลจัดเตรียม ยา เวชภัณฑ์และบุคลากรทางการแพทย์ให้พร้อมดูแลประชาชน ตลอด 24 ชั่วโมง พื้นที่เศรษฐกิจ เขตอุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางมาตรการปกป้องอุทกภัยและภัยแล้งอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้กระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ ด้านการฟื้นฟูเยียวยา ภายหลังเกิดเหตุสาธารณภัย ให้จังหวัดเร่งสำรวจความเสียหายและจ่ายเงินเยียวยาประชาชนด้วยความรวดเร็ว ทั่วถึง และเป็นธรรม ให้คณะรัฐมนตรีแต่ละท่านดูแลรับผิดชอบเป็นรายลุ่มน้ำเพื่อให้การทำงานมีความรวดเร็ว ด้านการสื่อสารและสร้างการรับรู้ต่อประชาชน ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเร่งกระจายข้อมูลสถานการณ์น้ำที่ถูกต้อง แม่นยำ และเป็นจริง ผ่านทุกช่องทางสื่อสาร เพื่อให้ประชาชนไม่ตื่นตระหนกและมีความตระหนัก โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้เตรียมเครื่องจักรกลสาธารณภัย จัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังและแจ้งเตือนตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านระบบ Cell Broadcast และการสื่อสารในทุกช่องทาง ควบคู่กับการแจ้งผ่านผู้นำท้องถิ่น ท้องที่ เพื่อให้การแจ้งเตือนถึงทุกครัวเรือน และประชาชนมีความปลอดภัย</p>

<p>รายละเอียด<br />
(9 ส.ค. 69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ลงพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลาง ครั้งที่ 1/2569 เพื่อติดตามการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์และแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลาง โดยมีนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธานกรรมการ พร้อมด้วย นายวราวุธ ศิลปะอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ภาคกลาง ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตในพื้นที่ภาคกลาง ร่วมประชุม<br />
นายเอกนิติ กล่าวว่าการประชุมได้หารือแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลางซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ เป็น &ldquo;พื้นที่รับน้ำหลาก&rdquo; จากทางภาคเหนือก่อนจะระบายลงสู่ทะเล ขณะเดียวกันก็เป็นหัวใจสำคัญทางเศรษฐกิจ ทั้งพื้นที่เกษตรกรรม เขตอุตสาหกรรม ชุมชนหนาแน่น และด้วยภูมิประเทศที่เป็นที่ราบลุ่ม ทำให้ประสบปัญหาอุทกภัยบ่อยครั้ง นอกจากนี้ยังมีหลายจังหวัดต้องเฝ้าระวังปัญหาภัยแล้ง โดยเฉพาะการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค และน้ำเพื่อการเกษตร จึงได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามมาตรการต่าง ๆ ให้ชัดเจน ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ ระหว่างเกิดเหตุ ไปจนถึงการฟื้นฟู ดังนี้&nbsp;<br />
ด้านการเตรียมความพร้อม โดยก่อนเกิดเหตุให้นำเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศจากหน่วยงานเชี่ยวชาญทั้งจาก GISTDA สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มาร่วมกันจัดทำแผนที่เสี่ยงภัย (Risk map) ทั้งอุทกภัยและภัยแล้ง เพื่อประเมินจุดเสี่ยงแบบเรียลไทม์ และสร้างระบบเตรียมพร้อมให้สามารถนำข้อมูลของแต่ละจังหวัดไปวางแผนบริหารจัดการในพื้นที่ได้อย่างตรงจุด และแจ้งเตือนภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้ สทนช. และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จัดทำ &ldquo;Checklist ปฏิบัติงาน&rdquo; ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนำไปใช้ทันที เช่น การตรวจสอบประตูระบายน้ำ การติดตั้งเครื่องสูบน้ำ การกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ&nbsp;<br />
การเตรียมพื้นที่รับน้ำ การบริหารจัดการเรื่องน้ำเค็มรุกล้ำ และการจัดทำแผนเผชิญเหตุอุทกภัยและภัยแล้ง เพื่อยกระดับการจัดการให้ครบวงจรตั้งแต่ระยะก่อนเกิดภัย ขณะเกิดภัย และหลังเกิดภัย&nbsp;<br />
ด้านการเผชิญเหตุและการช่วยเหลือ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดจัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัด เป็นศูนย์กลางบูรณาการทั้งทหาร ตำรวจ พลเรือน และท้องถิ่น ร่วมกันป้องกันและแก้ไขปัญหาในพื้นที่ และสร้างความร่วมมือกับ<br />
ภาคประชาชนจัดทำแผนเผชิญเหตุ โดยเน้นการให้ความช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก ให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัดตั้งและบริหารจัดการศูนย์พักพิงชั่วคราวเพื่อรองรับผู้ประสบภัยให้เพียงพอเหมาะสม ส่วนด้านสาธารณสุข ให้โรงพยาบาลในพื้นที่และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลจัดเตรียม ยา เวชภัณฑ์และบุคลากรทางการแพทย์ให้พร้อมดูแลประชาชน ตลอด 24 ชั่วโมง ในส่วนของพื้นที่เศรษฐกิจ เขตอุตสาหกรรม และ<br />
การท่องเที่ยว ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางมาตรการปกป้องอุทกภัยและภัยแล้งอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้กระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ<br />
ด้านการฟื้นฟูเยียวยา ภายหลังเกิดเหตุสาธารณภัยแล้ว ให้จังหวัดเร่งสำรวจความเสียหายและจ่ายเงินเยียวยาด้วยความรวดเร็ว ทั่วถึง และเป็นธรรม โดยนำระบบเทคโนโลยีมาช่วยอำนวยความสะดวกและลดขั้นตอนให้กับประชาชน&nbsp;<br />
ด้านการบริหารจัดการ เพื่อให้การบริหารงานมีความคล่องตัว รวดเร็ว ภายใต้ระบบเดียวกัน จึงกำหนดให้มีการแบ่งพื้นที่การบริหารจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งภาคกลาง ออกเป็น 17 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร โดยให้คณะรัฐมนตรีแต่ละท่าน ดูแลรับผิดชอบเป็นรายลุ่มน้ำเพื่อให้การทำงานมีความรวดเร็ว<br />
ด้านการสื่อสารและสร้างการรับรู้ต่อประชาชน ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเร่งกระจายข้อมูลสถานการณ์น้ำที่ถูกต้อง แม่นยำ และเป็นจริง ผ่านทุกช่องทางสื่อสาร เพื่อให้ประชาชนไม่ตื่นตระหนก แต่มีความตระหนัก โดยเน้นการสื่อสาร<br />
แบบสองทาง (Two way communication)&nbsp;<br />
ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ภาวะซูเปอร์เอลนีโญ การที่เตรียมพร้อมรับมือก่อนล่วงหน้าจะช่วยลดความเสี่ยงผลกระทบจากสาธารณภัยที่จะเกิดขึ้น ซึ่งการที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมวางแผนบริหารจัดการจะทำให้การแก้ไขปัญหาครอบคลุมทุกมิติ โดยเฉพาะการทำแผนที่เสี่ยงภัย Risk map ซึ่งแต่ละจังหวัดมีความเสี่ยงไม่เหมือนกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องทำแผนที่เสี่ยงและร่วมกันวิเคราะห์ให้ตรงกับบริบทของพื้นที่ และขอให้ประชาชนมั่นใจการดำเนินการของรัฐบาล โดยคณะกรรมการฯ ชุดนี้จะติดตามสถานการณ์อุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลางอย่างใกล้ชิด เพื่อปกป้องชีวิต ทรัพย์สิน และพื้นที่การเกษตร สร้างความปลอดภัยให้กับคนไทยทุกคน หากพื้นที่ใดเกิดข้อติดขัด ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดรายงานตรงต่อประธานคณะกรรมการฯ ได้ทันที เพื่อให้การแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งของภาคกลางสัมฤทธิ์ผล&nbsp;<br />
ด้าน นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวว่า ปภ. ในฐานะฝ่ายเลขานุการฯ ได้ถือปฏิบัติตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี และประธานคณะทำงานฯ ภาคกลาง เพื่อขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในทุกมิติ ได้สั่งการให้ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต ที่ดูแลรับผิดชอบพื้นที่ภาคกลาง ได้แก่ ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 1 ปทุมธานี เขต 2 สุพรรณบุรี เขต 3 ปราจีนบุรี เขต 4 ประจวบคีรีขันธ์ และเขต 16 ชัยนาท ประสานการปฏิบัติงานกับสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดในพื้นที่ นำเครื่องจักรกลสาธารณภัยเข้าสนับสนุนการป้องกันและแก้ไขปัญหาในพื้นที่ให้รวดเร็ว และจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังและแจ้งเตือนตลอด&nbsp;<br />
24 ชั่วโมง โดยเฉพาะการแจ้งเตือนผ่านระบบ Cell Broadcast และการสื่อสารในทุกช่องทาง ควบคู่กับการแจ้งผ่านผู้นำท้องถิ่น ท้องที่ และขยายผลการแจ้งเตือนในระดับครัวเรือนให้ครอบคลุม เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยจากอุทกภัยและภัยแล้งตามนโยบายรัฐบาล<br />
นอกจากนี้ นายเอกนิติ และคณะ ยังได้ลงพื้นที่วัดไชยวัฒนาราม เพื่อติดตามการวางแผนป้องกันน้ำท่วมในเขตโบราณสถาน ซึ่งจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีการติดตั้งพนังกั้นน้ำท่วม ซึ่งเป็นระบบป้องกันน้ำท่วมรอบอุทยานประวัติศาสตร์รอบเกาะเมือง ซึ่งที่ผ่านมาสามารถป้องกันพื้นที่จากปัญหาน้ำท่วมได้ทุกปี โดยพนังกั้นน้ำในจุดดังกล่าวมีระดับความสูง 1.80 เมตร และสามารถขยายความสูงเพิ่มได้อีก 60 เซนติเมตรถ้าสถานการณ์มีปริมาณน้ำเพิ่ม ขณะที่ ปภ. ได้นำเครื่องสูบน้ำขับด้วยเครื่องยนต์ดีเซลติดตั้งบนเทรลเลอร์ลากจูงพร้อมอุปกรณ์ชุดเครื่องสูบส่ง มาติดตั้งบริเวณดังกล่าว&nbsp;<br />
เพื่อป้องกันน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาไหลเข้าท่วมบริเวณเขตโบราณสถานสำคัญ&nbsp;<br />
สำหรับข้อมูลพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยของภาคกลาง พบว่า มีหมู่บ้านชุมชนที่มีความเสี่ยงสูงมาก 8 จังหวัด 124 หมู่บ้าน และเสี่ยงสูง 12 จังหวัด 533 หมู่บ้าน ส่วนภัยแล้ง มีหมู่บ้านชุมชนที่มีความเสี่ยงสูงมาก 2 จังหวัด 66 หมู่บ้าน และเสี่ยงสูง 3 จังหวัด 105 หมู่บ้าน มีเครื่องจักรกลสาธารณภัยด้านป้องกันแก้ไขอุทกภัย จำนวน 155 คัน/เครื่อง และภัยแล้ง จำนวน &nbsp;202 คัน/เครื่อง เพื่อนำไปวางแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่</p>

<p><br />
แนวทางการสื่อสาร<br />
1. นำเสนอ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง ลงพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ออกมาตรการ &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เตรียมพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลาง ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ ระหว่างเกิดเหตุ และการฟื้นฟู&nbsp;<br />
2. นำเสนอการเตรียมความพร้อม จัดทำแผนที่เสี่ยงภัย (Risk map) ทั้งอุทกภัยและภัยแล้ง เพื่อประเมินจุดเสี่ยงแบบเรียลไทม์ เตรียมพื้นที่รับน้ำ แจ้งเตือนทุกช่องทาง เมื่อเกิดภัยจัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัด ศูนย์พักพิงชั่วคราว ดูแลด้านสาธารณสุข หลังเกิดภัยให้จังหวัดเร่งสำรวจความเสียหายและจ่ายเงินเยียวยาประชาชนอย่างรวดเร็ว&nbsp;</p>

<p>แฮชแท็กเพื่อการสื่อสาร<br />
#เอกนิติสั่งป้องกันแก้ปัญหาอุทกภัยภัยแล้งภาคกลาง #ทำRiskMapบริหารจัดการน้ำ #เตรียมเครื่องจักรกล&nbsp;<br />
#ศูนย์พักพิง #แจ้งเตือนประชาชนทุกช่องทาง #กระทรวงการคลัง #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง&nbsp;<br />
------------------------------------------<br />
รวบรวมโดย: กองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ กรมประชาสัมพันธ์<br />
จัดทำโดย: นางจริยา ประสพทรัพย์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ โทร. 092 2468306<br />
&nbsp; &nbsp;นางภณิตา บูรณ์เจริญ ผู้อำนวยการส่วนการประชาสัมพันธ์ โทร. 092 2468710&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; นางสาวสุณิสา สังข์วงค์ นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการพิเศษ โทร. 092 2468693&nbsp;&nbsp; &nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://ratchaburi.prd.go.th/th/file/get/file/20260810d838dea1167548cc07a0e32e01fb523f095347.jpg' type='image/jpg' length='1630316' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ดีอี” เร่งปราบสแกมเมอร์ สกัด “บัญชีม้า” รวมศูนย์ข้อมูล เร่งคืนเงินผู้เสียหาย “ท่องเที่ยว” กวาดล้าง “ทัวร์เถื่อน-ไกด์เถื่อน” คืนความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว    ]]></title>
<link>https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/529055</link>
<guid isPermaLink="false">a66ba83596e0ea385d0478d730d5092a</guid>
<pubDate>Thu, 06 Aug 2026 09:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&ldquo;ดีอี&rdquo; เร่งปราบสแกมเมอร์ สกัด &ldquo;บัญชีม้า&rdquo; รวมศูนย์ข้อมูล เร่งคืนเงินผู้เสียหาย &ldquo;ท่องเที่ยว&rdquo; กวาดล้าง &ldquo;ทัวร์เถื่อน-ไกด์เถื่อน&rdquo; คืนความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว &nbsp; &nbsp;<br />
บทสรุป<br />
นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 3/2569 และคณะอนุกรรมการป้องกันการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ ครั้งที่ 1/2569 พิจารณาร่างประกาศหลักเกณฑ์การประกาศรายชื่อ &ldquo;บัญชีม้า&rdquo; ทุกสี จากความร่วมมือระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสมาคมธนาคารไทย เตรียมเชื่อมโยงฐานข้อมูลข้ามธนาคารแบบเรียลไทม์ หากพบบุคคลใดเกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินทุจริตในธนาคารใดธนาคารหนึ่ง ระบบจะระงับบัญชีของบุคคลนั้นทันทีในทุกธนาคาร ซึ่งจะมีการเชื่อมโยงฐานข้อมูลกลางใน 3 ระบบ ได้แก่ การเชื่อมโยงฐานข้อมูลธนาคารผ่าน Central Fraud Registry (CFR) สำหรับแลกเปลี่ยนเส้นทางการเงินและรายชื่อบุคคลเสี่ยง ฐานข้อมูลจากระบบตรวจจับพฤติกรรมบัญชีธนาคารที่มีความผิดปกติ ร่วมกับฐานข้อมูลของ ปปง. และฐานข้อมูลจาก AOC 1441 ที่รวบรวมรายชื่อผู้ถูกดำเนินคดี เพื่อยกระดับการปราบปรามบัญชีม้า หากประชาชนที่ถูกระงับบัญชีโดยไม่ได้ตั้งใจ สามารถติดต่อสายด่วน AOC 1441 กด 2 เพื่อปลดล็อกบัญชี สำหรับหลักเกณฑ์การคืนเงินผู้เสียหาย จะให้ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอคืนเงินผ่านระบบของ ปปง. ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอคำสั่งศาล มีผลบังคับใช้ในวันที่ 12 สิงหาคม 2569 อีกทั้ง ธปท. ได้เริ่มกำหนดหลักเกณฑ์การจำกัดวงเงินโอน/ชำระเงินต่อวันผ่านบัญชีธนาคาร และ e-Money ของเยาวชนอายุ 12-18 ปี ไม่เกิน 3,000-10,000 บาทต่อวันตามช่วงอายุ ภายในเดือนตุลาคม 2569 นอกจากนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยกรมการท่องเที่ยวได้ยกระดับ &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&ldquo;ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว&rdquo; ให้เป็นวาระเร่งด่วนสูงสุด ตามนโยบายของนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ครอบคลุมทั้งมิติความปลอดภัยในพื้นที่ท่องเที่ยว และการกวาดล้างภัยคุกคามจากกลุ่มมิจฉาชีพ สแกมเมอร์ การเอารัดเอาเปรียบ ทัวร์เถื่อนและไกด์เถื่อน เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ และร่วมกับกระทรวงดีอี ดำเนินโครงการ &ldquo;ศูนย์รวบรวมข้อมูลนักท่องเที่ยวภายในประเทศ&rdquo; เพื่อยกระดับแพลตฟอร์มการท่องเที่ยวของประเทศไทย โดยเชื่อมโยงข้อมูลและบริการด้านการท่องเที่ยว เพิ่มความสะดวก และความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยว&nbsp;</p>

