<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวประกาศ]]></title>
<link>https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/index/id/57</link>
<atom:link href="https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/index/id/57" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[ประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจากการเป็นเจ้าภาพ การประชุม 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings]]></title>
<link>https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/544846</link>
<guid isPermaLink="false">db36d4dcab8e97f98df52239d07e99e7</guid>
<pubDate>Fri, 25 Sep 2026 13:38:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจากการเป็นเจ้าภาพ การประชุม 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;ประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับในการเป็นเจ้าภาพ การประชุม 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings ระหว่างวันที่ 12 - 18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร<br />
ประโยชน์ระยะสั้น<br />
ทำให้เกิดรายได้แก่โรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง และธุรกิจบริการจำนวนมากจากคณะผู้แทนที่เข้าร่วมการประชุมกว่า 15,000 คน<br />
ระยะกลาง<br />
ผู้กำหนดนโยบายและผู้บริหารจากทั่วโลกจะได้เห็นประเทศไทยอย่างแท้จริง เห็นระบบการจัดการ เห็นความพร้อม และเห็นมาตรฐานของเมืองหลวงระดับ Global City สิ่งนี้ส่งผลต่อการรับรู้ (perception) ของนักลงทุนโดยตรง<br />
ระยะยาว<br />
ยกระดับประเทศในหลายมิติ ทั้งมาตรฐานการบริการ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบหลังบ้านการสร้างภาพลักษณ์ของไทยในฐานะศูนย์กลางของธุรกิจการจัดประชุม และการพบปะหารือด้านเศรษฐกิจและการเงินของโลก<br />
โดยประเทศไทยจะเปลี่ยนโอกาสครั้งสำคัญนี้ให้กลายเป็นคุณค่าระยะยาวของประเทศ ในแต่ละประเด็น ดังนี้<br />
1. เวทีโลกที่เปิดโอกาสให้ประเทศไทยได้แสดงศักยภาพการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้คือโอกาสที่ประเทศไทยจะได้แสดงความพร้อมในหลายมิติ ตั้งแต่การจัดประชุมระดับนานาชาติ การบริหารจัดการ ไปจนถึงการต้อนรับผู้มาเยือนด้วยอัธยาศัยแบบไทยไม่ว่าจะเป็นสถานที่จัดงานที่สะท้อนเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม อาหารและเครื่องดื่มที่บอกเล่าเรื่องราวของท้องถิ่น หรือการบริการที่ได้มาตรฐาน ทุกองค์ประกอบล้วนเป็นส่วนหนึ่งของภาพจำที่ประเทศไทยกำลังสร้างให้กับผู้มาเยือนจากทั่วโลก<br />
2. จากเวทีโลก...สู่โอกาสของคนไทย เบื้องหลังการประชุมระดับโลกครั้งนี้ คือการทำงานของผู้ประกอบการไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะบริษัทผู้จัดงานของไทยที่มีประสบการณ์ในการบริหารงานขนาดใหญ่ สะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรม MICE (Meetings, Incentives, Conventions and Exhibitions) ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล แต่ผลประโยชน์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผู้จัดงานเท่านั้นการเป็นเจ้าภาพยังหมายถึงโอกาสทางเศรษฐกิจที่จะกระจายไปยังผู้ประกอบการในหลายภาคส่วน ตั้งแต่โรงแรม สายการบิน ร้านอาหาร ระบบขนส่ง ผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยี ไปจนถึงธุรกิจท้องถิ่นและแรงงานจำนวนมากที่มีส่วนทำให้งานครั้งนี้เกิดขึ้นได้ ที่สำคัญความสำเร็จของการจัดงานครั้งนี้ยังอาจกลายเป็น &ldquo;ผลงานชิ้นสำคัญ&rdquo; ที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและเปิดประตูสู่โอกาสในการเป็นเจ้าภาพงานระดับโลกอื่น ๆ ในอนาคต<br />
3. เม็ดเงินหมุนเวียนที่มากกว่าหนึ่งสัปดาห์ของการประชุม เมื่อผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลกเดินทางมาประเทศไทย การใช้จ่ายย่อมเกิดขึ้นตลอดการเข้าพัก ไม่ว่าจะเป็นค่าที่พัก อาหาร การเดินทาง การสื่อสาร หรือการท่องเที่ยว รายได้เหล่านี้จะหมุนเวียนไปยังธุรกิจหลากหลายขนาดตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมบริการขณะเดียวกัน ยังมีการจัดกิจกรรมคู่ขนานอีกจำนวนมาก ทั้งการประชุมย่อย การสัมมนา งานพบปะนักลงทุน และกิจกรรมขององค์กรระหว่างประเทศ ซึ่งล้วนช่วยสร้างรายได้และการจ้างงานเพิ่มเติมให้กับประเทศ<br />
4. มากกว่าเศรษฐกิจ คือโอกาสสร้างความเชื่อมั่น คุณค่าของการเป็นเจ้าภาพไม่ได้วัดเพียงเม็ดเงินที่เกิดขึ้นระหว่างการประชุม ประเทศไทยยังจะได้ใช้เวทีนี้นำเสนอวิสัยทัศน์ &ldquo;Thailand&#39;s New Horizons: Empowering People, Building Resilience&rdquo; ซึ่งสะท้อนแนวทางการพัฒนาที่ให้ความสำคัญกับประชาชน ความยั่งยืน และการสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ อีกทั้งเวทีนี้ยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย ทั้งในด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน และศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการประชุมนานาชาติของภูมิภาค ยิ่งไปกว่านั้นการพบปะระหว่างรัฐบาล สถาบันการเงิน นักลงทุน และภาคธุรกิจจากทั่วโลก ยังอาจต่อยอดไปสู่ความร่วมมือ การลงทุน และโอกาสทางธุรกิจในระยะยาว<br />
5. เล่าเรื่องประเทศไทยผ่านความเป็นไทย (Thainess) อีกหนึ่งสิ่งที่ประเทศไทยจะได้จากการเป็นเจ้าภาพ คือการใช้ความเป็นไทย ถ่ายทอดเสน่ห์ของประเทศสู่ผู้มาเยือน ทั้งวัฒนธรรม การต้อนรับ วิถีชีวิต อาหารไทย และความสะดวกในการเดินทาง ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่ช่วยสร้างความประทับใจและภาพจำที่ดี ตัวอย่างที่น่าสนใจคือ การนำผ้าพื้นถิ่น 37 ลายอัตลักษณ์ จาก 21 จังหวัด 26 ชุมชน มาใช้ตกแต่งและบุผนังห้องประชุมเพื่อช่วยดูดซับเสียง แนวคิดนี้ไม่ได้มีเพียงความสวยงาม แต่ยังเปิดโอกาสให้วิสาหกิจเพื่อสังคม ชุมชน และผู้ผลิตท้องถิ่นจากทั่วประเทศได้มีส่วนร่วมบนเวทีระดับโลก พร้อมบอกเล่าเรื่องราวของแต่ละพื้นที่ผ่านงานหัตถศิลป์ไทย</p>

<p>&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;..<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://ratchaburi.prd.go.th/th/file/get/file/20260925a33d0068534a5dc2b47151b82f7b6f2f133904.jpg' type='image/jpg' length='1991169' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ กำชับภาคกลาง กทม. รับมือระดับน้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น วางแผนระบายน้ำล่วงหน้า ยกระดับการช่วยเหลือประชาชนที่รวดเร็ว]]></title>