<p>รายละเอียด<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 3/2569 และคณะอนุกรรมการป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ ครั้งที่ 1/2569&nbsp;<br />
นายไชยชนก กล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาร่างประกาศหลักเกณฑ์การประกาศรายชื่อ &ldquo;บัญชีม้า&rdquo; ทุกสี จากความร่วมมือระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสมาคมธนาคารไทย ซึ่งจะเตรียมควบรวมฐานข้อมูลข้ามธนาคารแบบเรียลไทม์ โดยหากพบบุคคลใดเกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินทุจริตในธนาคารใดธนาคารหนึ่ง ระบบจะระงับบัญชีของบุคคลนั้นทันทีในทุกธนาคาร ซึ่งจะมีการเชื่อมโยงฐานข้อมูลกลางใน 3 ระบบ ได้แก่ การเชื่อมโยงฐานข้อมูลธนาคารผ่าน Central Fraud Registry (CFR) สำหรับแลกเปลี่ยนเส้นทางการเงินและรายชื่อบุคคลเสี่ยง ฐานข้อมูลจากระบบตรวจจับพฤติกรรมบัญชีธนาคารที่มีความผิดปกติ ร่วมกับฐานข้อมูลของ ปปง. และฐานข้อมูลจาก AOC 1441&nbsp;<br />
ที่รวบรวม รายชื่อผู้ถูกดำเนินคดี&nbsp;<br />
ร่างประกาศหลักเกณฑ์การประกาศรายชื่อ &ldquo;บัญชีม้า&rdquo; ทุกสี ดังกล่าวจะช่วยยกระดับการปราบปรามบัญชีม้า โดยเมื่อระบุตัวเจ้าของบัญชีม้าได้ จะมีการระงับช่องทางการทำธุรกรรมทั้งหมด (Mobile Banking, ATM, ธุรกรรมออนไลน์)&nbsp;<br />
ในทุกบัญชีของทุกธนาคาร พร้อมกับขึ้นบัญชี blacklist ห้ามเปิดบัญชีธนาคารใหม่โดยเด็ดขาด และดำเนินการเชิงรุก ระงับบัญชีที่มีความเสี่ยงสูง แม้ยังไม่มีผู้เสียหายแจ้งความก็ตาม เพื่อกักกันเงินในบัญชีไว้ก่อนถูกโอนออก การยกระดับมาตรการดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ หากประชาชนถูกระงับบัญชีโดยไม่ได้ตั้งใจ สามารถติดต่อสายด่วน AOC 1441 กด 2 เพื่อยืนยันตัวตน จากนั้นธนาคารจะเร่งตรวจสอบและปลดล็อกบัญชีให้โดยเร็ว<br />
สำหรับหลักเกณฑ์การคืนเงินผู้เสียหายตามกฎกระทรวงฯ ที่ประชุมจะเร่งดำเนินการกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อให้ผู้เสียหายสามารถยื่นคำร้องขอคืนเงินผ่านระบบของ ปปง. ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอคำสั่งศาล เพื่อให้ทันต่อการที่กฎกระทรวงฯ จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 12 สิงหาคม 2569 โดยมี ปปง. เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับกระทรวงดีอี&nbsp;<br />
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ธปท. สมาคมธนาคารไทย TEPA/e-Money สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสมาคมผู้ประกอบการสินทรัพย์ดิจิทัล โดยกำหนดเป็นมาตรการเชิงลึกเร่งด่วนภายใน 90 วัน ให้แล้วเสร็จภายในกันยายน 2569<br />
ในปัจจุบันสแกมเมอร์ได้มีการหลอกลวงให้เด็กและเยาวชนเปิดบัญชีธนาคารมากขึ้น ทำให้ทาง ธปท. ได้เริ่มดำเนินการกำหนดหลักเกณฑ์การจำกัดวงเงินโอน/ชำระเงินต่อวันผ่านบัญชีธนาคาร และ e-Money ของเยาวชนอายุ&nbsp;<br />
12-18 ปี ไม่เกิน 3,000-10,000 บาทต่อวันตามช่วงอายุ โดยคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในเดือนตุลาคม 2569 จึงจำเป็น ต้องสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับภัยออนไลน์แก่เยาวชนและประชาชน และแจ้งเตือนผ่านช่องทางต่าง ๆ เพื่อสร้างการรับรู้และรับมือกับข่าวปลอมและอาชญากรรมออนไลน์<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยกรมการท่องเที่ยว ยังได้ยกระดับ &ldquo;ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว&rdquo;&nbsp;<br />
ให้เป็นวาระเร่งด่วนสูงสุด ตามนโยบายของนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา &nbsp;โดยครอบคลุมทั้งมิติความปลอดภัยในพื้นที่ท่องเที่ยว และการกวาดล้างภัยคุกคามจากกลุ่มมิจฉาชีพ สแกมเมอร์ (Scammer) การเอารัดเอาเปรียบ ตลอดจนปัญหาทัวร์เถื่อนและไกด์เถื่อน เพื่อสร้างเกราะป้องกันและเรียกคืนความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ<br />
นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว ในฐานะผู้บริหารหน่วยงานหลักที่กำกับดูแลมาตรฐานอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ได้เปิดเผยถึงผลการปฏิบัติงานเชิงรุกในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 ว่า กรมการท่องเที่ยวได้บูรณาการกำลังลงพื้นที่ตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายกับบริษัทนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ทั่วประเทศอย่างเข้มงวด รวมทั้งสิ้น 3,187 ราย เพื่อกวาดล้างผู้กระทำผิดกฎหมายอย่างจริงจัง&nbsp;<br />
สรุปผลการดำเนินการบังคับใช้กฎหมาย ดังนี้ ผลการตรวจสอบบริษัทนำเที่ยว จำนวน 1,962 ราย&nbsp;<br />
พบผู้กระทำผิดไม่ปฏิบัติตามกฎหมายจำนวน 68 ราย พบความผิด 3 ข้อหาหลัก ได้แก่<br />
1. การประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้รับอนุญาต (ทัวร์เถื่อน)<br />
2. การประกอบธุรกิจนำเที่ยวไม่ตรงตามคุณสมบัติในมาตรา 17 (1) แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (สัดส่วนทุนและกรรมการบริษัทต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทยตามที่กฎหมายกำหนด)<br />
3. การไม่จัดให้มีมัคคุเทศก์เดินทางไปกับนักท่องเที่ยว<br />
ผลการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของมัคคุเทศก์ จำนวน 1,225 ราย พบผู้กระทำผิด จำนวน 129 ราย โดยความผิด 3 ลำดับแรก ได้แก่<br />
1. การไม่ติดบัตรประจำตัวมัคคุเทศก์ขณะปฏิบัติหน้าที่<br />
2. การไม่มีหรือไม่แสดงใบสั่งงาน (Job Order)<br />
3. การปฏิบัติหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์โดยไม่มีใบอนุญาต (ไกด์เถื่อน)<br />
นายจาตุรนต์ ย้ำว่า ทิศทางการทำงานในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 กรมการท่องเที่ยวจะยังคงตอกย้ำนโยบายความปลอดภัย โดยได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการเดินหน้าตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง เพื่อตัดวงจรการเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว และมุ่งยกระดับมาตรฐานการให้บริการด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล&nbsp;<br />
ขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด&nbsp;<br />
- บริษัทนำเที่ยว ต้องดูแลใบอนุญาตประกอบธุรกิจไม่ให้ขาดต่ออายุ (สามารถดำเนินการล่วงหน้าได้ 30 วันก่อนหมดอายุ) และต้องจัดให้มีมัคคุเทศก์ดูแลนักท่องเที่ยวทุกครั้ง&nbsp;<br />
- มัคคุเทศก์ ควรตรวจสอบสถานะใบอนุญาตของตนเองอย่างสม่ำเสมอ (สามารถยื่นต่ออายุล่วงหน้าได้ถึง 120 วัน) เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการประกอบอาชีพ<br />
ประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้ประกอบการ สามารถร่วมเป็นเครือข่ายในการเฝ้าระวัง หากพบเห็นเบาะแส<br />
การกระทำผิดของบริษัทนำเที่ยว ไกด์เถื่อน หรือกลุ่มสแกมเมอร์ สามารถแจ้งเบาะแสได้โดยตรงผ่านช่องทาง Facebook Fanpage: กรมการท่องเที่ยว Department of Tourism หรือทางอีเมล tgtcenter@tourism.go.th และ DOT-TGIS@tourism.go.th ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะเป็นกุญแจสำคัญให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจสอบ ดำเนินการตามกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และกำกับดูแลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้ปลอดภัยอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;อีกทั้งยังได้ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ดำเนินโครงการ &ldquo;ศูนย์รวบรวมข้อมูลนักท่องเที่ยว ภายในประเทศ&rdquo; เพื่อยกระดับแพลตฟอร์มการท่องเที่ยวของประเทศไทย (Tourism Data Platform) ซึ่งจะเชื่อมโยงข้อมูลและบริการด้านการท่องเที่ยว เพิ่มความสะดวก และความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทย ลดการซ้ำซ้อน เป็นข้อมูลในการส่งเสริมการทำธุรกิจด้านการท่องเที่ยวของผู้ประกอบการ วิสาหกิจชุมชน และ SMEs และเพิ่มประสิทธิภาพในแพลตฟอร์มที่มีร่วมกัน ซึ่งแอปพลิเคชันของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้แก่ Thailand Tourist Police , Amazing Thailand หรือ ระบบ Tourism Wallet สำหรับให้บริการข้อมูลและอำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยว โดยกระทรวงดีอี พร้อมร่วมบูรณาการข้อมูลกับ แพลตฟอร์ม Travel Link ของ สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI)&nbsp;</p>

<p>แนวทางการสื่อสาร<br />
1. นำเสนอ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ยกระดับการปราบปรามบัญชีม้า สแกมเมอร์ เชื่อมโยงฐานข้อมูลกลาง หากพบบุคคลใดเกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินทุจริตในธนาคารใดธนาคารหนึ่ง ระบบจะระงับบัญชีของบุคคลนั้นทันทีในทุกธนาคาร และเร่งรัดการคืนเงินผู้เสียหาย หากประชาชน<br />
ที่ถูกระงับบัญชีโดยไม่ได้ตั้งใจ สามารถติดต่อสายด่วน AOC 1441 กด 2 เพื่อปลดล็อกบัญชี<br />
2. นำเสนอ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยกรมการท่องเที่ยว ยกระดับ &ldquo;ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว&rdquo; ให้เป็นวาระเร่งด่วนสูงสุด กวาดล้างภัยคุกคามจากกลุ่มมิจฉาชีพ สแกมเมอร์ การเอารัดเอาเปรียบ ทัวร์เถื่อนและไกด์เถื่อน เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ&nbsp;<br />
3. นำเสนอกระทรวงดีอี ร่วมกับ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ดำเนินโครงการ &ldquo;ศูนย์รวบรวมข้อมูลนักท่องเที่ยวภายใน ประเทศ&rdquo; เพื่อยกระดับแพลตฟอร์มการท่องเที่ยวของประเทศไทย เชื่อมโยงข้อมูลและบริการด้านการท่องเที่ยว&nbsp;<br />
เพิ่มความสะดวก และความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยว&nbsp;</p>

<p>แฮชแท็กเพื่อการสื่อสาร<br />
#ดีอีเร่งปราบสแกมเมอร์ #สกัดบัญชีม้า #รวมศูนย์ข้อมูล #เร่งคืนเงินผู้เสียหาย #ท่องเที่ยวกวาดล้างทัวร์เถื่อนไกด์เถื่อน&nbsp;<br />
#คืนความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา&nbsp;<br />
#นโยบายรัฐบาล20กระทรวง&nbsp;<br />
------------------------------------------<br />
รวบรวมโดย: กองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ กรมประชาสัมพันธ์<br />
จัดทำโดย: นางจริยา ประสพทรัพย์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ โทร. 092 2468306<br />
&nbsp; &nbsp;นางภณิตา บูรณ์เจริญ ผู้อำนวยการส่วนการประชาสัมพันธ์ โทร. 092 2468710&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; นางสาวสุณิสา สังข์วงค์ นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการพิเศษ โทร. 092 2468693<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://ratchaburi.prd.go.th/th/file/get/file/20260806a013618684df1056abf247e200e2d867094839.jpg' type='image/jpg' length='1401942' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมไทย-เมียนมา กระชับความร่วมมือทุกมิติเพื่อประชาชน ยกระดับจ้างแรงงานข้ามชาติ บริหารจัดการคุณภาพน้ำข้ามพรมแดน]]></title>
<link>https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/529053</link>
<guid isPermaLink="false">fb6a9039c518e55d158541ac5dcb70a4</guid>
<pubDate>Thu, 06 Aug 2026 09:46:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ครม. เห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมไทย-เมียนมา กระชับความร่วมมือทุกมิติเพื่อประชาชน ยกระดับจ้างแรงงานข้ามชาติ บริหารจัดการคุณภาพน้ำข้ามพรมแดน<br />
บทสรุป<br />
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบความร่วมมือระหว่างไทย-เมียนมา จำนวน 3 เรื่อง ได้แก่ 1. เห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมของนายกรัฐมนตรีไทยกับประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ในโอกาสการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของ นายมิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ระหว่างวันที่ 6 - 7 สิงหาคม 2569 ประโยชน์ที่ได้รับจากร่างแถลงการณ์ร่วมฯ จะช่วยกำหนดทิศทางในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย - เมียนมา เพื่อนำประโยชน์มาสู่ประชาชนทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะด้านความมั่นคงและการรับมือกับภัยคุกคามจากอาชญากรรมข้ามชาติ การส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ และการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามแดน&nbsp;<br />
2. เห็นชอบบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน และบันทึกข้อตกลง (Agreement) ว่าด้วยการจ้างแรงงานระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้ปรับปรุงเอกสารทั้งสองฉบับ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน ช่วยให้การจัดส่งและการจ้างแรงงานข้ามชาติระหว่างไทยกับเมียนมาเป็นระบบและต่อเนื่อง แรงงานได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายและสิทธิที่พึงมี ลดปัญหาการลักลอบเข้าเมือง การจ้างงานผิดกฎหมาย และการค้ามนุษย์ 3. เห็นชอบขอบเขตอำนาจหน้าที่ (TOR) คณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างไทยและเมียนมา เพื่อช่วยสนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านคุณภาพน้ำ การแจ้งเตือน การป้องกันและแก้ไขมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมข้ามแดน ระบบนิเวศ สุขภาพ และการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่ริมแม่น้ำ โดยขอบเขตอำนาจหน้าที่นี้มีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ทุกฝ่ายลงนามในขอบเขตอำนาจหน้าที่ (TOR) ซึ่งการมีกลไกทำงานร่วมระหว่างไทยกับเมียนมา จะทำให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็ว&nbsp;</p>

<p>รายละเอียด<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp; (5 ส.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบความร่วมมือระหว่างไทย-เมียนมา จำนวน 3 เรื่อง ดังนี้<br />
1. เห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมของนายกรัฐมนตรีไทยกับประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และให้นายกรัฐมนตรีร่วมรับรองร่างแถลงการณ์ร่วมฯ ในโอกาสการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของ นายมิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ระหว่างวันที่ 6 - 7 สิงหาคม 2569 ตามที่กระทรวงการต่างประเทศ เสนอ&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โดยร่างแถลงการณ์ร่วมของนายกรัฐมนตรีไทยกับประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา&nbsp;<br />
มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือไทย &ndash; สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาในสาขาที่ทั้งสองฝ่าย<br />
ให้ความสำคัญ ครอบคลุมทั้งการรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณชายแดนไทย - สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา การส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงและการรับมือกับภัยคุกคามจากอาชญากรรมข้ามชาติ การส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและความเชื่อมโยงระหว่างประเทศ การส่งเสริมความร่วมมือเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามแดน ส่งเสริมความร่วมมือด้านสังคมและวัฒนธรรม และความร่วมมือในกรอบอาเซียน โดยมีลักษณะเป็นการแสดงเจตนารมณ์ทางการเมือง และไม่มีถ้อยคำหรือบริบทใดที่มุ่งจะก่อให้เกิดพันธกรณีภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ ดังนั้น ร่างแถลงการณ์ร่วมฯ จึงไม่เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศและไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ประเทศไทยและสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดและมีความร่วมมือครอบคลุม<br />
ทุกมิติ ทั้งด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ การพัฒนาพื้นที่ชายแดนและความเชื่อมโยง การเยือนไทยอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาในครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสในการติดตามความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และประโยชน์ที่จะได้รับจากร่างแถลงการณ์ร่วมฯ จะช่วยกำหนดทิศทางในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย - สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพื่อนำประโยชน์มาสู่ประชาชนของทั้งสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในด้านความมั่นคงและการรับมือกับภัยคุกคามจากอาชญากรรมข้ามชาติ การส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและความเชื่อมโยงระหว่างประเทศ และการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามแดน&nbsp;<br />
2. เห็นชอบบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน และบันทึกข้อตกลง (Agreement) ว่าด้วยการจ้างแรงงานระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นผู้ลงนามในเอกสารทั้งสองฉบับ ตามที่กระทรวงแรงงาน เสนอ เนื่องจากไทยและเมียนมามีความร่วมมือด้านแรงงานมาตั้งแต่ปี 2559 โดยใช้บันทึกความเข้าใจและบันทึกข้อตกลงเป็นกลไกในการจัดส่งแรงงานเมียนมาเข้ามาทำงานในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ต่อมาภายหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ภายในเมียนมา ทั้งสองฝ่ายจึงเห็นพ้องให้ปรับปรุงเอกสารทั้งสองฉบับ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน และทำให้การบริหารจัดการแรงงานระหว่างสองประเทศดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ดังนี้<br />
- บันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ฉบับปรับปรุง กำหนดหน่วยงานผู้มีอำนาจ คือกระทรวงแรงงาน ของทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายเมียนมา โดยระบุขอบเขตของความร่วมมือทางวิชาการ เช่น การแลกเปลี่ยนข้อมูลในด้านต่าง ๆ การแลกเปลี่ยนการเยือนของบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญ การแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อป้องกันการจ้างงานอย่างผิดกฎหมายและการค้ามนุษย์ แบ่งปันข้อมูลตลาดแรงงาน กฎหมาย และโอกาสในการจ้างงาน หรือสาขาความร่วมมืออื่น ๆ ตามแต่จะตกลงกัน ความร่วมมือในด้านการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน ส่งเสริมความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการส่งและรับแรงงานอย่างถูกกฎหมายระหว่างกัน โดยตกลงที่จะจัดทำบันทึกข้อตกลงด้านการจ้างแรงงาน เพื่อให้แรงงานได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมตามกฎหมาย ระเบียบ และนโยบายของภาคีผู้รับ<br />
- บันทึกข้อตกลง (Agreement) ว่าด้วยการจ้างแรงงานระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ฉบับปรับปรุง มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและขยายความร่วมมือ จัดทำกรอบ<br />
ในการอำนวยความสะดวกการจ้างงานแบบมีสัญญาจ้างให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส บนพื้นฐานของสิทธิ และความคุ้มค่า โดยดำเนินมาตรการ จำนวน 3 ด้าน ได้แก่ (1) กระบวนการที่เหมาะสมในการจ้างงาน (2) กระบวนการในการส่งแรงงานที่ทำงานครบกำหนดกลับประเทศ และ (3) แรงงานได้รับสิทธิคุ้มครองตามกฎหมาย และสัญญาจ้างโดยการใช้กฎหมาย การสรรหาแรงงานและการเดินทางเข้าประเทศต้องเป็นไปตามกฎหมายของทั้งสองประเทศ แรงงานต้องปฏิบัติตามกฎหมายและจารีตประเพณีของประเทศผู้รับโดยไม่เข้าร่วมหรือแทรกแซงในกิจกรรมทางการเมืองหรือกิจการภายในประเทศผู้รับ รวมถึงต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน และจ่ายภาษี ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายของทั้งสองประเทศ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;การจ้างแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยเป็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมหลากหลายประเภท การปรับปรุงบันทึกความเข้าใจและบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้ จะช่วยให้การจัดส่งและการจ้างแรงงานข้ามชาติระหว่างไทยกับเมียนมาเป็นระบบมากยิ่งขึ้น แรงงานได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายและสิทธิที่พึงมี มีสถานะการทำงานที่ถูกต้องตามกฎหมายของประเทศไทย รวมถึงได้รับใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) และวีซ่า ที่เหมาะสมสำหรับการพำนักในประเทศ ขณะที่ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแรงงานผ่านช่องทางที่ถูกต้องตามกฎหมาย ลดปัญหาการลักลอบเข้าเมือง การจ้างงานผิดกฎหมาย และการค้ามนุษย์ ซึ่งจะช่วยยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติของไทย ควบคู่กับการสนับสนุนภาคเศรษฐกิจที่ยังมีความต้องการแรงงานอย่างต่อเนื่อง และสร้างประโยชน์ร่วมกันแก่แรงงาน นายจ้าง และทั้งสองประเทศในระยะยาว<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;3. เห็นชอบขอบเขตอำนาจหน้าที่ (TOR) คณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างไทยและเมียนมา เพื่อเป็นกลไกความร่วมมือในการติดตาม ป้องกัน และแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำข้ามพรมแดนอย่างเป็นระบบ และอนุมัติให้ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้ลงนามในขอบเขตอำนาจหน้าที่ (TOR) ของคณะทำงานร่วมฯ ดังกล่าว เพื่อให้ทั้งสองประเทศสามารถเริ่มขับเคลื่อนความร่วมมือและประสานการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างเป็นรูปธรรมตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอ&nbsp;<br />
สืบเนื่องจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ในการประชุมครั้งที่ 5/2568 เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 มีมติเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำ ผิวดิน ต่อมาได้มีคำสั่งคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่ 27/2568 เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน มีหน้าที่กำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาสารปนเปื้อนเกินมาตรฐานในลำน้ำหรือแหล่งน้ำ เร่งรัดและขับเคลื่อนการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยปัจจุบันได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ซึ่งเป็นประเด็นปัญหาระดับประเทศที่รัฐบาลให้ความสำคัญและอยู่ในความสนใจของประชาชน กรมควบคุมมลพิษ จึงร่วมกับกรมอนามัย กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และกรมเอเชียตะวันออก ร่วมกันจัดทำขอบเขตอำนาจหน้าที่ (TOR) คณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างไทยและเมียนมา เพื่อใช้เป็นกรอบในการดำเนินงานและขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำข้ามพรมแดน<br />
นอกจากนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยังได้ประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา โดยเห็นชอบร่วมกันในการจัดทำขอบเขตอำนาจหน้าที่ (TOR) คณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างไทยและเมียนมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในการป้องกันและลดผลกระทบจากมลพิษข้ามแดนในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างไทยและเมียนมา รวมทั้งเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและเมียนมา โดยขอบเขตอำนาจหน้าที่นี้มีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ทุกฝ่ายลงนามในขอบเขตอำนาจหน้าที่ (TOR) คณะทำงานร่วมฉบับนี้<br />
ประโยชน์ที่ได้รับจากขอบเขตอำนาจหน้าที่ (TOR) คณะทำงานร่วมฯ จะช่วยสนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านคุณภาพน้ำ การแจ้งเตือน การติดตามสถานการณ์ในแม่น้ำที่เชื่อมโยงระหว่างสองประเทศ การประสานมาตรการป้องกันและแก้ไขมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมข้ามแดน ตลอดจนการหารือแนวทางรับมือกรณีเกิดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศ สุขภาพ และการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่ริมแม่น้ำ ซึ่งหากมีกลไก &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การทำงานร่วมระหว่างไทยกับเมียนมา จะทำให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็ว&nbsp;</p>

<p>แนวทางการสื่อสาร<br />
1. นำเสนอคณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมของนายกรัฐมนตรีไทยกับประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา MOU ความร่วมมือด้านแรงงาน บันทึกข้อตกลงว่าด้วยการจ้างแรงงานไทย-เมียนมา และขอบเขตอำนาจหน้าที่คณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างไทยและเมียนมา&nbsp;<br />
2. นำเสนอประโยชน์ที่ประเทศไทยและประชาชนจะได้รับจากความร่วมมือระหว่างไทย-เมียนมา ทั้งด้านเศรษฐกิจความมั่นคง แรงงาน และการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามแดน</p>

<p>แฮชแท็กเพื่อการสื่อสาร<br />
#ครมเห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมไทยเมียนมา #กระชับความร่วมมือทุกมิติเพื่อประชาชน #ยกระดับจ้างแรงงานข้ามชาติ #บริหารจัดการคุณภาพน้ำข้ามพรมแดน #กระทรวงการต่างประเทศ #กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม #กระทรวงแรงงาน #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง&nbsp;<br />
------------------------------------------<br />
รวบรวมโดย: กองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ กรมประชาสัมพันธ์<br />
จัดทำโดย: นางจริยา ประสพทรัพย์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ โทร. 092 2468306<br />
&nbsp; &nbsp;นางภณิตา บูรณ์เจริญ ผู้อำนวยการส่วนการประชาสัมพันธ์ โทร. 092 2468710&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; นางสาวสุณิสา สังข์วงค์ นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการพิเศษ โทร. 092 2468693<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; นายปฏิพล หวิงปัด นักสื่อสารมวลชนปฏิบัติการ<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://ratchaburi.prd.go.th/th/file/get/file/20260806c7d6fed2234cd2748af316323c2e21ab094728.jpg' type='image/jpg' length='1610998' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“มหาดไทย” ชวนอุดหนุนสินค้า งาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี” 8 - 16 ส.ค. 69 สืบสานพระราชปณิธาน สร้างรายได้สู่ชุมชน  ]]></title>
<link>https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/528311</link>
<guid isPermaLink="false">608b36b7ac6bd36e8d7ea53d9b935d8c</guid>
<pubDate>Tue, 04 Aug 2026 10:38:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&ldquo;มหาดไทย&rdquo; ชวนอุดหนุนสินค้า งาน &ldquo;ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี&rdquo; 8 - 16 ส.ค. 69 สืบสานพระราชปณิธาน สร้างรายได้สู่ชุมชน &nbsp;<br />
บทสรุป<br />
นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงข่าวการจัดงาน &ldquo;ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี&rdquo; ปี 2569 ภายใต้แนวคิด &ldquo;RADIANCE OF SIAM สิริรัศมีแห่งแผ่นดิน&rdquo; ระหว่างวันที่ 8 &ndash; 16 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 - 21.00 น. ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1 - 3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงอนุรักษ์และสืบสานมรดกภูมิปัญญาหัตถศิลป์และหัตถกรรมไทย ตลอดจนพัฒนางานศิลปาชีพและภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยให้คงอยู่คู่กับประเทศไทย พร้อมทั้งส่งเสริมการบริโภคสินค้าไทยและกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยรวบรวมผู้ประกอบการ OTOP กว่า 2,000 บูธ มาให้ประชาชนได้เลือกซื้อ นอกจากนี้ ยังเพิ่มโซนใหม่ที่ออกแบบให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ 4 โซน ได้แก่ 1. OTOP Mutelu สะท้อนมิติภูมิปัญญาความเชื่อ ความศรัทธา และวัฒนธรรมท้องถิ่น 2. OTOP Craft &amp; Design ต่อยอดงานหัตถกรรมดั้งเดิมผสมผสานแนวคิดด้านดีไซน์นวัตกรรมและไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ 3. OTOP Luxury นำเสนอเครื่องประดับและอัญมณี ฝีมือช่างศิลป์ในรูปแบบพรีเมียมจากทั่วประเทศ และเปิดโอกาสจับคู่ธุรกิจเจรจาการค้าระดับ B2B และ 4. OTOP Spirits Tasting นำเสนอเครื่องดื่มพื้นบ้านที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจากทั่วประเทศ เพื่อเปิดประตูสู่โอกาสการแข่งขันตลาดใหม่ ๆ ซึ่งจะทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้ครอบครัว ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ช่างฝีมือ และชุมชนทั่วประเทศ ตั้งเป้ายอดจำหน่ายรวม 770 ล้านบาท เพื่อสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนทั่วประเทศ กระทรวงมหาดไทย ขอเชิญชวนประชาชนร่วมอุดหนุนสินค้า OTOP และผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพจากทั่วประเทศ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสืบสานพระราชปณิธาน สนับสนุนภูมิปัญญาไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ร่วมให้กำลังใจผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และเลือกซื้อ ชม ชิม เช็คอิน ผลิตภัณฑ์ OTOP ส่งต่อคุณค่าของแผ่นดิน และรายได้กลับสู่ชุมชน&nbsp;</p>

<p>รายละเอียด<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;(2 ส.ค. 69) นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงข่าวการจัดงาน&nbsp;<br />
&ldquo;ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี&rdquo; ปี 2569 ภายใต้แนวคิด &ldquo;RADIANCE OF SIAM&nbsp;<br />
สิริรัศมีแห่งแผ่นดิน&rdquo; ระหว่างวันที่ 8 &ndash; 16 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 - 21.00 น. ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1 - 3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี การจัดงานในปีนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ&nbsp;<br />
พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงอนุรักษ์และสืบสานมรดกภูมิปัญญาหัตถศิลป์หัตถกรรมไทย พัฒนางานศิลปาชีพและภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย ให้คงอยู่คู่กับประเทศไทย ซึ่งในปัจจุบันได้รับพระกรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงสืบสาน รักษา และต่อยอดอย่างสมบูรณ์ ประดุจแสงประทีปที่โชติช่วงให้สินค้าภูมิปัญญาไทยมีความทันสมัย ได้รับการเชิดหน้าชูตา และเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่มทุกช่วงวัยในยุคปัจจุบันพร้อมทั้งขับเคลื่อนนโยบาย &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo; ส่งเสริมการบริโภคสินค้าไทยและกระตุ้นเศรษฐกิจภายใน ประเทศ โดยรวบรวมผู้ประกอบ OTOP กว่า 2,000 บูธ มาให้ประชาชนได้เลือกซื้อ พร้อมเปิดโอกาสทางการตลาด สร้างรายได้ให้แก่ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และชุมชนทั่วประเทศ ตั้งเป้ายอดจำหน่ายมีรายได้กลับสู่ผู้ประกอบการชุมชนทั่วประเทศ จังหวัดละไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 770 ล้านบาท เพื่อสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนทั่วประเทศ&nbsp;<br />
สำหรับการจัดงาน &ldquo;ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี&rdquo; ปี 2569 มีไฮไลต์สำคัญได้แก่ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และถวายความอาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง การจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากทั่วประเทศมากกว่า 2,000 ร้านค้า และมีการนำเสนอความงดงามของผ้าไทย รวมถึงงานหัตถศิลป์ประเภทต่าง ๆ ผลิตภัณฑ์มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ โซน &ldquo;ผ้าไทยใส่ให้สนุก&rdquo; โซนชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี โซน OTOP ชวนชิม ที่คัดสรร<br />
สุดยอดอาหารจากทั่วทุกภูมิภาค โซนศิลปิน OTOP นอกจากนี้ ยังเพิ่มโซนใหม่ที่ออกแบบให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ 4 โซน ได้แก่&nbsp;<br />
1. OTOP Mutelu สะท้อนมิติภูมิปัญญาความเชื่อ ความศรัทธา และวัฒนธรรมท้องถิ่นที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน อาทิ เครื่องรางวัตถุมงคล งานศิลป์สายมู และผลิตภัณฑ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความเชื่อในแต่ละภูมิภาคที่มีความงดงามและดีไซน์ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่&nbsp;<br />
2. OTOP Craft &amp; Design ต่อยอดงานหัตถกรรมดั้งเดิม โดยผสมผสานแนวคิดด้านดีไซน์นวัตกรรมและไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ยกระดับผลิตภัณฑ์ให้ไม่เป็นเพียงของใช้หรือของฝาก แต่เป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ชีวิตในปัจจุบัน&nbsp;<br />
3. OTOP Luxury นำเสนอเครื่องประดับและอัญมณี ฝีมือช่างศิลป์ในรูปแบบพรีเมียมจากทั่วประเทศ และเปิดโอกาสจับคู่ธุรกิจเจรจาการค้าระดับ B2B&nbsp;<br />
4. OTOP Spirits Tasting นำเสนอเครื่องดื่มพื้นบ้านที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจากทั่วประเทศ เพื่อเปิดประตูสู่โอกาสการแข่งขันตลาดใหม่ ๆ&nbsp;<br />
พร้อมทั้งกิจกรรมส่งเสริมการขาย นาทีทองลดราคาสินค้าสูงสุด 50 &ndash; 70 เปอร์เซ็นต์ การแสดงศิลปวัฒนธรรม และคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง ที่จะสร้างสีสันตลอดทั้ง 9 วันของการจัดงาน ซึ่งจะทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้ครอบครัว ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ช่างฝีมือ และเครือข่ายทั่วประเทศ&nbsp;<br />
นายพลพีร์ กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเสริมสร้างเศรษฐกิจ<br />
ฐานรากให้มีความมั่นคงและเข้มแข็ง ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยที่กำกับดูแลกรมการพัฒนาชุมชนได้มีนโยบายในการสร้างความแตกต่างและสร้างความเติบโตของผลิตภัณฑ์ OTOP ให้ประชาชนผู้ประกอบการสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับของตลาดผู้บริโภคในปัจจุบัน ผลักดันสินค้าประชาชนโดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดเล็กให้สามารถขายได้ พร้อมทั้งได้กำชับ 2 นโยบายสำคัญคือ&nbsp;<br />
1. ต้องเป็น One Stop Service &ldquo;ศูนย์บริการผู้ประกอบการชุมชนแบบครบวงจร&rdquo; เชื่อมโยงความร่วมมือหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงบริการด้านการพัฒนาศักยภาพ การรับรองมาตรฐาน การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การเข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยพิเศษ และช่องทางการตลาด&nbsp;<br />
2. ผลักดันเงินกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ในรูปแบบแฟรนไชส์ธุรกิจ เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่ายขึ้น และในสัปดาห์หน้าจะมีการลงนาม MOU กับแพลตฟอร์มการตลาดต่าง ๆ&nbsp;<br />
นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้ประกอบการ OTOP รวม 100,000 กลุ่ม ผลิตภัณฑ์มากกว่า 200,000 ผลิตภัณฑ์ โดยการจำหน่ายในงานฯ ปี 2568 มีรายได้ถึง 814 ล้านบาท สะท้อนว่า การที่ยิ่งส่งเสริมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และขยายสู่ตลาดออนไลน์โมเดิร์นเทรด ด้วยการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย ซึ่งก็คือการจัดงาน OTOP ที่เมืองทองธานี ปีละ 3 ครั้ง แต่ครั้งนี้เป็นการจัดงาน &ldquo;ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี&rdquo; ปี 2569 ซึ่งเป็นการนำเรื่องของพระราชปณิธานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และภูมิปัญญาไทย ด้วยการนําภูมิปัญญาของแต่ละท้องถิ่นมาประกอบกับวัตถุดิบ<br />
ที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นและแรงงานของประชาชนในท้องถิ่นมาผนวกรวมกันกลายเป็น &ldquo;ผลิตภัณฑ์ชุมชน&rdquo; ของแต่ละตําบล/หมู่บ้าน โดยกรมการพัฒนาชุมชน ได้ส่งเสริมให้มีการผลิตและส่งเสริมการขาย&nbsp;<br />
กระทรวงมหาดไทย ขอเชิญชวนประชาชนร่วมอุดหนุนสินค้า OTOP และผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพจากทั่วประเทศ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสืบสานพระราชปณิธาน สนับสนุนภูมิปัญญาไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ร่วมให้กำลังใจผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และเลือกซื้อ ชม ชิม เช็คอิน ผลิตภัณฑ์ OTOP ส่งต่อคุณค่าของแผ่นดิน ส่งต่อรายได้กลับสู่ชุมชนไทยทั่วประเทศ และทำให้ประชาชนมีความสุขอย่างมั่นคงและยั่งยืน</p>