<link>https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/544845</link>
<guid isPermaLink="false">c53c4f428a876cec618b7199efb3a181</guid>
<pubDate>Fri, 25 Sep 2026 13:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายกฯ กำชับภาคกลาง กทม. รับมือระดับน้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น วางแผนระบายน้ำล่วงหน้า ยกระดับการช่วยเหลือประชาชนที่รวดเร็ว<br />
บทสรุป<br />
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ห่วงใยและเน้นย้ำถึงความปลอดภัยของประชาชน โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งภาคกลาง ได้กำชับจังหวัด ทั้ง 4 จังหวัด<br />
ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี และชัยนาท รวมถึงกรุงเทพมหานคร เตรียมพร้อม<br />
รับมือสถานการณ์น้ำเจ้าพระยาที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ทั้งเครื่องจักรกล สิ่งของช่วยเหลือ ศูนย์พักพิงชั่วคราว&nbsp;<br />
แจ้งเตือนประชาชนขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง และช่วยเหลือประชาชนได้ทันสถานการณ์ สำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้เร่งพร่องน้ำในคลองสายหลัก เพื่อเพิ่มพื้นที่รองรับฝนตกต่อเนื่องและฝนหนัก โดยเฉพาะในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ เตรียมเครื่องสูบน้ำและเจ้าหน้าที่พร้อมปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง ประชาชนสามารถแจ้งเหตุน้ำท่วม/ปัญหา<br />
ในพื้นที่ โทร. 1555 หรือ 02-248-5115 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือแจ้งผ่าน Traffy Fondue ด้านนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งการให้กรมชลประทาน ติดตามและประเมินสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด ปรับการระบายน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำจากทางตอนบนและฝนที่ตกเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับปริมาณน้ำหลาก ลดผลกระทบต่อประชาชนและพื้นที่การเกษตร ด้านนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย&nbsp;<br />
เน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ สร้างความเข้าใจประชาชนเกี่ยวกับประกันภัยพิบัติแห่งชาติ หลังจากวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติต่าง ๆ จะได้รับการชดเชยเยียวยาผ่านประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ซึ่งไม่ต้องผ่านกระบวนการสำรวจความเสียหาย โดยจะได้รับเงินทันที 10,000 บาทแรก และรับเงินค่าซ่อมแซมบ้านเรือนสูงสุด 90,000 บาท เพื่อช่วยประหยัดงบประมาณในการเยียวยาผู้ประสบสาธารณภัยปีละกว่า 20,000 ล้านบาท เพื่อนำเงินส่วนดังกล่าวไปใช้ในการพัฒนาประเทศในด้านอื่น ๆ&nbsp;</p>

<p>รายละเอียด<br />
(24 ก.ย. 69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง&nbsp;<br />
ในฐานะประธานกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งภาคกลาง กำชับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการเตรียมรับสถานการณ์น้ำเจ้าพระยาที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ตามข้อห่วงใยของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เน้นที่ความปลอดภัยของประชาชน โดยเชื่อมโยงการบริหารจัดการน้ำทั้ง 4 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี และชัยนาท กับการเตรียมพร้อมของพื้นที่ เฝ้าระวังชุมชนลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ พร้อมประสานกรุงเทพมหานครตรวจสอบความพร้อมของเครื่องจักรกล สิ่งของช่วยเหลือ และศูนย์พักพิงชั่วคราว เพื่อให้สามารถดูแลประชาชนได้ทันสถานการณ์ โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบริหารจัดการสาธารณภัยในพื้นที่ พร้อมกำชับอำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแจ้งเตือนให้ประชาชนขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง และเตรียมการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง รวมทั้งเตรียมจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว โดยประสาน<br />
ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต เสริมกำลังทรัพยากรให้ช่วยเหลือได้อย่างทั่วถึง รวมทั้งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลพื้นที่เกษตร เพื่อลดผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร ส่วนกรุงเทพมหานคร ขอให้แจ้งเตือนชุมชนริมแม่น้ำ แพร้านอาหาร และผู้ดำเนินงานก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง ให้เตรียมมาตรการความปลอดภัยและเฝ้าระวังจุดเสี่ยง นอกจากนี้ ให้พื้นที่สื่อสารกับประชาชนอย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนรับทราบข้อมูลข่าวสารจากทางราชการ และสามารถเตรียมความพร้อมรับมือได้อย่างทันท่วงที<br />
นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และนางสาวทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ร่วมจัดทำแนวทางการปฏิบัติงานการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน<br />
ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อจัดทำ &ldquo;แนวทางการปฏิบัติงานมาตรฐาน&rdquo; (Standard Operating Procedure: SOP) ที่สามารถใช้ร่วมกันได้กับภัยทุกประเภท ทั้งอุทกภัย อัคคีภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว โดยกำหนดบทบาทของหน่วยงานตั้งแต่การสำรวจความเสียหายในพื้นที่ การประสานงาน การประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย การประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน การขอรับและเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือ เป็นไปในทิศทางเดียวกัน สำหรับการรับมือฝนหนัก ถึงวันที่ 27 กันยายน 2569 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ติดตามสถานการณ์น้ำ พร้อมกำชับทุกหน่วยงานเตรียมรับมือฝนอย่างใกล้ชิด เร่งพร่องน้ำ<br />
ในคลองสายหลัก เพื่อเพิ่มพื้นที่รองรับฝนตกต่อเนื่องและฝนหนัก โดยเฉพาะช่วงเสาร์&ndash;อาทิตย์ กทม. ได้เตรียมเครื่องสูบน้ำและเจ้าหน้าที่พร้อมปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง โดยขอให้ประชาชนงดทิ้งขยะลงคลอง และเก็บขยะหน้าบ้านไว้ก่อนฝนตก วางแผนการเดินทาง เผื่อเวลาและติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด และสามารถแจ้งเหตุ<br />
น้ำท่วม/ปัญหาในพื้นที่ โทร. 1555 หรือ 02-248-5115 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือแจ้งผ่าน Traffy Fondue<br />