<p>แนวทางการสื่อสาร<br />
1. ประชาสัมพันธ์ งาน &ldquo;ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี&rdquo; ปี 2569 เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ร่วมสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง&nbsp;<br />
สนับสนุนผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพและภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยจากทั่วประเทศ และสร้างรายได้กลับสู่ชุมชน<br />
2. ประชาสัมพันธ์เชิญชวนประชาชนอุดหนุนสินค้า งาน &ldquo;ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี&rdquo; ปี 2569 ระหว่างวันที่ 8 &ndash; 16 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 - 21.00 น. ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1 - 3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี&nbsp;</p>

<p>แฮชแท็กเพื่อการสื่อสาร<br />
#มหาดไทยชวนอุดหนุนสินค้า #งานศิลปาชีพประทีปไทยOTOPหลอมดวงใจด้วยพระบารมี #8ถึง16สิงหาคม2569&nbsp;<br />
#สืบสานพระราชปณิธาน #สร้างรายได้สู่ชุมชน #กระทรวงมหาดไทย #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง&nbsp;<br />
------------------------------------------<br />
รวบรวมโดย: กองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ กรมประชาสัมพันธ์<br />
จัดทำโดย: นางจริยา ประสพทรัพย์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ โทร. 092 2468306<br />
&nbsp; &nbsp;นางภณิตา บูรณ์เจริญ ผู้อำนวยการส่วนการประชาสัมพันธ์ โทร. 092 2468710&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; นางสาวสุณิสา สังข์วงค์ นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการพิเศษ โทร. 092 2468693<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://ratchaburi.prd.go.th/th/file/get/file/2026080423d66c830e0b166b9b2edc5419d20b5e103852.jpg' type='image/jpg' length='1517542' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ ยกระดับหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย-อินโดนีเซีย ขยายการค้า การลงทุน อาหาร ท่องเที่ยว ความมั่นคง ตั้งเป้าการค้า 23,000 ล้านดอลลาร์]]></title>
<link>https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/528309</link>
<guid isPermaLink="false">359d479b5c739c566359d61c4bcd1d0e</guid>
<pubDate>Tue, 04 Aug 2026 10:34:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายกฯ ยกระดับหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย-อินโดนีเซีย ขยายการค้า การลงทุน อาหาร ท่องเที่ยว ความมั่นคง ตั้งเป้าการค้า 23,000 ล้านดอลลาร์<br />
บทสรุป<br />
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี เดินทางเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 3 - 4 สิงหาคม 2569 ตามคำเชิญของ นายปราโบโว ซูบียันโต ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย และหารือเต็มคณะ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ในโอกาสการเยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการครั้งแรกของนายกรัฐมนตรีไทย<br />
ในรอบ 15 ปี ซึ่งการพบกันครั้งนี้มีความสำคัญต่อการกำหนดทิศทางความร่วมมือของสองประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของอาเซียน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยทั้งสองฝ่ายยืนยันที่จะขับเคลื่อน &ldquo;หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย&ndash;อินโดนีเซีย&rdquo; ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างโอกาสทางด้านเศรษฐกิจ ขยายการค้าสินค้าเกษตรเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร อุตสาหกรรมฮาลาล ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงของโลก และเร่งผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันให้บรรลุ 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 ด้านความมั่นคง ยกระดับความร่วมมือ<br />
ในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะขบวนการหลอกลวงออนไลน์ การค้ามนุษย์ และการลักลอบค้ายาเสพติด ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองและการทำงานร่วมกันของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ด้านการท่องเที่ยว ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยกับสายการบิน TransNusa เพื่อเปิดเส้นทางบินตรง กรุงเทพฯ&ndash;จาการ์ตา และ ภูเก็ต&ndash;บาหลี เพิ่มความสะดวกในการเดินทาง กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว และส่งเสริมความสัมพันธ์ระดับประชาชน นายปราโบโว ซูบียันโต ประธานาธิบดีสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ย้ำว่า การหารือระหว่างไทยและอินโดนีเซียในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง เชื่อมั่นว่าความร่วมมือที่ใกล้ชิดระหว่างไทยและอินโดนีเซียจะมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็ง ความมั่นคง และความเจริญรุ่งเรืองของอาเซียนในระยะยาว นอกจากนี้ ผู้นำทั้งสองประเทศยังได้ร่วมเป็นสักขีพยานการแลกเปลี่ยนเอกสารสำคัญ 2 ฉบับ ได้แก่ แผนปฏิบัติการว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย&ndash;อินโดนีเซีย และบันทึกความเข้าใจด้านการศึกษา เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนนักเรียน นักศึกษา บุคลากร และองค์ความรู้ ที่จะช่วยวางรากฐานความร่วมมือระหว่างไทยและอินโดนีเซียให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในอนาคต&nbsp;</p>

<p>รายละเอียด<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;(3 ส.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ได้แก่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ&nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 3 - 4 สิงหาคม 2569 ตามคำเชิญของ นายปราโบโว ซูบียันโต (Mr. Prabowo Subianto) ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย และหารือเต็มคณะ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ในโอกาส<br />
การเยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการครั้งแรกของนายกรัฐมนตรีไทยในรอบ 15 ปี ซึ่งการพบกันครั้งนี้มีความ สำคัญต่อการกำหนดทิศทางความร่วมมือของสองประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของอาเซียน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยทั้งสองฝ่ายยืนยันที่จะขับเคลื่อน &ldquo;หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์<br />
ไทย&ndash;อินโดนีเซีย&rdquo; ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ยกระดับความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความมั่นคงให้กับประชาชนของทั้งสองประเทศ รวมทั้งเสริมความแข็งแกร่งของอาเซียนในฐานะแกนกลางของภูมิภาค<br />
ด้านเศรษฐกิจ ผู้นำทั้งสองประเทศเห็นพ้องที่จะเร่งผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันให้บรรลุ 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 จากปัจจุบันประมาณ 19,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า<br />
ด้วยศักยภาพของทั้งสองประเทศ เป้าหมายดังกล่าวสามารถบรรลุได้เร็วกว่ากำหนด<br />
นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ไทยพร้อมเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่เชื่อถือได้ของอินโดนีเซีย ทั้งการขยายการค้าสินค้าเกษตรเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร การส่งเสริมการลงทุนระหว่างกัน และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาค โดยเชิญชวนภาคเอกชนอินโดนีเซียเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางของอาเซียนภาคพื้นทวีป เชื่อมโยงตลาดสำคัญในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะผลักดัน อุตสาหกรรมฮาลาล ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงของโลก โดยผสานจุดแข็งของอินโดนีเซียในฐานะตลาดผู้บริโภคมุสลิมขนาดใหญ่ กับศักยภาพด้านการผลิต คุณภาพสินค้า และมาตรฐานฮาลาลของไทย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศ<br />
ด้านความมั่นคง ทั้งสองประเทศตกลงยกระดับความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะขบวนการหลอกลวงออนไลน์ การค้ามนุษย์ และการลักลอบค้ายาเสพติด ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองและการทำงานร่วมกันของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์เป็นภัยคุกคามที่ไม่มีพรมแดน ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขอย่างจริงจัง ในปีที่ผ่านมา ไทยได้<br />
อำนวยความสะดวกในการส่งชาวอินโดนีเซียกว่า 1,000 คน ซึ่งตกเป็นเหยื่อของขบวนการหลอกลวงออนไลน์ในประเทศเพื่อนบ้าน ให้เดินทางกลับประเทศได้อย่างปลอดภัย ขณะที่ความสัมพันธ์ทางทหารมีความใกล้ชิดในทุกระดับ และทุกเหล่าทัพ มีการฝึกร่วมกันอย่างต่อเนื่อง โดยประธานาธิบดี ยังได้เคยฝึกร่วมกับหน่วยรบพิเศษของไทยด้วย<br />
ด้านการท่องเที่ยว ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อแนวโน้มการเดินทางระหว่างประชาชนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และแสดงความยินดีต่อการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยกับสายการบิน TransNusa เพื่อเปิดเส้นทางบินตรง กรุงเทพฯ&ndash;จาการ์ตา และ ภูเก็ต&ndash;บาหลี ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสะดวกในการเดินทาง กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว และส่งเสริมความสัมพันธ์ระดับประชาชน&nbsp;<br />
โดยผู้นำทั้งสองประเทศได้เห็นพ้องที่จะร่วมกันผลักดันการบูรณาการทางเศรษฐกิจของอาเซียนให้แน่นแฟ้น<br />
ยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก พร้อมสนับสนุนบทบาทของอาเซียนในการรักษาสันติภาพ เสถียรภาพ และความร่วมมือในภูมิภาค ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เสนอว่า ไทยและอินโดนีเซียต่างอยู่ระหว่างกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ควรประสานความร่วมมือ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และร่วมเป็นสะพานเชื่อมระหว่างอาเซียนกับ OECD เพื่อยกระดับมาตรฐานเศรษฐกิจ การลงทุน และธรรมาภิบาลของภูมิภาคให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล<br />
นายปราโบโว ซูบียันโต ประธานาธิบดีสาธารณรัฐอินโดนีเซีย กล่าวย้ำว่า การหารือระหว่างไทยและอินโดนีเซียในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง ทั้งสองประเทศในฐานะสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งอาเซียน จะร่วมกันรับผิดชอบในการส่งเสริมความเจริญรุ่งเรือง เสถียรภาพ และความมั่นคงของภูมิภาค พร้อมแสดงบทบาทนำในการผลักดันให้อาเซียนสามารถรับมือกับความท้าทายของโลกและรักษาความเป็นแกนกลางของภูมิภาค<br />
ได้อย่างเข้มแข็ง ขอบคุณประเทศไทยที่ให้ความช่วยเหลือในการส่งพลเมืองอินโดนีเซียที่ตกเป็นเหยื่อขบวนการหลอกลวงไปทำงานในประเทศเพื่อนบ้านให้เดินทางกลับประเทศได้อย่างปลอดภัย เป็นความช่วยเหลือที่มีความหมายและสะท้อนถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ พร้อมยืนยันว่าไทยและอินโดนีเซียจะยกระดับความร่วมมือ<br />
ในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการค้ามนุษย์ การหลอกลวงออนไลน์ และภัยคุกคามด้านความมั่นคงในรูปแบบใหม่ เพื่อคุ้มครองประชาชนของทั้งสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม สำหรับประเด็นระดับภูมิภาคประธานาธิบดีได้กล่าวชื่นชมบทบาทของประเทศไทยในการมีส่วนช่วยเปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมของเมียนมากับอาเซียนอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะการริเริ่มการหารืออย่างไม่เป็นทางการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอาเซียน ยืนยันว่าอินโดนีเซียพร้อมทำงานร่วมกับไทยและประเทศสมาชิกอาเซียนภายใต้แนวทางฉันทามติ 5 ข้อ (Five-Point Consensus) เพื่อสนับสนุนการแก้ไขสถานการณ์ในเมียนมาอย่างสันติ นอกจากนี้ยังแสดงความหวังว่าสถานการณ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาจะคลี่คลายลงด้วยสันติวิธี ผ่านการเจรจาและกลไกที่สร้างสรรค์ เพื่อธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค เชื่อมั่นว่าความร่วมมือที่ใกล้ชิดระหว่างไทยและอินโดนีเซียจะมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็ง ความมั่นคง และความเจริญรุ่งเรืองของอาเซียนในระยะยาว<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;ภายหลังการหารือ ผู้นำทั้งสองประเทศยังได้ร่วมเป็นสักขีพยานการแลกเปลี่ยนเอกสารสำคัญ 2 ฉบับ ได้แก่ แผนปฏิบัติการว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย&ndash;อินโดนีเซีย ซึ่งจะเป็นกรอบการขับเคลื่อนความร่วมมือระยะยาวระหว่างสองประเทศ และบันทึกความเข้าใจด้านการศึกษา เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนนักเรียน นักศึกษา บุคลากร และองค์ความรู้ ที่จะช่วยวางรากฐานความร่วมมือระหว่างไทยและอินโดนีเซียให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในอนาคต อีกทั้ง นายกรัฐมนตรียังได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีมอบเครื่องหมายเชิดชูเกียรติจากหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ กองทัพบก แด่ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย เพื่อเชิดชูบทบาทและคุณูปการในการส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างไทยและอินโดนีเซีย สะท้อนสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างกองทัพของทั้งสองประเทศ และศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายสากลยังได้มีการมอบโล่และปีกของหน่วย เพื่อรำลึกถึงความร่วมมือด้านการต่อต้านการก่อการร้ายระหว่างไทยและอินโดนีเซีย โดยเฉพาะ ปฏิบัติการ &ldquo;Woyla&rdquo; ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในภารกิจช่วยเหลือตัวประกันที่ประสบความสำเร็จ และเป็นข้อพิสูจน์ถึงความเป็นมืออาชีพอันโดดเด่นของหน่วย Kopassus ของอินโดนีเซีย&nbsp;<br />
ที่มีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคง และกระชับสัมพันธไมตรีอันยาวนานระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐอินโดนีเซียให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น</p>

<p><br />
แนวทางการสื่อสาร<br />
1. นำเสนอนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี เดินทางเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 3 - 4 สิงหาคม 2569 เพื่อกระชับความสัมพันธ์ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ และขยายความร่วมมือการค้า การลงทุน อาหาร การท่องเที่ยว ความมั่นคง ตั้งเป้าการค้า 23,000 ล้านดอลลาร์<br />
2. นำเสนอรายละเอียดและประโยชน์ที่ประเทศไทยและประชาชนทั้งสองประเทศจะได้รับจากความร่วมมือ<br />
ด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และความมั่นคง โดยเฉพาะการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อคุ้มครองประชาชน</p>