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้กรมชลประทานติดตามและประเมินสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสถานการณ์ฝนที่เพิ่มขึ้นและปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบน พร้อมปรับแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อรองรับปริมาณน้ำหลากและลดผลกระทบต่อประชาชนและพื้นที่การเกษตร โดยนายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะ<br />
ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ประเมินแนวโน้มและเตรียมปรับแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง เพื่อรองรับปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบนและลดผลกระทบต่อประชาชนและพื้นที่การเกษตร รวมถึงติดตามอ่างเก็บน้ำ<br />
ที่มีระดับน้ำสูงและอยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวัง ได้แก่ เขื่อนกิ่วลม เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนขุนด่านปราการชล และเขื่อนแก่งกระจาน ได้ประสานกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เพื่อพิจารณาแนวทางบริหารจัดการน้ำร่วมกันอย่างใกล้ชิด ให้การระบายน้ำเป็นไปอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ แจ้งสถานการณ์น้ำและแนวโน้มการระบายน้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 11 จังหวัด ได้รับทราบ เพื่อให้จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเตรียมความพร้อมและแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยง<br />
ได้อย่างเหมาะสม สำหรับสถานการณ์น้ำ ณ เขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท หลังมีฝนตกต่อเนื่องในพื้นที่ตอนบนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลลงสู่ลุ่มเจ้าพระยาอย่างต่อเนื่อง จึงได้ทยอยยกระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อช่วยชะลอน้ำและลดผลกระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายเขื่อน ควบคู่ไปกับการรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้งสองฝั่งเต็มศักยภาพโดยไม่กระทบในพื้นที่ และปรับการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 1,750 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำจากทางตอนบนและฝนที่ตกเพิ่มขึ้นในพื้นที่&nbsp;<br />
นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ติดตามการแก้ไขปัญหาอุทกภัยที่จังหวัดกำแพงเพชร โดยประสานนายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อเร่งรัดซ่อมแซมสะพานข้ามแม่น้ำปิงระหว่าง ตำบลคณฑี-ตำบลธำมรงค์ อำเภอเมืองกำแพงเพชร ที่ขาด คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จในช่วงต้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 พร้อมย้ำว่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ติดตามสภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง หากมีการแจ้งเตือนผ่าน Cell Broadcast ขอให้เชื่อในการแจ้งเตือนดังกล่าว&nbsp;<br />
ส่วนการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ นายเจเศรษฐ์ ระบุว่า หลังจากวันที่ 1 ตุลาคม 2569 หากประชาชนได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติต่าง ๆ จะได้รับการชดเชยเยียวยาผ่านประกันภัยพิบัติแห่งชาติ โดยไม่ต้องทำกระบวนการสำรวจความเสียหาย ครอบคลุมบ้านทุกหลังคาเรือน ทั้งที่มีบ้านเลขที่และไม่มีบ้านเลขที่ เมื่อจังหวัดประกาศเขตพื้นที่ภัยพิบัติ เช่น อุทกภัย เร็วสุดภายใน 7 วัน ช้าสุด 15 วัน ประชาชนจะได้รับเงินทันที 10,000 บาทแรก และรับเงินค่าซ่อมแซมบ้านเรือนสูงสุด 90,000 บาท โดยทางประกันภัยฯ จะใช้วิธีวัดจากระดับความสูงของน้ำเปรียบเทียบเกณฑ์การจ่ายเยียวยาตามลำดับ ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ส่วนราชการต่าง ๆ สร้างการรับรู้ความเข้าใจให้กับประชาชน ซึ่งการซื้อประกันภัยพิบัติแห่งชาติให้กับประชาชนเป็นการทดแทนการจ่ายเงินเยียวยาซึ่งทุกปีรัฐจะต้องใช้งบประมาณกลางในการจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบสาธารณภัยปีละกว่า 20,000 ล้านบาท&nbsp;<br />
เมื่อรัฐบาลได้ซื้อประกันภัยพิบัติแห่งชาติแล้ว จะทำให้งบกลางสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศในด้านอื่น ๆ ต่อไป<br />
สำหรับการประกาศแจ้งเตือน กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ออกประกาศแจ้งเตือนฝนตกหนักถึงหนักมากถึงวันที่ 27 กันยายน 2569 บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ โดยพื้นที่เสี่ยงภัยฝนตกหนักถึงหนักมาก วันที่ 25 กันยายน 2569 ถึงวันที่ 26 กันยายน 2569 ประกอบด้วย<br />
ภาคเหนือ: จังหวัดเพชรบูรณ์ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง อุตรดิตถ์ สุโขทัย ตาก กำแพงเพชร พิษณุโลก และพิจิตร&nbsp;<br />
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดนครราชสีมา เลย หนองบัวลำภู ชัยภูมิ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด บุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษ<br />
ภาคกลาง: จังหวัดนครสวรรค์ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง ลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี กาญจนบุรี กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อุทัยธานี ราชบุรี นครปฐม สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม<br />
ภาคตะวันออก: จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด<br />
ภาคใต้: จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง และพังงา<br />
ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนตกสะสมที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านเส้นทางที่มีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำซึ่งอาจเกิดน้ำท่วมขังในระยะสั้นได้&nbsp;</p>

<p>แนวทางการสื่อสาร<br />
1. ประชาสัมพันธ์ให้จังหวัด ทั้ง 4 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี และชัยนาท รวมทั้งกรุงเทพมหานคร เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ทั้งเครื่องจักรกล สิ่งของช่วยเหลือ ศูนย์พักพิงชั่วคราว แจ้งเตือนประชาชนขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง และช่วยเหลือประชาชนได้ทันสถานการณ์&nbsp;<br />
2. นำเสนอนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรฯ สั่งการกรมชลประทาน ติดตามและประเมินสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด ปรับการระบายน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำจากทางตอนบนและฝนที่ตกเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับปริมาณน้ำหลาก ลดผลกระทบต่อประชาชนและพื้นที่การเกษตร&nbsp;<br />
3. นำเสนอนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย ย้ำผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ สร้างความเข้าใจเรื่องการชดเชยเยียวยาผ่านประกันภัยพิบัติแห่งชาติ หลังวันที่ 1 ต.ค. 69 หากประชาชนได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ จะได้รับเงินทันที 10,000 บาทแรก และรับเงินค่าซ่อมแซมบ้านเรือนสูงสุด 90,000 บาท&nbsp;</p>

<p>แฮชแท็กเพื่อการสื่อสาร<br />
#นายกกำชับภาคกลาง #กทม #รับมือระดับน้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น #วางแผนระบายน้ำล่วงหน้า #ยกระดับการช่วยเหลือประชาชนที่รวดเร็ว #กระทรวงการคลัง #กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ #กระทรวงมหาดไทย #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง&nbsp;<br />
------------------------------------------<br />
รวบรวมโดย: กองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ กรมประชาสัมพันธ์<br />
จัดทำโดย: นางจริยา ประสพทรัพย์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ โทร. 092 2468306<br />
&nbsp; &nbsp;นางภณิตา บูรณ์เจริญ ผู้อำนวยการส่วนการประชาสัมพันธ์ โทร. 092 2468710&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; นางสาวสุณิสา สังข์วงค์ นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการพิเศษ โทร. 092 2468693<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://ratchaburi.prd.go.th/th/file/get/file/20260925a21c5c79c4d83daa2a308ac152104710133800.jpg' type='image/jpg' length='1486500' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ แลนด์มาร์คสำคัญในการจัดประชุม จัดนิทรรศการระดับโลก]]></title>
<link>https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/544538</link>
<guid isPermaLink="false">9deaeacb03a6559d96b528d967a58ab5</guid>
<pubDate>Thu, 24 Sep 2026 14:08:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ แลนด์มาร์คสำคัญในการจัดประชุม จัดนิทรรศการระดับโลก<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;กว่า 30 ปี ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เป็นแลนด์มาร์คสำคัญของไทยและเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านอุตสาหกรรม MICE (Meetings, Incentives, Conventions and Exhibitions) หรือธุรกิจการประชุมและการจัดนิทรรศการระดับโลก ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เริ่มก่อตั้งในปี พ.ศ. 2532 จากวิสัยทัศน์ของประเทศ ที่มีจุดเริ่มต้นสำคัญจากการที่ไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก หรือ International Monetary Fund and World Bank Group Annual Meetings ครั้งที่ 46 ในปี 2534 โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชทานพระนามให้ใช้เป็นชื่อศูนย์การประชุม &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
การประชุมครั้งนั้น มีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 10,000 คน จากทั่วโลก ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ของประเทศไทย นับเป็นบทพิสูจน์ศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลก พร้อมทั้งเป็นที่รู้จักในฐานะจุดหมายที่น่าสนใจในการท่องเที่ยวและการลงทุน หลังจากนั้น ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ทำหน้าที่เสมือน &ldquo;ห้องรับแขกของประเทศ&rdquo; สำหรับจัดงานสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง ก่อนเข้า<br />
รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ในปี 2562 และเปิดให้บริการอีกครั้งในปี 2565 ยกระดับสู่การเป็นสถานที่จัดงานระดับโลกภายใต้แนวคิด &ldquo;The Ultimate Inspiring World Class Event Platform for All&rdquo; หรือ&nbsp;<br />
&ldquo;ที่สุดของอิเวนต์แพลตฟอร์ม&rdquo; พื้นที่ใหญ่กว่าเดิมถึง 5 เท่า ควบคู่กับการออกแบบที่ผสมผสานมาตรฐานสากลเข้ากับอัตลักษณ์ไทย ภายใต้แนวคิด &ldquo;สืบสาน รักษา ต่อยอด&rdquo; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<br />
ในปี 2569 ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม 2026 International Monetary Fund and World Bank Group Annual Meetings ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ถือเป็นครั้งที่ 2&nbsp;<br />
ที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมที่สำคัญนี้ โดยศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร ถูกเลือกให้เป็นสถานที่จัดการประชุมเป็นครั้งที่ 2 เช่นกัน ด้วยความโดดเด่นและสมบูรณ์แบบ ทั้งโครงสร้างพื้นฐานพื้นที่รวมกว่า 300,000 ตารางเมตร สถาปัตยกรรมและภูมิสถาปัตยกรรมทั้งภายในและภายนอก ผสมผสานทั้งความเป็นไทยและสากลไว้อย่างลงตัว ทำเลที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง มีร้านค้า ร้านอาหาร ระดับพรีเมียมรองรับผู้ใช้บริการได้ทุกกลุ่ม เทคโนโลยีทันสมัย โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและการจัดการโลจิสติกส์ เชื่อมโยงการเดินทางระหว่างสนามบิน โรงแรมหลักของกรุงเทพมหานคร และศูนย์ประชุมได้อย่างสะดวกด้วยโครงข่ายรถไฟฟ้าบนดินและใต้ดิน&nbsp;<br />
ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ได้เตรียมความพร้อมรอบด้าน ทำงานร่วมกับกระทรวงการคลังในฐานะเจ้าภาพการจัดงานและได้รับการสนับสนุนจากธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างใกล้ชิด ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบเทคโนโลยี การบริหารจัดการจราจร และระบบรักษาความปลอดภัย เพื่อเนรมิตให้การประชุมครั้งนี้เป็นไปอย่างราบรื่น มีประสิทธิภาพ ประสบความสำเร็จ และที่สำคัญคือสร้างการจดจำและความประทับใจ แก่ผู้เข้าร่วมการประชุมที่คาดว่าจะไม่ต่ำกว่า 15,000 คน จาก 191 ประเทศทั่วโลก ตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรม MICE ระดับโลก สะท้อนถึงความสำคัญของสถานที่ หรือศูนย์การประชุมในประเทศไทย ยกระดับมาตรฐานและพัฒนาอุตสาหกรรม MICE ของไทยให้เป็นที่ยอมรับในเวทีนานาชาติ ช่วยสร้างงาน กระจายรายได้ไปยังทุกภาคส่วนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ<br />
&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;..<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://ratchaburi.prd.go.th/th/file/get/file/20260924d391fb826de0a801f0a2927de79674e6140841.jpg' type='image/jpg' length='1677612' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาล สั่ง 70 จังหวัดทั่วประเทศ และ กทม. เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ถึง 27 ก.ย. 69 พร้อมช่วยเหลือประชาชนทันที]]></title>