<p>แฮชแท็กเพื่อการสื่อสาร<br />
#นายกยกระดับหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทยอินโดนีเซีย #ขยายการค้าการลงทุนอาหารท่องเที่ยวความมั่นคง #ตั้งเป้าการค้า 23000ล้านดอลลาร์ #นายกรัฐมนตรี #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง&nbsp;<br />
------------------------------------------<br />
รวบรวมโดย: กองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ กรมประชาสัมพันธ์<br />
จัดทำโดย: นางจริยา ประสพทรัพย์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ โทร. 092 2468306<br />
&nbsp; &nbsp;นางภณิตา บูรณ์เจริญ ผู้อำนวยการส่วนการประชาสัมพันธ์ โทร. 092 2468710&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; นางสาวสุณิสา สังข์วงค์ นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการพิเศษ โทร. 092 2468693<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://ratchaburi.prd.go.th/th/file/get/file/202608042a12fdd2701ff31b780a2458cadf77df103731.jpg' type='image/jpg' length='1463319' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“พัฒนา” คิกออฟ “อาสาพยาบาลชุมชน” เสริมทีมระบบสุขภาพปฐมภูมิดูแลสุขภาพประชาชน ถึงครัวเรือน รับสมัครถึง 31 ก.ค. 69]]></title>
<link>https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/525625</link>
<guid isPermaLink="false">37ec24813dc0a454a11f8c45f4a774ce</guid>
<pubDate>Fri, 24 Jul 2026 14:18:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&ldquo;พัฒนา&rdquo; คิกออฟ &ldquo;อาสาพยาบาลชุมชน&rdquo; เสริมทีมระบบสุขภาพปฐมภูมิดูแลสุขภาพประชาชน<br />
ถึงครัวเรือน รับสมัครถึง 31 ก.ค. 69<br />
บทสรุป<br />
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดงานขับเคลื่อนนโยบาย &ldquo;อาสาพยาบาลชุมชน&rdquo; (อสพ.) เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพของประชาชนให้เข้าถึงระบบบริการสุขภาพได้อย่างครอบคลุม ทั่วถึงและต่อเนื่องตั้งแต่ระดับครัวเรือน โดยเน้นย้ำว่า อาสาพยาบาลชุมชน (อสพ.) ไม่ได้มาทดแทนบุคลากรวิชาชีพ แต่มาเสริมพลังให้กับระบบบริการสุขภาพ ทำหน้าที่เชื่อมโยงการปฏิบัติงานระหว่างอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) หน่วยบริการสุขภาพ และทีมสหวิชาชีพ ภายใต้การกำกับดูแลของบุคลากรวิชาชีพอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ประชาชนทุกคนทุกพื้นที่สามารถเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง&nbsp;<br />
เท่าเทียม และเป็นธรรม โดยเฉพาะใน 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1. ผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิง 2. ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง 3. แม่และเด็ก และ 4. ผู้มีปัญหาสุขภาพจิตและผู้ผ่านการบำบัดยาเสพติด ระยะแรกจะคัดเลือกบุคคลเข้ารับการอบรม 7,256 คน ใน 76 จังหวัด จัดสรรตำบลละ 1 คน คุณสมบัติของผู้สมัคร อสพ. ต้องมีสัญชาติไทย&nbsp;<br />
อายุไม่ต่ำกว่า 20 ปี และมีอายุไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนดตามกลุ่มคุณวุฒิ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี มีชื่อในทะเบียนบ้านหรืออาศัยอยู่จริงในพื้นที่สมัคร แบ่งคุณวุฒิเป็น 3 ส่วน คือ 1. ปริญญาตรีทั่วไป อายุไม่เกิน 60 ปี เข้ารับการอบรม 240 ชั่วโมง 2. ปริญญาตรีด้านสุขภาพ อายุไม่เกิน 65 ปี เข้ารับการอบรม 120 ชั่วโมง 3. กลุ่มพยาบาลวิชาชีพ อายุไม่เกิน 70 ปี เข้ารับการอบรม 30 ชั่วโมง ผู้ที่สนใจสามารถยื่นสมัครด้วยตนเองที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ในจังหวัดภูมิลำเนา ได้ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมการสมัคร ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้ารับการคัดเลือก เพื่อเข้ารับการสัมภาษณ์ วันที่ 7 สิงหาคม 2569 ประกาศผลการคัดเลือก วันที่ 4 กันยายน 2569 และเริ่มการอบรมหลักสูตร อสพ. วันที่ 1 ตุลาคม 2569 กระทรวงสาธารณสุขเชื่อมั่นว่า การมีคนในพื้นที่ที่ผ่านการคัดเลือกและอบรมอย่างมีมาตรฐาน จะช่วยให้ประชาชนได้รับการดูแลเร็วขึ้น ต่อเนื่องขึ้น และใกล้บ้านมากขึ้น ตามเป้าหมายการยกระดับสุขภาพที่มั่นคงของประเทศ</p>

<p>รายละเอียด<br />
ตามที่คณะรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 กำหนดโครงการพยาบาลอาสาประจำหมู่บ้าน เพื่อดูแลช่วยเหลือผู้ป่วย ผู้สูงอายุ ผู้อยู่ในภาวะพึ่งพิงในชุมชน เพื่อให้สมาชิกในครอบครัวสามารถประกอบอาชีพได้ และกระทรวงสาธารณสุข จึงได้กำหนดนโยบาย &ldquo;อาสาพยาบาลชุมชน&rdquo; (อสพ.) เพื่อยกระดับระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ และการดูแลสุขภาพประชาชนเชิงรุกในระดับพื้นที่&nbsp;<br />
(23 ก.ค. 69) นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดงานขับเคลื่อนนโยบาย &ldquo;อาสาพยาบาลชุมชน&rdquo; (อสพ.) โดยมี นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.ภูวเดช สุระโคตร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข หน่วยงานภาครัฐ ภาคีเครือข่าย บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข เข้าร่วมงาน&nbsp;<br />
นายพัฒนา กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขได้ผลักดันนโยบาย อสพ. เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพของประชาชนให้เข้าถึงระบบบริการสุขภาพได้อย่างครอบคลุม ทั่วถึงและต่อเนื่องยิ่งขึ้น เนื่องจากความต้องการการดูแลสุขภาพของประชาชนมีความซับซ้อนมากขึ้น รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิ เพราะเชื่อมั่นว่าสุขภาพที่ดีต้องเริ่มต้นจากชุมชนที่เข้มแข็ง หากประชาชนได้รับการดูแลตั้งแต่ระดับครัวเรือน ได้รับคำแนะนำที่ถูกต้อง ได้รับการติดตามอย่างต่อเนื่อง และสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างรวดเร็ว จะช่วยลดความรุนแรงของโรค ลดภาระของโรงพยาบาล และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างยั่งยืน<br />
เน้นย้ำว่า อาสาพยาบาลชุมชน (อสพ.) ไม่ได้มาทดแทนบุคลากรวิชาชีพ แต่มาเสริมพลังให้กับระบบบริการสุขภาพ เติมเต็มการทำงานให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยทำหน้าที่เชื่อมโยงการปฏิบัติงานระหว่างอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) หน่วยบริการสุขภาพ และทีมสหวิชาชีพ ภายใต้การกำกับดูแลของบุคลากรวิชาชีพอย่างเป็นระบบ ช่วยให้ประชาชนได้รับการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เป็นผู้ที่สร้างความเชื่อมั่นและความอบอุ่นให้กับประชาชน ว่าเมื่อเจ็บป่วยหรือมีปัญหาสุขภาพ ยังมีคนใกล้บ้านที่พร้อมรับฟัง ให้คำแนะนำ และประสานการดูแลอย่างทันท่วงที ซึ่งรัฐบาลพร้อมสนับสนุนการพัฒนาระบบสุขภาพของประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนทุกคนทุกพื้นที่สามารถเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และเป็นธรรม&nbsp;<br />
ตามเป้าหมายการยกระดับสุขภาพที่มั่นคงของประเทศ<br />
นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านสุขภาพที่สำคัญหลายประการ ทั้งการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ การเพิ่มขึ้นของโรค NCDs (Non-Communicable Diseases โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง) รวมถึงปัญหาสุขภาพจิตและผู้ผ่านการบำบัดยาเสพติด ซึ่งต้องมีการติดตามดูแลต่อเนื่องในชุมชน ขณะที่บุคลากรในระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ โดยเฉพาะพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) มีภารกิจที่ต้องรับผิดชอบจำนวนมาก กระทรวงสาธารณสุขจึงพัฒนา อสพ. เพื่อเสริมกำลังคนด้านสุขภาพในระดับชุมชนและสนับสนุนระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ ช่วยเติมเต็มการดูแลและฟื้นฟูสุขภาพ ติดตามผู้ป่วยรายบุคคล เฝ้าระวังสัญญาณอันตราย ประสานส่งต่อ และบันทึกข้อมูลสุขภาพ ภายใต้การกำกับดูแลของบุคลากรวิชาชีพและหน่วยบริการสุขภาพ ในประชาชน 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1. ผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิง&nbsp;<br />
2. ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง 3. แม่และเด็ก และ 4. ผู้มีปัญหาสุขภาพจิตและผู้ผ่านการบำบัดยาเสพติด โดยระยะแรกจะคัดเลือกบุคคลเข้ารับการอบรม 7,256 คน ใน 76 จังหวัด จัดสรรตำบลละ 1 คน ผู้ผ่านการคัดเลือกจะต้องเข้ารับการอบรมตามหลักสูตรที่เหมาะสมกับคุณวุฒิและประสบการณ์ ผ่านการประเมินความรู้ ทักษะ จริยธรรม&nbsp;<br />
ความรับผิดชอบ และความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน ก่อนปฏิบัติหน้าที่ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อให้การดำเนินงานมีมาตรฐาน โปร่งใส และตรวจสอบได้<br />
นพ.ภูวเดช สุระโคตร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กล่าวว่า คุณสมบัติของผู้สมัคร อสพ. ต้องมีสัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่า 20 ปี และมีอายุไม่เกินเกณฑ์ตามกลุ่มคุณวุฒิ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี มีชื่อในทะเบียนบ้านหรืออาศัยอยู่จริงในพื้นที่สมัคร หรือเป็นบุคคลที่กำนัน ผู้ใหญ่บ้านหรือประธานชุมชนรับรองว่าเป็นคนในพื้นที่ สามารถปฏิบัติงานในพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่กำหนดระยะเวลาอยู่อาศัยขั้นต่ำ รวมถึงผ่านการตรวจเลือกทหารกองเกินหรือพ้นภาระทางทหารแล้ว แบ่งคุณวุฒิเป็น 3 ส่วน คือ&nbsp;<br />
1. ปริญญาตรีทั่วไป อายุไม่เกิน 60 ปี เข้ารับการอบรม 240 ชั่วโมง&nbsp;<br />
2. ปริญญาตรีด้านสุขภาพ อายุไม่เกิน 65 ปี เข้ารับการอบรม 120 ชั่วโมง ได้แก่ แพทยศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ ที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ และเภสัชศาสตร์ สหเวชศาสตร์และการฟื้นฟูสุขภาพ การแพทย์ฉุกเฉิน การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกที่มีกฎหมายกำกับ กลุ่มสาธารณสุขและสุขภาพชุมชน กลุ่มโภชนาการ การออกกำลังกาย และเวชศาสตร์การกีฬา กลุ่มสุขภาพจิตและพฤติกรรมสุขภาพ&nbsp;<br />
3. กลุ่มพยาบาลวิชาชีพ วิชาชีพเวชกรรม และวิชาชีพการสาธารณสุขชุมชน ที่มีใบประกอบวิชาชีพและ<br />
ยังมีผลใช้บังคับ อายุไม่เกิน 70 ปี เข้ารับการอบรม 30 ชั่วโมง&nbsp;<br />
ผู้ที่สนใจสามารถยื่นสมัครด้วยตนเองที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ในจังหวัดภูมิลำเนา หรือสถานที่ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกำหนด ได้จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมการสมัครทั้งนี้ เอกสารที่ต้องเตรียม ได้แก่ ใบสมัคร สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน หลักฐานการศึกษา หนังสือรับรองการเป็นบุคคลในพื้นที่ รูปถ่าย 1 นิ้ว จำนวน 2 รูป ใบรับรองแพทย์ และสำเนาใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ (เฉพาะกลุ่มวิชาชีพ) โดยขอให้ตรวจสอบรายละเอียดจากประกาศและช่องทางทางการของ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด<br />
การคัดเลือกจะดำเนินการโดยคณะอนุกรรมการคัดเลือกระดับจังหวัด ในการสัมภาษณ์ตามเกณฑ์มาตรฐานเดียวกัน 5 ด้าน ได้แก่ 1. คุณสมบัติและความสามารถ 2. ประสบการณ์ 3. ความพร้อมและความผูกพันกับพื้นที่ 4. การสื่อสารและการทำงานเป็นทีม 5. ทักษะการแก้ไขปัญหา เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรม<br />
แผนการดำเนินการคัดเลือก อสพ.&nbsp;<br />
- ประกาศรับสมัคร อสพ. วันที่ 15 &ndash; 31 กรกฎาคม 2569&nbsp;<br />
- ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้ารับการคัดเลือก เพื่อเข้ารับการสัมภาษณ์ วันที่ 7 สิงหาคม 2569 &nbsp;<br />
- ประกาศผลการคัดเลือก ผู้มีสิทธิ์เข้ารับการอบรมหลักสูตร อสพ. วันที่ 4 กันยายน 2569&nbsp;<br />
- เริ่มการอบรมหลักสูตร อสพ. วันที่ 1 ตุลาคม 2569&nbsp;<br />
กระทรวงสาธารณสุขเชื่อมั่นว่า การมีคนในพื้นที่ที่ผ่านการคัดเลือกและอบรมอย่างมีมาตรฐาน จะช่วยให้ประชาชนได้รับการดูแลเร็วขึ้น ต่อเนื่องขึ้น และใกล้บ้านมากขึ้น จึงขอเชิญผู้มีคุณสมบัติที่มีใจอาสา มีความรับผิดชอบ และพร้อมทำงานร่วมกับชุมชน สมัครเข้าร่วมโครงการมาเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาระบบสุขภาพไทย ที่ดูแลประชาชนอย่างทั่วถึงและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
แนวทางการสื่อสาร<br />
1. นำเสนอ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ขับเคลื่อนนโยบาย &ldquo;อาสาพยาบาลชุมชน&rdquo; (อสพ.) เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพของประชาชนให้เข้าถึงระบบบริการสุขภาพได้อย่างครอบคลุม ทั่วถึงและต่อเนื่องตั้งแต่ระดับครัวเรือน โดยเน้นย้ำว่า อสพ. ไม่ได้มาทดแทนบุคลากรวิชาชีพ แต่มาเสริมพลังให้กับระบบบริการสุขภาพ<br />
2. ประชาสัมพันธ์รายละเอียด คุณสมบัติผู้สมัคร เอกสารที่ใช้สมัคร และการคัดเลือก &ldquo;อาสาพยาบาลชุมชน&rdquo; (อสพ.) เข้ารับการอบรม 7,256 คน ใน 76 จังหวัด ผู้ที่สนใจสามารถยื่นสมัครด้วยตนเองที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ในจังหวัดภูมิลำเนา ได้ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมการสมัคร&nbsp;</p>

<p>แฮชแท็กเพื่อการสื่อสาร<br />
#พัฒนาคิกออฟอาสาพยาบาลชุมชน #เสริมทีมระบบสุขภาพปฐมภูมิดูแลสุขภาพประชาชนถึงครัวเรือน&nbsp;<br />
#รับสมัครถึง31กรกฎาคม69 #กระทรวงสาธารณสุข #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง&nbsp;<br />
------------------------------------------<br />
รวบรวมโดย: กองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ กรมประชาสัมพันธ์<br />
จัดทำโดย: นางจริยา ประสพทรัพย์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ โทร. 092 2468306<br />
&nbsp; &nbsp;นางภณิตา บูรณ์เจริญ ผู้อำนวยการส่วนการประชาสัมพันธ์ โทร. 092 2468710&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; นางสาวสุณิสา สังข์วงค์ นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการพิเศษ โทร. 092 2468693<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://ratchaburi.prd.go.th/th/file/get/file/2026072429265ca2713673604328d87b6de2c223141932.jpg' type='image/jpg' length='1450421' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ เร่งแก้ปัญหาทุจริตในภาครัฐ ชูนโยบาย “1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา” สร้างความเชื่อมั่นประชาชน]]></title>
<link>https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/525624</link>
<guid isPermaLink="false">670311bbd40dace8b666fdff8645698f</guid>
<pubDate>Fri, 24 Jul 2026 14:16:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายกฯ เร่งแก้ปัญหาทุจริตในภาครัฐ ชูนโยบาย &ldquo;1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา&rdquo; สร้างความเชื่อมั่นประชาชน<br />
บทสรุป<br />
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) ครั้งที่ 1/2569 ซึ่งเกิดขึ้นจากข้อเสนอของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ถือเป็นกลไกการบูรณาการระหว่างรัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริตในภาครัฐ ใน 2 มิติสำคัญ ได้แก่ 1. ปัญหาทุจริตและสินบนที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน 2. การปรับปรุงระบบอนุญาตและบริการภาครัฐให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดโอกาสการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนและภาคเอกชนต่อประเทศไทย และยกระดับระบบราชการไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยที่ประชุมได้รับทราบแนวทางการใช้พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. 2569 ผ่านแนวทาง &ldquo;2 ลด 1 เพิ่ม&rdquo; ได้แก่ ลดดุลพินิจ ลดการเผชิญหน้าและคนกลาง และเพิ่มความโปร่งใส และความรับผิดรับชอบ เพื่อปิดจุดเสี่ยงการเรียกรับผลประโยชน์โดยมิชอบ และยกระดับระบบราชการไทย นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานปฏิรูปกระบวนงาน จากระบบที่สร้างภาระให้กับประชาชน สู่ระบบบริการที่เอื้อต่อความสะดวกและโปร่งใส โดยให้ถือเป็นนโยบายเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการทันที และเห็นชอบให้จัดตั้งคณะอนุกรรมการอำนวยการต่อต้านสินบนและความเสี่ยงทุจริตภาครัฐ โดยมีนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานอนุกรรมการ นอกจากนี้ยังเห็นชอบโครงการ &ldquo;1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา&rdquo; โดยใช้ข้อมูลจากผลสำรวจของ กกร. มาใช้ประกอบการคัดเลือกหน่วยงานและกระบวนงานที่มีความเสี่ยงต่อการทุจริต เพื่อเร่งปรับปรุงกระบวนงานให้เห็นผลภายใน 6 เดือน เป้าหมายหน่วยงานของรัฐ 355 แห่ง พร้อมทั้งพิจารณามาตรการป้องกันการทุจริตในการสอบเข้าทำงานภาครัฐ โดยกำหนดให้มีกฎหมายเฉพาะเพื่อกำหนดฐานความผิด กลไกการดำเนินการ มาตรการทางกฎหมายต่อผู้กระทำความผิด และให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณามอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกายกร่างกฎหมายตามขั้นตอนต่อไป การประชุมครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการเดินหน้าแก้ไขปัญหาการทุจริตอย่างจริงจัง เพื่อยกระดับภาพลักษณ์และการรับรู้ด้านความโปร่งใสของประเทศ สร้างความไว้วางใจ<br />
ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย สนับสนุนการปรับปรุงคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) และแสดงถึงความพร้อมของประเทศไทยในการเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571</p>