<link>https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/544536</link>
<guid isPermaLink="false">a9a4dd6174109805e753bf4e18ea9b52</guid>
<pubDate>Thu, 24 Sep 2026 14:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>รัฐบาล สั่ง 70 จังหวัดทั่วประเทศ และ กทม. เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ถึง 27 ก.ย. 69 พร้อมช่วยเหลือประชาชนทันที<br />
บทสรุป<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;กรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งเตือนฝนตกหนัก ถึงวันที่ 27 กันยายน 2569 ขอให้ประชาชนระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขัง โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้แจ้ง 70 จังหวัดทั่วประเทศและกรุงเทพมหานคร รวมถึงศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตทั่วประเทศ เตรียมพร้อมรับมือ จัดเจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด จัดทีมปฏิบัติการพร้อมเครื่องจักรกลสาธารณภัยเข้าประจำพื้นที่เสี่ยง พร้อมช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที สำหรับสถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา กรมชลประทานแจ้งเตือนว่า มีความจำเป็นต้องระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 1,300&ndash;1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 0.75&ndash;1.25 เมตร ในพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดอ่างทอง ปภ. ได้ประสาน 10 จังหวัดภาคกลางและกรุงเทพมหานคร แจ้งเตือนและเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ขณะที่นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุว่า ปภ. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามสถานการณ์ผ่าน War Room อย่างใกล้ชิด แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงผ่านระบบ Cell Broadcast ย้ำผู้ว่าราชการจังหวัด หากคาดว่าจะมีความรุนแรงให้โรงเรียนหยุดการเรียนการสอน ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติหากมีความเสี่ยงให้ประกาศแจ้งเตือนและปิดกั้นพื้นที่ จัดตั้งระบบบัญชาการเหตุการณ์แบบ Single Command เร่งช่วยเหลือและอพยพประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง พร้อมจัดเตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราวและสิ่งจำเป็นรองรับ ด้านกรมชลประทานเตรียมทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ให้อยู่ในเกณฑ์ไม่เกิน 2,000 ลบ.ม./วินาที เพื่อบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้อาจส่งผลให้ระดับน้ำบริเวณท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มขึ้นประมาณ 0.70&ndash;1.20 เมตร โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่อยู่นอกแนวคันกั้นน้ำ ในพื้นที่อำเภอเสนา ผักไห่ บางบาล พระนครศรีอยุธยา บางปะอิน บางไทร และพื้นที่ใกล้เคียง รวมถึงพื้นที่ริมแม่น้ำน้อย จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบการริมแม่น้ำ และประชาชนที่อาศัยอยู่สองฝั่งเตรียมความพร้อมรับมือและเฝ้าระวังผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ทั้งนี้เพื่อรับมือมวลน้ำที่จะไหลลงสู่พื้นที่ภาคกลาง และกรุงเทพมหานคร นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้สั่งการให้กรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับเกณฑ์ควบคุมปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ให้ยืดหยุ่นตามเส้นทางพายุและข้อมูลคาดการณ์สภาพอากาศล่วงหน้า 7&ndash;15 วัน พร้อมประชาสัมพันธ์ข้อมูลการแจ้งเตือนภัยและสถานการณ์น้ำให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง</p>

<p>รายละเอียด<br />
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งภาคกลาง สั่งการให้กรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับเกณฑ์ควบคุมปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ให้ยืดหยุ่นตามเส้นทางพายุและข้อมูลคาดการณ์สภาพอากาศล่วงหน้า 7&ndash;15 วัน พร้อมเร่งพร่องน้ำในลำน้ำสายหลักและคลองสาขาในพื้นที่ภาคกลางตอนล่างก่อนช่วงฝนตกหนัก เพื่อเพิ่มพื้นที่รับน้ำและลดความเสี่ยงน้ำล้นตลิ่ง นอกจากนี้ ให้กระจายการระบายน้ำผ่านระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างสมดุล เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลผ่านกรุงเทพมหานครและปริมณฑล พร้อมตรวจสอบความแข็งแรงของคันกั้นน้ำ กระสอบทราย และประตูระบายน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาตลอดแนว รวมถึงเตรียมเครื่องสูบน้ำ เครื่องจักรกลสาธารณภัย และเจ้าหน้าที่ให้พร้อมปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง หากเกิดสถานการณ์วิกฤตให้เร่งช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก โดยยึดหลักประชาชนเป็นที่ตั้ง และย้ำให้หน่วยพยากรณ์ต้องอัปเดตสถานการณ์ให้เร็ว ติดตามสถานการณ์ปริมาณน้ำ ปริมาณฝน และการผันน้ำในพื้นที่ โดยบูรณาการข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นทางเพื่อให้มีข้อมูลชุดเดียวกันวางแผนบริหารจัดการน้ำ รวมถึงประชาสัมพันธ์ให้กับประชาชนรับทราบข้อมูลการแจ้งเตือนภัยและสถานการณ์น้ำในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ได้มอบหมายสำนักงานชลประทานที่ 10 และ 12 เตรียมการผันน้ำในพื้นที่ พร้อมสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ภาคกลาง จัดทำ Check List เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ อาทิ การจัดเตรียมอุปกรณ์ เครื่องจักรกลสาธารณภัย สิ่งของช่วยเหลือ รวมไปถึงการจัดเตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราวเพื่อรองรับประชาชนในพื้นที่ ที่สำคัญจะต้องสื่อสารไปยังประชาชนในพื้นที่ทราบอย่างรวดเร็ว ถูกต้อง&nbsp;<br />