<p>รายละเอียด<br />
(23 ก.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) ครั้งที่ 1/2569 ถือเป็นกลไกการบูรณาการระหว่างรัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริตในภาครัฐ เกิดขึ้นจากข้อเสนอของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน&nbsp;<br />
3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ที่ได้สะท้อนข้อมูลจากประสบการณ์ตรงและผลสำรวจปัญหาการทุจริตที่ภาคธุรกิจเผชิญ ซึ่งในการประชุมครั้งนี้มุ่งเร่งรัดต่อต้านการทุจริตในภาครัฐใน 2 มิติสำคัญ คือ 1) ปัญหาทุจริตและสินบนที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน และ 2) การปรับปรุงระบบอนุญาตและบริการภาครัฐให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดโอกาสการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนและภาคเอกชนต่อประเทศไทย และยกระดับระบบราชการไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยที่ประชุมได้รับทราบแนวทางการใช้พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. 2569 เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญ<br />
ในการลดโอกาสการทุจริตในกระบวนงานอนุมัติ อนุญาต และบริการภาครัฐ ผ่านแนวทาง &ldquo;2 ลด 1 เพิ่ม&rdquo; ได้แก่ ลดดุลพินิจ ลดการเผชิญหน้าและคนกลาง และเพิ่มความโปร่งใส และความรับผิดรับชอบ เพื่อปิดจุดเสี่ยงการเรียกรับผลประโยชน์โดยมิชอบ และลดต้นทุนแฝงของประชาชนและภาคธุรกิจ พร้อมทั้งรับทราบแผนงานของคณะทำงาน Zero Corruption และโครงการ &ldquo;เพื่อน ไม่ทน&rdquo;<br />
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ ไม่เพียงยกระดับการให้บริการและการอนุมัติอนุญาตให้รวดเร็วและเป็นมาตรฐานเดียวกัน แต่ยังเป็นเครื่องมือเชิงโครงสร้างสำคัญที่จะทำให้การให้บริการภาครัฐมีประสิทธิภาพ สะดวก มีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะปิดจุดเสี่ยงการเรียกรับผลประโยชน์ ลดต้นทุนแฝงให้กับภาคธุรกิจและประชาชน ควบคู่ไปกับการยกระดับระบบราชการไทย ขอให้ทุกหน่วยงานปฏิรูปกระบวนงาน จากระบบที่สร้างภาระให้กับประชาชน สู่ระบบบริการที่เอื้อต่อความสะดวกและโปร่งใส โดยให้ถือเป็นนโยบายเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการทันที&nbsp;<br />
ซึ่งที่ประชุมจึงเห็นชอบจัดตั้งคณะอนุกรรมการอำนวยการต่อต้านสินบนและความเสี่ยงทุจริตภาครัฐ เพื่อขับเคลื่อนงานและกลั่นกรองข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในประเด็นการแก้ไขปัญหาการให้หรือรับสินบน การทุจริต และประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างเป็นระบบ โดยมีพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ เป็นที่ปรึกษา นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานอนุกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นรองประธานอนุกรรมการ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เป็นฝ่ายเลขานุการ เพื่อเสนอแนะแนวทางและมาตรการในการต่อต้านสินบนและความเสี่ยงทุจริตภาครัฐ ต่อ คตท. ซึ่งเป็นการยกระดับการแก้ปัญหาจากรายกรณีสู่การป้องกันเชิงระบบ<br />
ขณะเดียวกัน คตท. ยังได้กำหนดแนวทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐและ กกร. ในการขับเคลื่อนโครงการ&nbsp;<br />
&ldquo;1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา&rdquo; โดยใช้ข้อมูลจากผลสำรวจของ กกร. มาใช้ประกอบการคัดเลือกหน่วยงานและกระบวนงานที่มีความเสี่ยงต่อการทุจริต เพื่อเร่งปรับปรุงกระบวนงานของหน่วยงานนำร่องให้เห็นผลภายใน 6 เดือน โดย กกร. ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ และสื่อสาธารณะจะมีส่วนร่วมตลอดกระบวนการ ตั้งแต่การสะท้อนปัญหา ร่วมออกแบบแนวทางปรับปรุง ติดตามและประเมินผล อีกหนึ่งแนวทางสำคัญ คือ การยกระดับบริการภาครัฐดิจิทัลในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ครอบคลุมทั้งการพัฒนาระบบรับเรื่องร้องเรียนครบวงจร การให้บริการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นผ่าน Digital Platform และการอำนวยความสะดวกการบริการด้านที่ดินในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชน ภาคธุรกิจ และนักลงทุนได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส ลดการใช้ดุลพินิจ และลดต้นทุนในการติดต่อราชการ โดยที่ประชุมได้เห็นชอบข้อเสนอโครงการ &ldquo;1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา&rdquo; (One Agency One Integrity) เพื่อให้แต่ละหน่วยงานของรัฐคัดเลือกงานบริการหรือกระบวนการทำงานที่มีความเสี่ยงต่อการทุจริตสูงมาพัฒนาปรับปรุงเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม เป้าหมายครอบคลุมหน่วยงานของรัฐ 355 แห่ง<br />
นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้พิจารณามาตรการป้องกันการทุจริตในการสอบเข้าทำงานภาครัฐ โดยกำหนดให้มีกฎหมายเฉพาะเพื่อกำหนดฐานความผิด กลไกการดำเนินการ และมาตรการทางกฎหมายต่อผู้กระทำความผิด พร้อมให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณามอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกายกร่างกฎหมายตามขั้นตอนต่อไป โดยนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า จากกรณีการทุจริตในการสอบคัดเลือกเข้ารับราชการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ถือเป็นเรื่องที่รัฐบาลไม่สามารถยอมรับได้ เพราะไม่เพียงเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายและหลักคุณธรรมเท่านั้น แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการและทำลายโอกาสของผู้ที่มีความรู้ความสามารถซึ่งเข้าสู่การแข่งขันอย่างสุจริต การป้องกันการทุจริตที่ดีที่สุด ไม่ใช่การลงโทษเมื่อความเสียหาย เกิดขึ้นแต่คือการออกแบบระบบที่รัดกุม โปร่งใส และตรวจสอบได้<br />
การประชุมคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) ครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการเดินหน้าแก้ไขปัญหาการทุจริตอย่างจริงจัง ซึ่งจะมีส่วนสำคัญต่อการยกระดับภาพลักษณ์และการรับรู้ด้านความโปร่งใสของประเทศ สร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้นในสังคมไทย สนับสนุนการปรับปรุงคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI: Corruption Perceptions Index) และแสดงถึงความพร้อมของประเทศไทยในการมุ่งสู่เป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
แนวทางการสื่อสาร<br />
1. นำเสนอนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประชุมคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) เร่งแก้ไขปัญหาการทุจริตในภาครัฐ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนและภาคเอกชน ยกระดับภาพลักษณ์และการรับรู้ด้านความโปร่งใสของประเทศ และเตรียมพร้อมเข้าเป็นสมาชิก OECD&nbsp;<br />
2. นำเสนอการใช้พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. 2569 ผ่านแนวทาง &ldquo;2 ลด 1 เพิ่ม&rdquo; เพื่อลดโอกาสการทุจริตในกระบวนงานอนุมัติ อนุญาต และบริการภาครัฐ โครงการ &ldquo;1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา&rdquo; และมาตรการป้องกันการทุจริตในการสอบเข้าทำงานภาครัฐ</p>

<p>แฮชแท็กเพื่อการสื่อสาร<br />
#นายกเร่งแก้ปัญหาทุจริตในภาครัฐ #นโยบาย1กรม1โปร่งใสไร้เทา #สร้างความเชื่อมั่นประชาชน #สำนักนายกรัฐมนตรี #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง&nbsp;<br />
------------------------------------------<br />
รวบรวมโดย: กองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ กรมประชาสัมพันธ์<br />
จัดทำโดย: นางจริยา ประสพทรัพย์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ โทร. 092 2468306<br />
&nbsp; &nbsp;นางภณิตา บูรณ์เจริญ ผู้อำนวยการส่วนการประชาสัมพันธ์ โทร. 092 2468710&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; นางสาวสุณิสา สังข์วงค์ นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการพิเศษ โทร. 092 2468693<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://ratchaburi.prd.go.th/th/file/get/file/20260724c8d27980267bb4aedc180b767179c96a141810.jpg' type='image/jpg' length='1359232' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ท่องเที่ยว” แถลงจัดงาน “World Travel & Culture Expo 2026” ดันไทยสู่ศูนย์กลางท่องเที่ยว วัฒนธรรม ความบันเทิงอาเซียน 29 - 31 ต.ค. 69]]></title>
<link>https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/525132</link>
<guid isPermaLink="false">450ad20b94923e0827e60b0f22b93695</guid>
<pubDate>Thu, 23 Jul 2026 13:36:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&ldquo;ท่องเที่ยว&rdquo; แถลงจัดงาน &ldquo;World Travel &amp; Culture Expo 2026&rdquo; ดันไทยสู่ศูนย์กลางท่องเที่ยว วัฒนธรรม ความบันเทิงอาเซียน 29 - 31 ต.ค. 69<br />
บทสรุป<br />
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) และ Guangdong Grandeur International Exhibition Group ผู้จัดงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติจากสาธารณรัฐประชาชนจีน แถลงข่าวงาน World Travel &amp; Culture Expo 2026 (WTCE 2026) มหกรรมระดับนานาชาติที่รวบรวม 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่ อุตสาหกรรมสวนสนุกและแหล่งท่องเที่ยว (TAAPE) อุตสาหกรรมกีฬาและบิลเลียด (TBE) เทคโนโลยีแสง สี เสียง และการแสดง (ASE) อุตสาหกรรมภาพยนตร์ และธุรกิจ Global IP ซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์แก่ผู้บริโภค เพื่อยกระดับการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยสู่เวทีโลก สร้างโอกาสทางธุรกิจ ดึงดูดการลงทุน เชื่อมโยงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกับเครือข่ายนานาชาติ และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และความบันเทิงของอาเซียน ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในฐานะกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นเวทีสำคัญในการแสดงศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวของภูมิภาค ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและพันธมิตรจากทั่วโลก จึงขอเชิญชวนผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้สนใจ เข้าร่วมงาน World Travel &amp; Culture Expo 2026 ระหว่างวันที่ 29&ndash;31 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อร่วมกันสร้างเครือข่าย เปิดโอกาสทางธุรกิจ นำเสนอศักยภาพของไทยสู่สายตานานาชาติ และพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งอนาคตไปด้วยกัน อีกทั้งในปี 2569 ยังเป็นวาระสำคัญที่ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและจีนก้าวสู่ปีที่ 51 งาน WTCE 2026&nbsp;<br />
จะเป็นกลไกสำคัญในการต่อยอดมิตรภาพ ขยายความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวระหว่างไทย&ndash;จีนผ่านเวทีระดับนานาชาติ ซึ่งตลาดจีนเป็นตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติอันดับ 1 ของประเทศไทย คาดการณ์ว่า ตลอดปี 2569 จะมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าประเทศไทยกว่า 5 ล้านคน&nbsp;</p>

<p>รายละเอียด<br />
(22 ก.ค. 69) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) และ Guangdong Grandeur International Exhibition Group ผู้จัดงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติจากสาธารณรัฐประชาชนจีน แถลงข่าวงาน World Travel &amp; Culture Expo 2026 (WTCE 2026) มหกรรมระดับนานาชาติที่รวบรวม 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคตเพื่อยกระดับการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยสู่เวทีโลก ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 29&ndash;31 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายใต้แนวทางการบูรณาการ &ldquo;วัฒนธรรม&ndash;การท่องเที่ยว&ndash;กีฬา&rdquo; เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ ดึงดูดการลงทุน และเชื่อมโยงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกับเครือข่ายนานาชาติมุ่งผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และความบันเทิงของอาเซียน (Tourism &amp; Entertainment Hub of ASEAN)&nbsp;<br />
นายพัสกร รังสิวัฒนศักดิ์เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า งาน World Travel &amp; Culture Expo 2026 จัดขึ้นตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่มุ่งใช้การท่องเที่ยวเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างรายได้ กระจายโอกาสสู่ผู้ประกอบการและชุมชน พร้อมเชื่อมโยงมิติด้านวัฒนธรรม กีฬา เทคโนโลยี อุตสาหกรรมบันเทิง และการลงทุน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถ<br />
ในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน โดยการจัดงานครั้งนี้เป็นการผสานพลังของ 5 นิทรรศการระดับนานาชาติ ได้แก่ อุตสาหกรรมสวนสนุกและแหล่งท่องเที่ยว (TAAPE) อุตสาหกรรมกีฬาและบิลเลียด (TBE) เทคโนโลยีแสง สี เสียง และการแสดง (ASE) อุตสาหกรรมภาพยนตร์ และธุรกิจ Global IP ซึ่งล้วนเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อน Experience Economy หรือเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์แก่ผู้บริโภค โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในฐานะกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ มุ่งยกระดับศักยภาพของประเทศไทยผ่านการบูรณาการการท่องเที่ยว วัฒนธรรม กีฬา และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ควบคู่กับการส่งเสริมความร่วมมือกับพันธมิตรทุกภาคส่วน การจัดงาน World Travel &amp; Culture Expo 2026 (WTCE 2026) จึงเป็นเวทีสำคัญในการแสดงศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวของภูมิภาค ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและพันธมิตรจากทั่วโลก พร้อมต่อยอดความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว การค้า และการลงทุน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว นอกจากนี้ยังเป็นเวทีที่จะเปิดประตูสู่อนาคตของการท่องเที่ยวไทย ผ่านการส่งมอบคุณภาพประสบการณ์ นวัตกรรม ความปลอดภัย และความยั่งยืน โดยงานนี้จะทำหน้าที่เป็นสะพานแห่งโอกาส เชื่อมโยงผู้ประกอบการ นักลงทุน หน่วยงานภาครัฐ และพันธมิตรจากทั่วโลกให้ได้มาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ จับคู่ธุรกิจ และร่วมพัฒนาระบบนิเวศใหม่ของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งอนาคต<br />
นอกจากนี้ ในปี 2569 ยังเป็นวาระสำคัญที่ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและจีนก้าวสู่ปีที่ 51&nbsp;<br />
ซึ่ง WTCE 2026 จะเป็นกลไกสำคัญในการต่อยอดมิตรภาพ ขยายเครือข่ายความร่วมมือ และเปิดประตูสู่ตลาดโลก ขณะเดียวกันการที่ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดงานระดับนานาชาติในครั้งนี้ สะท้อนถึงความพร้อมและศักยภาพของประเทศ ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้า ระบบคมนาคมขนส่ง บุคลากรคุณภาพ มาตรฐานการบริการ ตลอดจนการรักษาความปลอดภัย มีระบบดิจิทัลและนวัตกรรมที่พร้อมรองรับ &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นักเดินทางและนักลงทุนจากทั่วโลก<br />
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้ความสำคัญกับการยกระดับการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและยั่งยืน&nbsp;<br />
โดยเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มจากอัตลักษณ์และทุนทางวัฒนธรรมไทย หรือ &ldquo;เสน่ห์ไทย&rdquo; เพื่อกระจายรายได้ไปสู่ผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนในท้องถิ่นอย่างทั่วถึง เชื่อมั่นว่ามหกรรม WTCE 2026 จะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยว การประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ รวมถึงอุตสาหกรรมบันเทิงและประตูการค้าการลงทุนของภูมิภาคอาเซียนได้อย่างสมบูรณ์แบบ จึงขอเชิญชวนผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้สนใจ เข้าร่วมงาน World Travel &amp; Culture Expo 2026 เพื่อร่วมกันสร้างเครือข่าย เปิดโอกาสทางธุรกิจ และนำเสนอศักยภาพของไทยสู่สายตานานาชาติ เพราะความสำเร็จของการท่องเที่ยวไทยเกิดจากทุกคนเดินไปด้วยกัน<br />
นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท. ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวที่เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ (Value over Volume) มุ่งเสริมสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลก ภายใต้แนวคิด &ldquo;Healing is the New Luxury&rdquo; เพื่อมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณค่าแก่นักท่องเที่ยว พร้อมส่งเสริมการบูรณาการมิติด้านวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และกีฬา เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยว ขยายโอกาสทางธุรกิจและการลงทุน เชื่อมโยงความร่วมมือกับพันธมิตรระดับนานาชาติ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน<br />
สำหรับงาน World Travel &amp; Culture Expo 2026 (WTCE 2026) กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29&ndash;31 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายใต้แนวคิด &ldquo;Smartly Link The World&rdquo; การเชื่อมโยงโลกด้วยนวัตกรรมและวัฒนธรรม ต่อยอดความสำเร็จจากการจัดงานในปี 2025 ซึ่งมีอัตราความสำเร็จของการเจรจาธุรกิจสูงถึงร้อยละ 98 โดยรวบรวมผู้ประกอบการ นักธุรกิจ นักลงทุน และพันธมิตรกว่า 23 ประเทศทั่วโลก เพื่อสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ และต่อยอดโอกาสด้านการลงทุนในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว วัฒนธรรม ภาพยนตร์ สื่อบันเทิง และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์&nbsp;<br />
ภายในงานประกอบด้วย 5 นิทรรศการหลัก ได้แก่ 1) TAAPE (Thailand Amusement &amp; Attraction Parks Expo) นำเสนอนวัตกรรมสวนสนุก เครื่องเล่น และแหล่งท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ 2) TBE (Thailand Billiards &amp; Expo)&nbsp;<br />
แสดงศักยภาพอุตสาหกรรมบิลเลียด สนุกเกอร์ และกีฬานันทนาการ 3) ASE (ASEAN LED Display, Prolight, Sound &amp; Entertainment Technology Expo) นำเสนอเทคโนโลยีด้านแสง สี เสียง LED และอุตสาหกรรมความบันเทิง 4) AFE (Asia Film, Television &amp; Equipment Expo) จัดแสดงเทคโนโลยีและอุปกรณ์ด้านภาพยนตร์และโทรทัศน์แห่งเอเชีย และ 5) ASEAN Global IP Expo เวทีต่อยอดโอกาสทางธุรกิจด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IP) และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์&nbsp;<br />
นอกจากนี้ยังมีเวทีเสวนา &ldquo;Future Trends of Tourism&rdquo; เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งอนาคต ผ่าน 3 เมกะเทรนด์สำคัญ ได้แก่ ความปลอดภัย (Safety) การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและการบริหารจัดการความเสี่ยง ความยั่งยืน (Sustainability) การพัฒนาแนวทางธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และประสบการณ์ (Experience) การประยุกต์ใช้นวัตกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยี Immersive เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่แก่นักท่องเที่ยว พร้อมจัดแสดงเทคโนโลยีท่องเที่ยวแห่งอนาคต อาทิ Immersive Technology, Virtual Reality (VR) และ Augmented Reality (AR)&nbsp;<br />
สำหรับตลาดจีนยังคงเป็นตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติอันดับ 1 ของประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 20 กรกฎาคม 2569 มีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าประเทศไทยแล้วจำนวน 2,877,039 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.76 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา และ ททท. คาดการณ์ว่า ตลอดปี 2569 จะมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าประเทศไทยกว่า 5 ล้านคน สะท้อนความสำคัญของตลาดจีนในฐานะตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติหลักของประเทศไทย และโอกาสในการต่อยอดความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวระหว่างไทย&ndash;จีนผ่านเวทีระดับนานาชาติ<br />
ททท. เชื่อมั่นว่า WTCE 2026 จะเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงการท่องเที่ยว วัฒนธรรม กีฬา และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ ขยายโอกาสทางธุรกิจและการลงทุน และสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างมีคุณภาพ ยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และความบันเทิงของอาเซียน</p>