(23 ก.ย. 69) กรมอุตุนิยมวิทยา แจ้งเตือนในช่วงวันที่ 23&ndash;27 กันยายน 2569 บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออก เฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ จะมีฝนตกหนักหลายพื้นที่และมีฝนตกหนักมากบางแห่ง โดยจะเริ่มในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง และภาคตะวันออกก่อน ส่วนภาคอื่น ๆ จะได้รับผลกระทบในระยะถัดไป ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนตกสะสมที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านเส้นทางที่มีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำซึ่งอาจเกิดน้ำท่วมขังในระยะสั้นได้ สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น โดยอ่าวไทยตอนบนและทะเลอันดามันตอนบนมีคลื่นสูง 2&ndash;3 เมตร บริเวณฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ส่วนอ่าวไทยตอนล่างและทะเลอันดามันตอนล่างมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง เรือเล็กบริเวณอ่าวไทยตอนบนและทะเลอันดามันตอนบนควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 27 กันยายน 2569<br />
นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า จากการประกาศแจ้งเตือนของกรมอุตุนิยมวิทยา ประกอบกับกรมชลประทานได้ประกาศแจ้งการเพิ่มระดับการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งจะทำให้มีปริมาณน้ำในลุ่มเจ้าพระยาและแม่น้ำท่าจีนเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ชุมชนนอกคันกั้นน้ำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดอ่างทอง ปัจจุบันกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะหน่วยพยากรณ์ ติดตามสถานการณ์ผ่าน War Room อย่างใกล้ชิด ซึ่งก่อนเกิดภัย ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ จะส่งแจ้งเตือนผ่านระบบ Cell Broadcast ให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงทราบ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง<br />
จะได้เตรียมพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที สำหรับโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ได้เน้นย้ำ<br />
ผู้ว่าราชการจังหวัด หากคาดว่าจะมีความรุนแรงให้โรงเรียนหยุดการเรียนการสอน ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ ถ้ำน้ำตก ถ้ำลอด หากมีความเสี่ยงให้ประกาศแจ้งเตือนและปิดกั้นพื้นที่ ในกรณีที่มีคลื่นลมแรง<br />
ให้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกประกาศหรือติดตั้งสัญญาณแจ้งเตือนบริเวณชายฝั่งทะเล ห้ามนักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำในช่วงคลื่นลมแรงโดยเด็ดขาด และให้แจ้งชาวเรือ ผู้บังคับเรือ และผู้ประกอบการเดินเรือโดยสารเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือหากสถานการณ์มีแนวโน้มรุนแรง ให้พิจารณาห้ามเดินเรือเด็ดขาด เมื่อเกิดสาธารณภัยขึ้นให้ดำเนินการตามแผนเผชิญเหตุ และจัดตั้งระบบการบัญชาการเหตุการณ์ในรูปแบบ Single Command เพื่ออำนวยการ สั่งการอย่างเป็นระบบ ตลอดจนเร่งช่วยเหลือและอพยพประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ประชาสัมพันธ์เส้นทางอพยพ เคลื่อนย้ายสิ่งของ จัดเตรียมถุงยังชีพ และศูนย์พักพิงชั่วคราวพร้อมรองรับผู้ประสบภัย พร้อมอาหาร น้ำดื่ม อย่างเพียงพอ และย้ำให้ประชาชนติดตามข่าวสถานการณ์การแจ้งเตือนภัยจากแหล่งข่าวของทางราชการ เพราะเป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้&nbsp;<br />
นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่า พื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์ ในช่วงวันที่ 23 - 27 กันยายน 2569 แยกเป็น<br />
พื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม และน้ำท่วมขัง ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ทุกจังหวัด และ ภาคใต้ 7 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี สงขลา ระนอง พังงา ภูเก็ต และนราธิวาส<br />
พื้นที่เฝ้าระวังคลื่นลมแรง ในพื้นที่ภาคกลาง 6 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี (อำเภอเมืองชลบุรี ศรีราชา เกาะสีชัง บางละมุง และสัตหีบ) ระยอง (อำเภอเมืองระยอง บ้านฉาง และแกลง) จังหวัดจันทบุรี (อำเภอนายายอาม ท่าใหม่ แหลมสิงห์ และอำเภอขลุง) ตราด (อำเภอเมืองตราด แหลมงอบ คลองใหญ่ เกาะช้าง และเกาะกูด) เพชรบุรี (อำเภอเมืองเพชรบุรี บ้านแหลม ท่ายาง และชะอำ) และประจวบคีรีขันธ์ (ทุกอำเภอ) และภาคใต้ 3 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร (อำเภอเมืองชุมพร ปะทิว สวี ทุ่งตะโก หลังสวน และละแม) สุราษฎร์ธานี (อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี ไชยา ท่าชนะ ท่าฉาง พุนพิน ดอนสัก กาญจนดิษฐ์ เกาะสมุย และเกาะพงัน) และนครศรีธรรมราช (อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช ขนอม สิชล ท่าศาลา ปากพนัง และหัวไทร)&nbsp;<br />
พื้นที่เฝ้าระวังระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน ระดับน้ำล้นตลิ่ง และท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ บริเวณแม่น้ำสายหลักและลำน้ำสาขา ได้แก่ แม่น้ำเมย น้ำยวม และลำน้ำแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน แม่น้ำวังทอง จังหวัดพิษณุโลก แม่น้ำภาชี จังหวัดราชบุรี แม่น้ำนครนายก จังหวัดนครนายก แม่น้ำปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี คลองพระสทึงและคลองพระปรง จังหวัดสระแก้ว แม่น้ำจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี คลองกะเปอร์ จังหวัดระนอง แม่น้ำสายบุรีและแม่น้ำโก-ลก จังหวัดนราธิวาส<br />
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จึงได้ประสานแจ้ง 70 จังหวัดทั่วประเทศ และกรุงเทพมหานคร รวมถึงศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตทั่วประเทศให้เตรียมพร้อมรับมือกับปริมาณฝนที่ตกหนักซึ่งอาจทำให้เกิดอุทกภัยได้ โดยได้กำชับให้จัดเจ้าหน้าที่ติดตามสภาพอากาศ ปริมาณฝน และสถานการณ์น้ำในพื้นที่อย่างใกล้ชิด พร้อมกำชับให้จัดทีมปฏิบัติการพร้อมเครื่องจักรกลสาธารณภัยเข้าประจำพื้นที่เสี่ยง เพื่อเข้าเผชิญเหตุและให้การช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะพื้นที่จุดเสี่ยงที่เคยเกิดน้ำท่วมบ่อยครั้งและพื้นที่ที่ยังมีสถานการณ์อุทกภัย ให้เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อลดผลกระทบจากเหตุอุทกภัยให้ได้มากที่สุด&nbsp;<br />
นอกจากนี้ นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า เตรียมปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อรองรับปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากฝนที่ตกต่อเนื่อง จากการติดตามและคาดการณ์ปริมาณน้ำในช่วงวันที่ 23&ndash;25 กันยายน 2569 พบว่า ปริมาณน้ำที่สถานี C.2 นครสวรรค์ อาจเพิ่มขึ้นสูงสุดประมาณ 1,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (ลบ.ม./วินาที) ประกอบกับปริมาณน้ำจากลำน้ำสาขาที่คาดว่าจะมีประมาณ 300&ndash;400 ลบ.ม./วินาที ส่งผลให้มีปริมาณน้ำที่สถานี C13 เขื่อนเจ้าพระยาประมาณ 2,100&ndash;2,200 ลบ.ม./วินาที กรมชลประทานจึงมีความจำเป็นต้องทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาให้อยู่ในเกณฑ์ไม่เกิน&nbsp;<br />
2,000 ลบ.ม./วินาที เพื่อบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ การปรับเพิ่มการระบายน้ำอาจส่งผลให้ระดับน้ำบริเวณท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มขึ้นประมาณ 0.70&ndash;1.20 เมตร โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่อยู่นอกแนวคันกั้นน้ำ ในพื้นที่อำเภอเสนา ผักไห่ บางบาล พระนครศรีอยุธยา บางปะอิน บางไทร และพื้นที่ใกล้เคียง รวมถึงพื้นที่ริมแม่น้ำน้อย จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบการริมแม่น้ำ และประชาชนที่อาศัยอยู่สองฝั่งแม่น้ำ ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมความพร้อมรับมือและเฝ้าระวังผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่นอกแนวคันกั้นน้ำ</p>

<p>แนวทางการสื่อสาร<br />
1. ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือน 70 จังหวัดทั่วประเทศ และ กทม. เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ถึงวันที่<br />
27 ก.ย. 69 จัดทีมปฏิบัติการเข้าประจำพื้นที่เสี่ยง พร้อมเผชิญเหตุและช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที&nbsp;<br />
2. นำเสนอนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย กำชับ ปภ. เฝ้าระวังสถานการณ์ใกล้ชิดผ่าน War Room แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงผ่านระบบ Cell Broadcast หากมีความรุนแรงให้โรงเรียนหยุดการเรียนการสอน และจัดตั้งระบบบัญชาการเหตุการณ์ บบ Single Command เพื่อเร่งช่วยเหลือและอพยพประชาชน<br />
3. นำเสนอนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง สั่งกรมชลประทานปรับเกณฑ์ระบายน้ำจาก &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ พยากรณ์ล่วงหน้า 7&ndash;15 วัน ลดความเสี่ยงมวลน้ำไหลลงภาคกลาง และ กทม. ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนภัยและสถานการณ์น้ำให้ประชาชนรับทราบ</p>

<p>แฮชแท็กเพื่อการสื่อสาร<br />
#รัฐบาลสั่ง70จังหวัดทั่วประเทศและกทม #เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน #น้ำป่าไหลหลาก #ถึง27กย69 #ช่วยเหลือประชาชนทันที #กระทรวงมหาดไทย #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง&nbsp;<br />
------------------------------------------<br />
รวบรวมโดย: กองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ กรมประชาสัมพันธ์<br />
จัดทำโดย: นางจริยา ประสพทรัพย์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ โทร. 092 2468306<br />
&nbsp; &nbsp;นางภณิตา บูรณ์เจริญ ผู้อำนวยการส่วนการประชาสัมพันธ์ โทร. 092 2468710&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; นางสาวสุณิสา สังข์วงค์ นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการพิเศษ โทร. 092 2468693<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://ratchaburi.prd.go.th/th/file/get/file/2026092420ffb74f2597033e46a879f6692415df140731.jpg' type='image/jpg' length='1532222' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ยกระดับความเป็นไทยในเวทีโลก 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings ]]></title>
<link>https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/544240</link>
<guid isPermaLink="false">a7d74cc035afea77fb1b4f4a4c47b386</guid>
<pubDate>Wed, 23 Sep 2026 13:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ยกระดับความเป็นไทยในเวทีโลก 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings&nbsp;<br />
ประเทศไทยกำลังนับถอยหลังสู่การเป็นเจ้าภาพการประชุม 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ซึ่งจะต้อนรับผู้แทนจาก 191 ประเทศ กว่า 15,000 คน จากทั่วโลก ภายใต้แนวคิดหลัก &ldquo;ขอบฟ้าใหม่ของไทย: สร้างพลังให้ประชาชน เสริมความพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง&rdquo; หรือ &ldquo;Thailand&rsquo;s New Horizons: Empowering People, Building Resilience&rdquo; นอกจากการเป็นเวทีหารือด้านเศรษฐกิจและการเงินระดับโลกที่เป็นหัวใจหลักแล้ว รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย ยังใช้โอกาสนี้นำเสนอ ความเป็นไทยผ่านอาหาร วัตถุดิบท้องถิ่น และงานหัตถศิลป์ เพื่อสร้างความประทับใจและส่งต่ออัตลักษณ์ไทยสู่สายตานานาชาติ<br />
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญ คือ การยกครัวไทยขึ้นสู่เวทีโลก ด้วยการคัดสรรเมนูอาหารและเครื่องดื่มสำหรับผู้เข้าร่วมประชุม โดยกว่า 70% ของวัตถุดิบ มาจากชุมชนท้องถิ่นและสินค้า GI (สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์) ภายใต้แนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับรสชาติอาหารไทยให้ร่วมสมัย รับประทานง่าย และตอบโจทย์ผู้ร่วมประชุมจากทั่วทุกมุมโลก<br />
อีกหนึ่งเสน่ห์ของประเทศไทย คือ อาหารไทย ที่ผสานวัตถุดิบท้องถิ่น ภูมิปัญญา และความคิดสร้างสรรค์ของเชฟไทย จนกลายเป็นเมนูที่มีเอกลักษณ์และเรื่องราวในทุกจาน พร้อมต้อนรับตัวแทนจาก<br />
ทั่วโลก ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 ตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบ การปรุงอย่างพิถีพิถัน ไปจนถึงการจัดวางอย่างงดงาม ทุกองค์ประกอบสะท้อนถึงความใส่ใจและอัตลักษณ์แบบไทย เช่น ข้าวยําหัวใจไทย ที่พร้อมถ่ายทอดความอุดมสมบูรณ์ของผืนแผ่นดินและวิถีเกษตรกรรม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของประเทศไทยในฐานะอู่ข้าวอู่น้ำของภูมิภาค เพราะ อาหารไทยไม่ได้มีดีแค่ความอร่อย แต่ยังเป็น Soft Power ที่พาเรื่องราว วัฒนธรรม และความเป็นไทยไปสู่สายตาคนทั่วโลก<br />
เมนูเด่นที่เตรียมเสิร์ฟ ล้วนบอกเล่าเรื่องราวของประเทศไทยผ่านวัตถุดิบพื้นถิ่น ไม่ว่าจะเป็น &ldquo;ข้าวยำหัวใจไทย&rdquo; ที่นำข้าว GI อย่างข้าวหอมมะลิพะเยาและข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุงมารังสรรค์เป็นเมนูเดียวกัน &nbsp;เมนู ปลานิลดรายเอจรนไฟ ซอสมิโซะเขาใหญ่ ที่นำปลานิลคุณภาพจากจังหวัดฉะเชิงเทรา ผ่านเทคนิคการบ่มแบบสากล จับคู่กับมิโซะที่หมักในพื้นที่เขาใหญ่ / ส่วนของหวานขาดไม่ได้ เป็น ข้าวเหนียวมะม่วง ในรูปแบบร่วมสมัยแต่ยังคงรสชาติดั้งเดิม รวมถึงผลไม้ไทยตามฤดูกาลจากแหล่งผลิต GI ส่งตรงจากชาวสวน&nbsp;<br />