<p>แนวทางการสื่อสาร<br />
1. ประชาสัมพันธ์รายละเอียดงาน World Travel &amp; Culture Expo 2026 (WTCE 2026) มหกรรมระดับนานาชาติ<br />
ที่รวบรวม 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ ดึงดูดการลงทุน และเชื่อมโยงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกับเครือข่ายนานาชาติ ผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และความบันเทิงของอาเซียน<br />
2. ประชาสัมพันธ์เชิญชวนผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้สนใจ เข้าร่วมงาน World Travel &amp; Culture Expo 2026 วันที่ 29&ndash;31 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและโอกาสทางธุรกิจให้กับนักลงทุนและพันธมิตรจากทั่วโลก&nbsp;</p>

<p>แฮชแท็กเพื่อการสื่อสาร<br />
#ท่องเที่ยวแถลงจัดงานWorldTravel&amp;CultureExpo2026 # WorldTravel&amp;CultureExpo2026 &nbsp;# ดันไทยสู่ศูนย์กลางท่องเที่ยว #กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง&nbsp;<br />
------------------------------------------<br />
รวบรวมโดย: กองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ กรมประชาสัมพันธ์<br />
จัดทำโดย: นางจริยา ประสพทรัพย์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ โทร. 092 2468306<br />
&nbsp; &nbsp;นางภณิตา บูรณ์เจริญ ผู้อำนวยการส่วนการประชาสัมพันธ์ โทร. 092 2468710&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; นางสาวสุณิสา สังข์วงค์ นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการพิเศษ โทร. 092 2468693<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://ratchaburi.prd.go.th/th/file/get/file/20260723c4ff11631cf9fca83322378d7b89f458133644.jpg' type='image/jpg' length='1578111' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ เปิด Thailand–China Cooperation Expo 2026 เชื่อมโยงการค้า การลงทุน นวัตกรรม เทคโนโลยี ไทย - จีน สู่ความมั่งคั่งร่วมกัน ]]></title>
<link>https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/525130</link>
<guid isPermaLink="false">aefd96f83f36c6aee238cad18303e4e6</guid>
<pubDate>Thu, 23 Jul 2026 13:34:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายกฯ เปิด Thailand&ndash;China Cooperation Expo 2026 เชื่อมโยงการค้า การลงทุน นวัตกรรม เทคโนโลยี ไทย - จีน สู่ความมั่งคั่งร่วมกัน&nbsp;<br />
บทสรุป<br />
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงาน Thailand&ndash;China Cooperation Expo 2026 ภายใต้แนวคิด &ldquo;Investing for the Future, Growing Together&rdquo; โดยย้ำว่าไทยและจีนมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยาวนาน พร้อมต่อยอดสู่ความร่วมมือในมิติใหม่ด้านการค้า การลงทุน เทคโนโลยี และนวัตกรรม ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก โดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุนการลงทุนจากจีนเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สร้างงาน พัฒนาทักษะแรงงาน ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพในการรองรับการลงทุน โดยเฉพาะในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และสามารถดึงดูดการลงทุนเข้าประเทศได้เป็นจำนวนมาก ก่อให้เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ และการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว มีโครงการ Thailand FastPass ช่วยลดระยะเวลาการอนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่ มีความมั่นคง ปลอดภัย ขอให้นักลงทุนเชื่อมั่นและเดินหน้าลงทุนในประเทศไทยได้อย่างมั่นใจ นายอู๋ จื้ออู่ อุปทูตรักษาการ สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ยืนยันว่าจีนให้ความสำคัญกับการพัฒนาความสัมพันธ์กับไทยเป็นลำดับต้นในนโยบายการทูตรอบบ้าน พร้อมยึดถือไทยเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์<br />
ที่เชื่อถือได้และพึ่งพาได้เสมอมา ทั้งนี้ งาน Thailand&ndash;China Cooperation Expo 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่&nbsp;<br />
22-25 กรกฎาคม 2569 โดยมีผู้ประกอบการไทยและจีนเข้าร่วมกว่า 270 บริษัท จัดแสดงสินค้ากว่า 670 บูธ สะท้อนความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจทั้งสองประเทศ อีกทั้งยังมี Job Fair รวมตำแหน่งงานจาก 47 บริษัทชั้นนำ<br />
ไทย-จีน เปิดรับสมัครกว่า 3,000 อัตรา และ Education Fair ทุนการศึกษากว่า 2,000 ทุน จากมหาวิทยาลัยชั้นนำจีนกว่า 20 แห่ง เพื่อเตรียมความพร้อมบุคลากรไทยรุ่นใหม่สู่เศรษฐกิจยุค AI และเทคโนโลยี และยกระดับจากงานแสดงสินค้าไปสู่แพลตฟอร์มความร่วมมือไทย&ndash;จีนอย่างครบวงจร&nbsp;</p>

<p>รายละเอียด<br />
(22 ก.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดและกล่าวปาฐกถาพิเศษในงานแสดงสินค้า Thailand&ndash;China Cooperation Expo 2026 โดยมีคณะกลไกประสานงานและส่งเสริมธุรกิจไทย&ndash;จีนอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย 3 องค์กรหลัก ได้แก่ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานกรรมการหอการค้าไทย-จีน และ นายหลิว เฉวียนเหลย นายกสมาคมการค้าวิสาหกิจจีนในไทย เข้าร่วม ซึ่งงานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 &ndash; 25 กรกฎาคม 2569 ภายใต้แนวคิด &ldquo;Investing for the Future, Growing Together&rdquo;&nbsp;<br />
ณ อาคารชาเลนเจอร์ 2 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อเป็นเวทีเชิงกลยุทธ์ในการส่งเสริมการค้า การลงทุน และนวัตกรรมการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืนระหว่างไทย-จีน และภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุน<br />
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้ ได้จัดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญที่โลกกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทำให้ทุกประเทศต้องทบทวนยุทธศาสตร์และกำหนดทิศทางความร่วมมือกับมิตรประเทศเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชน สำหรับประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน ทั้งสองประเทศมีรากฐานความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและยาวนานจากความผูกพันระหว่างประชาชนสู่ประชาชน จึงสามารถต่อยอดความร่วมมือเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันได้อย่างมั่นคง ความสัมพันธ์ไทย-จีน ซึ่งครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อปี 2568 แต่สายสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศมีรากฐานมายาวนานนับพันปี บนพื้นฐานของความเข้าใจ ความไว้วางใจ และการเกื้อกูลกัน จนกลายเป็นมิตรภาพที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น และพร้อมก้าวสู่ความร่วมมือในมิติใหม่ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น<br />
ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก ประเทศไทยจำเป็นต้องกระชับความร่วมมือกับจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงด้านการวิจัย พัฒนา และเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ และเพิ่มศักยภาพของภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว ทั้งนี้จากการเยือนจีนอย่างเป็นทางการครั้งแรกในฐานะนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้พบหารือกับผู้นำจีนและผู้บริหารภาคธุรกิจชั้นนำ ต่างเชื่อมั่นในศักยภาพทางเศรษฐกิจของไทย และพร้อมขยายการลงทุนในไทยมากขึ้น รัฐบาลเชื่อมั่นต่อการลงทุนจากภาคเอกชนจีน เพราะไม่เพียงช่วยสร้างเม็ดเงินลงทุนและการจ้างงาน แต่ยังนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้าสู่ประเทศไทย ส่งเสริมการพัฒนาทักษะแรงงานไทย และยกระดับห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ยืนยันว่าประเทศไทยเปิดกว้างต่อการลงทุนจากต่างประเทศ โดยมุ่งให้เกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งต่อนักลงทุนและประชาชนไทย ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยได้ขยายการลงทุนและสร้างเครือข่ายธุรกิจในประเทศจีนอย่างต่อเนื่องเช่นกัน<br />
ด้วยศักยภาพของประเทศไทยในการรองรับการลงทุน โดยเฉพาะในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และสามารถดึงดูดการลงทุนเข้าประเทศได้เป็นจำนวนมาก ก่อให้เกิดการจ้างงาน การสร้างรายได้ และการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว รัฐบาลจะเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับนักลงทุนจากทั่วโลก และพร้อมสนับสนุนการสร้างพันธมิตรทางการค้าและการลงทุนอย่างเต็มที่ ผ่านการอำนวยความสะดวกของหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และผ่านโครงการ Thailand FastPass ที่ช่วยลดระยะเวลาการอนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่ เพื่อให้การลงทุนดำเนินไปอย่างรวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งขจัดอุปสรรคจากขั้นตอนราชการและการทุจริต ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยย้ำว่าข้าราชการทุกคนต้องทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการและประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนอย่างเต็มกำลัง<br />
นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า ประเทศไทยมีเสถียรภาพและมีความพร้อมในการดูแลความมั่นคงของประเทศอย่างเต็มที่ ทั้งด้านความมั่นคงภายในและการคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนและนักลงทุน และรัฐบาลมีศักยภาพในการรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น จึงขอให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นและเดินหน้าลงทุนในประเทศไทยได้อย่างมั่นใจ โดยไม่จำเป็นต้องกังวลต่อสถานการณ์ด้านความมั่นคงหรือเสถียรภาพทางการเมือง&nbsp;<br />
ซึ่งประเทศไทยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน นักลงทุน และชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักหรือประกอบธุรกิจในประเทศ โดยหน่วยงานด้านความมั่นคง ฝ่ายปกครอง และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะบูรณาการการทำงานร่วมกันเพื่อบังคับใช้กฎหมาย ดูแลความสงบเรียบร้อย และอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการอย่างเต็มที่ จากประสบการณ์การทำงานในฝ่ายบริหารมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีความเข้าใจถึงความต้องการของภาคธุรกิจ และพร้อมกำกับดูแลให้ทุกหน่วยงานของรัฐร่วมกันอำนวยความสะดวกและแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว เพื่อให้การดำเนินธุรกิจและการลงทุนเป็นไปอย่างราบรื่น เชื่อมั่นว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะยังเผชิญความไม่แน่นอน แต่หากประเทศไทยมีความเข้มแข็งจากภายใน และเดินหน้าความร่วมมือกับประเทศหุ้นส่วนสำคัญอย่างจีนอย่างต่อเนื่อง จะสามารถเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส สร้างการเติบโตที่ยั่งยืน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้ ซึ่งงาน Thailand &ndash; China Cooperation Expo 2026 จะเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการ สร้างเครือข่ายธุรกิจ ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี และต่อยอดความร่วมมือจากระดับประเทศสู่ระดับท้องถิ่น ซึ่งจะนำไปสู่ความมั่งคั่งร่วมกันของทั้งไทยและจีนในอนาคต<br />
นายอู๋ จื้ออู่ อุปทูตรักษาการ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย กล่าวว่า&nbsp;<br />
ปีนี้ถือเป็นปีเริ่มต้นของ &ldquo;ห้าสิบปีทอง บทใหม่&rdquo; แห่งความสัมพันธ์จีน&ndash;ไทย ยืนยันว่าจีนให้ความสำคัญกับการพัฒนาความสัมพันธ์กับไทยเป็นลำดับต้นในนโยบายการทูตรอบบ้าน พร้อมยึดถือไทยเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์<br />
ที่เชื่อถือได้และพึ่งพาได้เสมอมา ทั้งนี้ ได้ฝากความคาดหวัง 3 ประการต่องาน Expo ครั้งนี้ ได้แก่ การเป็นเวทีสื่อสารระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนอย่างมีประสิทธิภาพ การเป็นเวทีกระชับความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมผ่านการจัดซื้อในประเทศ การวิจัยพัฒนา และการพัฒนาบุคลากรร่วมกัน โดยเฉพาะกับผู้ประกอบการ SMEs ไทย และการเป็นเวทีเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น &nbsp;<br />
&nbsp;ด้าน ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในนามคณะกลไกประสานงานและส่งเสริมธุรกิจไทย&ndash;จีนอย่างยั่งยืน กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 โดยครั้งแรกจัดขึ้นเมื่อ<br />
ปี 2568 ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และประสบความสำเร็จในการสร้างโอกาสทางการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจระหว่างไทยและจีน จึงเป็นที่มาของการสานต่อความสำเร็จ เพื่อยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น โดยปีนี้มีผู้ประกอบการไทยและจีนเข้าร่วมกว่า 270 บริษัท&nbsp;<br />
จัดแสดงสินค้ากว่า 670 บูธ สะท้อนความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจทั้งสองประเทศ และศักยภาพของเวทีนี้ในการเชื่อมโยงโอกาสทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและจีน พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นเดินหน้าส่งเสริมการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย&ndash;จีนอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน&nbsp;<br />
สำหรับไฮไลต์สำคัญอีกส่วนของงาน Thailand&ndash;China Cooperation Expo 2026 คือการยกระดับพื้นที่ให้บริการผู้ประกอบการแบบครบวงจร ผ่าน Consultation Zone ศูนย์ให้คำปรึกษาด้านการลงทุนที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรก โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐกว่า 9 หน่วยงาน อาทิ BOI, EEC, กรมการค้าต่างประเทศ และกรมศุลกากร ให้คำปรึกษาครบทุกมิติ ตั้งแต่สิทธิประโยชน์การลงทุน กฎระเบียบการค้า การจ้างแรงงานต่างชาติ นอกจากนี้ยังมี Job Fair รวมตำแหน่งงานจาก 47 บริษัทชั้นนำไทย-จีน เปิดรับสมัครกว่า 3,000 อัตรา และ Education Fair ทุนการศึกษากว่า 2,000 ทุน จากมหาวิทยาลัยชั้นนำจีนกว่า 20 แห่ง เพื่อเตรียมความพร้อมบุคลากรไทยรุ่นใหม่สู่เศรษฐกิจยุค AI และเทคโนโลยี อีกทั้งได้ยกระดับจากงานแสดงสินค้าไปสู่แพลตฟอร์มความร่วมมือไทย&ndash;จีนอย่างครบวงจร เชื่อมโยงเงินลงทุน เทคโนโลยี นวัตกรรม บุคลากร และเครือข่ายธุรกิจ มีโซนแสดงหุ่นยนต์จาก 3 บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก ได้แก่ UBTECH, AGIBOT และ DOBOT ที่ยกทัพ &ldquo;หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์รุ่นล่าสุด&rdquo; หุ่นยนต์โลจิสติกส์ และหุ่นยนต์สุนัขอัจฉริยะที่ควบคุมด้วยระบบ AI มาโชว์ศักยภาพเดิน วิ่ง เต้นรำ และหยิบจับสิ่งของได้อย่างเป็นธรรมชาติ และกิจกรรมตลอดงาน ทั้ง Humanoid Show, Humanoid Parade, Dance Performance และ Running Competition ซึ่งสะท้อนภาพอนาคตของภาคการผลิตและอุตสาหกรรมที่กำลังก้าวสู่ยุคอัจฉริยะอย่างเต็มรูปแบบ</p>

<p>แนวทางการสื่อสาร<br />
1. นำเสนอ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย เปิดงาน Thailand&ndash;China Cooperation Expo 2026 เพื่อต่อยอดความสัมพันธ์ไทย-จีนที่แน่นแฟ้น ไปสู่ความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน นวัตกรรม และเทคโนโลยี ร่วมกัน เน้นย้ำประเทศไทยมีศักยภาพในการรองรับการลงทุน มีโครงการ Thailand FastPass ลดระยะเวลาการอนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่ และมีความมั่นคง ปลอดภัย&nbsp;<br />
2. ประชาสัมพันธ์งาน Thailand&ndash;China Cooperation Expo 2026 ซึ่งจัดถึงวันที่ 25 ก.ค. 69 โดยให้บริการผู้ประกอบการแบบครบวงจร ภายในงานมี Job Fair เปิดรับสมัครกว่า 3,000 อัตรา และทุนการศึกษากว่า 2,000 ทุน จากมหาวิทยาลัย<br />
ชั้นนำจีนกว่า 20 แห่ง เพื่อเตรียมความพร้อมบุคลากรไทยรุ่นใหม่สู่เศรษฐกิจยุค AI และเทคโนโลยี</p>

<p>แฮชแท็กเพื่อการสื่อสาร<br />
#นายกเปิดThailandChinaCooperationExpo2026 #เชื่อมโยงการค้าการลงทุน #นวัตกรรมเทคโนโลยี&nbsp;<br />
#ไทยจีนสู่ความมั่งคั่งร่วมกัน #นายกรัฐมนตรี #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง&nbsp;<br />
------------------------------------------<br />
รวบรวมโดย: กองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ กรมประชาสัมพันธ์<br />
จัดทำโดย: นางจริยา ประสพทรัพย์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ โทร. 092 2468306<br />
&nbsp; &nbsp;นางภณิตา บูรณ์เจริญ ผู้อำนวยการส่วนการประชาสัมพันธ์ โทร. 092 2468710&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; นางสาวสุณิสา สังข์วงค์ นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการพิเศษ โทร. 092 2468693<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://ratchaburi.prd.go.th/th/file/get/file/20260723e80bab1cb14c225a81821fefb7322f53133540.jpg' type='image/jpg' length='1522083' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[กพช. ปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้า ตัดค่าไฟสาธารณะออกจากบิลประชาชน 200 หน่วยแรก ลดเหลือ 3 บาท/หน่วย รอบบิล ส.ค. นี้]]></title>
<link>https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/522710</link>
<guid isPermaLink="false">8b228a00c8ed52d39caf44987d5a018b</guid>
<pubDate>Thu, 16 Jul 2026 14:55:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>กพช. ปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้า ตัดค่าไฟสาธารณะออกจากบิลประชาชน 200 หน่วยแรก ลดเหลือ 3 บาท/หน่วย รอบบิล ส.ค. นี้<br />
บทสรุป<br />
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ครั้งที่ 2/2569 มอบหมายให้กระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าให้มีความโปร่งใส เป็นธรรม และรองรับการลงทุนใหม่ โดยไม่กระทบต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าและภาระค่าครองชีพของประชาชน พร้อมเสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อพิจารณาจัดทำกฎหมายเฉพาะสำหรับกำกับดูแล Data Center ให้ครอบคลุมประเด็นการใช้ไฟฟ้าปริมาณมาก กฎหมาย สิ่งแวดล้อม และมลภาวะทางเสียง นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุว่า ที่ประชุมเห็นชอบมาตรการด้านไฟฟ้า 7 เรื่อง ได้แก่ 1. แยกต้นทุนค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากอัตราค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป 2. ปรับอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้าสำหรับบ้านอยู่อาศัย ลดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรกเหลือ 3 บาทต่อหน่วย ให้มีผลในรอบบิลเดือนสิงหาคม 2569 &nbsp;3. ขยายมาตรการ Direct PPA ให้ครอบคลุมทั้งกิจการ Data Center และภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาด 4. กำหนดอัตราค่าไฟฟ้าเฉพาะสำหรับ Data Center 5. กำหนดให้ผู้ประกอบการ Data Center รายใหญ่ต้องวางหลักประกันการใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าและจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำ 6. เห็นชอบแนวทางแก้ไขปัญหาสัญญารับซื้อไฟฟ้าที่มีต้นทุนสูง โดยกำหนดวันสิ้นสุดสัญญา SPP และ VSPP ประเภท Non-Firm ที่มีการต่ออายุอัตโนมัติ ปรับอัตรารับซื้อไฟฟ้าให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง 7. เดินหน้าโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน กำลังผลิตรวมไม่เกิน 1,500 เมกะวัตต์ กำหนดหลักการ 1 ตำบล 1 โครงการ ปรับวิธีคัดเลือกผู้พัฒนาโครงการจากระบบ &ldquo;ยื่นก่อนได้สิทธิก่อน&rdquo; เป็นการคัดเลือกด้วยเกณฑ์คะแนนคุณภาพ พร้อมกำหนดเพดานการได้รับคัดเลือกของผู้พัฒนาแต่ละรายไม่เกิน 30 เมกะวัตต์ เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม กระจายโอกาสสู่ทุกพื้นที่ และนำผลประโยชน์จากส่วนต่างราคามาช่วยลดค่าไฟฟ้าให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกรายอย่างเท่าเทียมกัน&nbsp;</p>

<p>รายละเอียด<br />
(15 ก.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ครั้งที่ 2/2569 (ครั้งที่ 176) โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าร่วม<br />
นายกรัฐมนตรีได้เสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการร่วมกันระหว่างหน่วยงานด้านพลังงาน และนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เพื่อหารือแนวทางการจัดทำกฎหมายเฉพาะสำหรับกำกับดูแล Data Center ในประเทศไทย เนื่องจากอุตสาหกรรมนี้กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว จึงต้องพิจารณาผลกระทบรอบด้าน ทั้งด้านการใช้ไฟฟ้าปริมาณมากต่อเนื่อง กฎหมาย ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงมลภาวะทางเสียงจากการดำเนินงาน โดยรัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทบทวนโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้า เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง มีความโปร่งใส และเกิดความเป็นธรรม ต่อผู้ใช้ไฟฟ้าทุกภาคส่วน ตลอดจนกำหนดแนวทางด้านอัตราค่าไฟฟ้าให้สามารถรองรับการลงทุนใหม่ โดยไม่กระทบต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า และภาระค่าครองชีพของประชาชน<br />
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุม กพช. ได้มีมติเห็นชอบมาตรการด้านไฟฟ้า 7 เรื่อง ซึ่งมีเป้าหมายหลักคือลดภาระค่าไฟฟ้าให้ประชาชนทั่วไป ควบคู่กับการดูแลให้ผู้ใช้ไฟฟ้าปริมาณมากอย่าง Data Center และภาคอุตสาหกรรมรับผิดชอบต้นทุนของตนเองอย่างเป็นธรรม โดยไม่ผลักภาระมาให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป ดังนี้<br />
1. แยกค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากบิลผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป<br />
เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชน ที่ประชุมเห็นชอบให้แยกต้นทุนค่าไฟฟ้าสาธารณะ เช่น ไฟถนน ออกจากอัตราที่เรียกเก็บจากผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป และกำหนดเป็นอัตราใหม่โดยเฉพาะ พร้อมมอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบกองทุนพัฒนาไฟฟ้า เพื่อให้จัดเก็บเงินเข้ากองทุนจากแหล่งใหม่เพิ่มเติม ได้แก่ ผู้ใช้ไฟฟ้า Data Center ผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct Power Purchase Agreement: DPPA) เงินจากการลดอัตรารับซื้อไฟฟ้าส่วนเพิ่ม (Adder) และโครงการโซลาร์ชุมชน โดยนำเงินดังกล่าวไปใช้ลดค่าไฟฟ้าสาธารณะและลดภาระค่าไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยต่อไป พร้อมย้ำว่า การดำเนินการดังกล่าว เป็นการเปลี่ยนผ่านพลังงาน มุ่งสู่พลังงานสะอาด อย่างมั่นคง ปรับโครงสร้างสู่การแข่งขันเสรี ให้ราคาเป็นธรรม<br />
2. ลดค่าไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัย พร้อมปรับปรุงนิยามค่าไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัย<br />
ที่ประชุมเห็นชอบนโยบายการกำหนดโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าของประเทศไทย (พ.ศ. 2569&ndash;2573) โดยให้ปรับอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย หน่วยที่ 1-200 หน่วยแรก ปรับลดเหลือ 3 บาทต่อหน่วย หน่วยที่ 201-400 และตั้งแต่หน่วยที่ 401 ขึ้นไป ยังคงอัตราเดิม มีผลในรอบบิลเดือนสิงหาคม 2569 ซึ่งการตัดต้นทุนค่าไฟฟ้าสาธารณะออก ทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกระดับการใช้ได้รับประโยชน์จากการปรับโครงสร้างครั้งนี้ นอกจากนี้ ยังขยายนิยามผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยให้ครอบคลุมกิจการให้เช่าที่พักอาศัย เช่น บ้านเช่า หอพัก อพาร์ตเมนต์ รวมถึงบ้านที่ไม่มีทะเบียนบ้าน ซึ่งปัจจุบันต้องใช้ไฟฟ้าประเภทชั่วคราวที่มีอัตราสูงกว่า ให้สามารถใช้อัตราเดียวกับบ้านอยู่อาศัยได้ ช่วยลดภาระให้กับกลุ่มผู้เช่าที่พักซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาและผู้ใช้แรงงาน<br />
3. ขยายมาตรการ Direct PPA สู่ภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ต้องการไฟฟ้าสะอาด<br />
ที่ประชุมเห็นชอบให้ปลดล็อกมาตรการซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) ผ่านการขอใช้บริการระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่สาม (Third Party Access: TPA) ให้ครอบคลุมทั้งกิจการ Data Center และภาคอุตสาหกรรมที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาด เปิดให้ผู้ประกอบการกลุ่มนี้จัดหาไฟฟ้าสะอาดได้ตรงจากผู้ผลิต ตอบโจทย์มาตรฐานการค้าระหว่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาดมากขึ้น เพื่อเป็นการเปิดตลาดไฟฟ้าสะอาด มุ่งไปสู่การแข่งขันเสรี<br />
4. กำหนดอัตราค่าไฟฟ้าเฉพาะสำหรับ Data Center<br />
ที่ประชุมเห็นชอบให้กำหนดอัตราค่าไฟฟ้าแยกต่างหากสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภท Data Center เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในการจัดหาไฟฟ้าและการลงทุนขยายโครงข่ายไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากการเข้ามาของกลุ่มนี้ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนจากก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) นำเข้า หรือต้นทุนจากการลงทุนปรับปรุงระบบโครงข่ายที่ต้องการความมั่นคงเป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้ต้นทุนดังกล่าวกลายเป็นภาระกับผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป<br />
5. ให้ Data Center รายใหญ่วางหลักประกันการใช้สายส่งไฟฟ้า<br />
สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่เฉพาะกิจการ Data Center ที่ประชุมเห็นชอบให้ต้องวางหลักประกัน (Bond) การใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้า เพื่อยืนยันความพร้อมและความตั้งใจลงทุนจริงก่อนที่ภาครัฐจะลงทุนขยายระบบไฟฟ้ารองรับ พร้อมกำหนดให้ต้องจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำประกอบด้วย เนื่องจากเป็นกิจการที่ใช้น้ำปริมาณมากในระบบหล่อเย็น ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้มีการลงทุนเกินความจำเป็น ซึ่งจะทำให้เกิดภาระกับผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไปและป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการแย่งชิงน้ำจากประชาชนและภาคการเกษตร<br />
6. Adder จัดการปัญหาสัญญาซื้อไฟฟ้าแพงชั่วนิรันดร์&nbsp;<br />
เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาสัญญาซื้อไฟฟ้าแพงชั่วนิรันดร์ ที่ประชุม กพช. จึงเห็นชอบการดำเนินการตามข้อเสนอของ คณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ที่มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยคณะกรรมการชุดดังกล่าวได้เสนอให้ 1. การกำหนดวันสิ้นสุดสัญญากับ SPP และ VSPP ประเภท Non-Firm ที่มีการต่ออายุสัญญาอัตโนมัติทุกรายให้ชัดเจน 2. ปรับอัตรารับซื้อไฟฟ้าให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ในอัตรา 2.1579 บาทต่อหน่วย&nbsp;<br />
3. มอบหมายให้ทั้ง 3 การไฟฟ้า (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค) ดำเนินการเจรจาแก้ไขสัญญาต่อไป<br />
7. เดินหน้าโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน 1,500 เมกะวัตต์ (Community -based Solar Farm Generation Project) ปรับเกณฑ์ใหม่ให้เป็นธรรมทุกฝ่าย&nbsp;<br />
ที่ประชุมเห็นชอบให้เดินหน้าโครงการในรูปแบบโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ติดตั้งบนพื้นดิน ขนาดไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ต่อโครงการ กำหนดเป้าหมายรับซื้อรวมไม่เกิน 1,500 เมกะวัตต์ โดยการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เป็นผู้รับซื้อไฟฟ้าจากโครงการ ในอัตรารับซื้อแบบ Feed-in Tariff (FiT) 2.1679 บาทต่อหน่วย สัญญา Non-Firm ระยะเวลา 25 ปี โดยกำหนดหลักการ 1 ตำบล ต่อ 1 โครงการ เพื่อให้ประโยชน์กระจายไปในหลายพื้นที่ ไม่กระจุกตัวอยู่เพียงจุดใดจุดหนึ่ง<br />
นายเอกนัฏ ย้ำว่า เป็นการปรับให้นำผลประโยชน์จากส่วนต่างราคาไปลดค่าไฟฟ้าแก่ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกรายอย่างเท่าเทียมกัน นอกจากนี้ วิธีการคัดเลือกเอกชนผู้พัฒนาโครงการได้ปรับจากหลักการ &ldquo;ยื่นก่อนได้สิทธิก่อน&rdquo; มาเป็นการแข่งขันด้วยเกณฑ์คะแนนคุณภาพ (Competitive Scoring) ทั้งนี้ ผู้พัฒนาแต่ละรายมีสิทธิได้รับคัดเลือกสูงสุดไม่เกิน 30 เมกะวัตต์ เพื่อไม่ให้เกิดการกระจุกตัวอยู่กับรายใดรายหนึ่ง ทั้งนี้โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าปลายสาย จากการผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาด ทำให้ลดต้นทุนของการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย</p>

<p>แนวทางการสื่อสาร<br />
1. นำเสนอ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประชุม กพช. มีมติแยกต้นทุนค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากบิลค่าไฟ ลดค่าไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยสำหรับ 200 หน่วยแรกเหลือ 3 บาทต่อหน่วย มีผลรอบบิล สิงหาคม 69<br />
2. นำเสนอมาตรการรองรับ Data Center และพลังงานสะอาด ทั้งกฎหมายเฉพาะ ขยายการซื้อขายไฟสะอาด ทบทวนสัญญารับซื้อไฟต้นทุนสูง และโซลาร์ฟาร์มชุมชน 1,500 เมกะวัตต์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบไฟฟ้า สร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม และลดภาระค่าไฟระยะยาว</p>

<p>แฮชแท็กเพื่อการสื่อสาร<br />
#กพชปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้า #ตัดค่าไฟสาธารณะออกจากบิลประชาชน #200หน่วยแรกลดเหลือ3บาทต่อหน่วย #รอบบิลสคนี้ #กระทรวงพลังงาน #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง&nbsp;<br />
------------------------------------------<br />
รวบรวมโดย: กองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ กรมประชาสัมพันธ์<br />
จัดทำโดย: นางจริยา ประสพทรัพย์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ โทร. 092 2468306<br />
&nbsp; &nbsp;นางภณิตา บูรณ์เจริญ ผู้อำนวยการส่วนการประชาสัมพันธ์ โทร. 092 2468710&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; นางสาวสุณิสา สังข์วงค์ นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการพิเศษ โทร. 092 2468693<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://ratchaburi.prd.go.th/th/file/get/file/20260716a3676da0185f5b94f03e4f8d93a078c5145629.jpg' type='image/jpg' length='1329384' />
</item>
</channel>
</rss>