ส่วน พื้นที่จัดการประชุม ได้หยิบยกงานหัตถศิลป์สิ่งทอของไทย โดยคัดสรรผ้าทอและผ้าพื้นเมืองที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นจาก 21 จังหวัด 26 ชุมชน รวม 37 ลวดลายอัตลักษณ์ ทั่วประเทศไทย มาใช้ตกแต่งห้องประชุมและเป็นวัสดุซับเสียง เพื่อถ่ายทอดเสน่ห์และภูมิปัญญาไทยสู่สายตาผู้แทนจากทั่วโลก หนึ่งในผลงานไฮไลต์ คือ &ldquo;บุปผาบรมราชินีนาถ&rdquo; หรือ &ldquo;บาติกพฤกษาพระบรมราชชนนีพันปีหลวง&rdquo; ผลงานของกลุ่มบาติกเดอนารา จังหวัดปัตตานี ที่ถ่ายทอดลวดลายดอกไม้ทรงโปรดและลายเครือเถา ด้วยเทคนิคเขียนเทียนบาติก<br />
บนกรอบผ้า อย่างประณีต&nbsp;<br />
การประชุม 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings เดือนตุลาคมนี้ ไม่เพียงแต่เป็นโอกาสครั้งสำคัญในการร่วมกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีสำคัญของไทย ในการสร้างโอกาส การค้า การลงทุนและการท่องเที่ยว ด้วยมรดกทางวัฒนธรรมศาสตร์แห่งอาหารและงานหัตถศิลป์<br />
สิ่งทอจากชุมชน ช่วยกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น ยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยบนเวทีโลกอย่างยั่งยืน</p>

<p>&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;&hellip;.</p>
]]></description>
<enclosure url='https://ratchaburi.prd.go.th/th/file/get/file/20260923c0b7d90860badce0b8238610fccfe195135935.jpg' type='image/jpg' length='1766745' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[บสย. ผนึกแบงก์-น็อนแบงก์ เปิดโครงการค้ำประกันสินเชื่อ “นาโนพลัส” ช่วยคนตัวเล็ก ปลดล็อก SMEs รายย่อยกว่า 1 แสนราย เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ]]></title>
<link>https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/544239</link>
<guid isPermaLink="false">71732a1b57301697a46ec287a0b15d5e</guid>
<pubDate>Wed, 23 Sep 2026 13:57:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>บสย. ผนึกแบงก์-น็อนแบงก์ เปิดโครงการค้ำประกันสินเชื่อ &ldquo;นาโนพลัส&rdquo; ช่วยคนตัวเล็ก ปลดล็อก SMEs รายย่อยกว่า 1 แสนราย เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น&nbsp;<br />
บทสรุป<br />
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานเปิดตัวโครงการค้ำประกันสินเชื่อนาโนพลัส หรือ Nano Plus พร้อมปาฐกถาพิเศษหัวข้อ &ldquo;โอกาสทางการเงินเพื่อคนตัวเล็ก&rdquo; เพื่อเพิ่มโอกาสให้ Micro SMEs พ่อค้า แม่ค้า ผู้ประกอบอาชีพอิสระ และผู้ประกอบการรายย่อยที่ขาดหลักประกันหรือคนค้ำประกัน สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ง่ายขึ้น ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ และมีเงินทุนหมุนเวียน<br />
ในการประกอบอาชีพ โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจผันผวน ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น กำลังซื้อชะลอตัว และสินเชื่อ SMEs หดตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 16 โดย บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) จะขยายการค้ำประกันสินเชื่อไปยัง Non-Bank ที่ให้บริการสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย เพิ่มเติมจากธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินของรัฐ รวมถึงรองรับ Virtual Bank&nbsp;<br />
ในอนาคต เพื่อเพิ่มช่องทางเข้าถึงแหล่งทุนให้ครอบคลุมคนตัวเล็กมากขึ้น พร้อมใช้ TCG Score ในการประเมินและบริหารความเสี่ยง พร้อมกำหนดวงเงินค้ำประกันรวม 2,000 ล้านบาท เริ่มต้นเฟสแรก 500 ล้านบาท พร้อมชู 3 จุดเด่น ได้แก่ 1) วงเงินค้ำประกันเริ่มต้น 5,000 บาท สูงสุด 50,000 บาทต่อราย 2) ระยะเวลาค้ำประกันสูงสุด 4 ปี และ 3) ฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกันตลอด 4 ปี โดยสถาบันการเงินและ Non-Bank เป็นผู้รับภาระค่าธรรมเนียมตามระดับความเสี่ยง และ บสย. ช่วยชดเชย NPL สูงสุดร้อยละ 5 ทั้งนี้ คาดว่าจะช่วยให้ SMEs และผู้ประกอบการรายย่อย เข้าถึงสินเชื่อกว่า 100,000 ราย เฉลี่ยประมาณ 20,000 บาทต่อราย ช่วยรักษาการจ้างงานประมาณ 146,000 ตำแหน่ง และสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากกว่า 9,860 ล้านบาท สะท้อนแนวทางของกระทรวงการคลังในการสร้าง &ldquo;โอกาสทางการเงินเพื่อคนตัวเล็ก&rdquo; ช่วยเพิ่มสภาพคล่อง รักษาอาชีพและรายได้&nbsp;<br />
ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ และประคองเศรษฐกิจฐานรากในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจยังมีความผันผวน</p>

<p>รายละเอียด<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;(22 ก.ย. 69) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง&nbsp;<br />
เป็นประธานเปิดตัวโครงการค้ำประกันสินเชื่อนาโนพลัส หรือ Nano Plus พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ &ldquo;โอกาสทางการเงินเพื่อคนตัวเล็ก&rdquo; ณ กระทรวงการคลัง โดยมีนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง&nbsp;<br />
นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ประธานกรรมการ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ผู้บริหารสถาบันการเงินของรัฐ กลุ่ม Non-Bank ผู้ให้บริการสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ ตลอดจนหน่วยงานพันธมิตรภาครัฐและเอกชนเข้าร่วม<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;โครงการ Nano Plus เป็นหนึ่งในกลไกของกระทรวงการคลังที่มุ่งเพิ่มโอกาสทางการเงินให้แก่ Micro SMEs พ่อค้า แม่ค้า ผู้ประกอบอาชีพอิสระ และผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มเปราะบาง และมักประสบข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ การขาดสภาพคล่อง โดยเฉพาะกลุ่มที่มีข้อมูลทางการเงินไม่สมบูรณ์&nbsp;<br />
ขาดหลักประกันหรือคนค้ำประกัน และถูกสถาบันการเงินมองว่ามีความเสี่ยงสูง จนบางส่วนต้องหันไปพึ่งพาสินเชื่อนอกระบบ&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;การเปิดตัวโครงการมีขึ้นท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังเผชิญความผันผวน ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอตัว ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสภาพคล่องและเงินทุนหมุนเวียนของผู้ประกอบการรายย่อย ขณะที่สินเชื่อ SMEs หดตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 16 จึงเป็นโจทย์สำคัญของรัฐบาลและกระทรวงการคลังในการช่วยปลดล็อกข้อจำกัดทางการเงินให้คนตัวเล็กสามารถเข้าสู่แหล่งทุน<br />
ในระบบได้ง่ายขึ้น อีกทั้ง โครงการนี้ บสย. จะขยายกลไกการค้ำประกันสินเชื่อไปยังผู้ให้บริการทางการเงินประเภท Non-Bank ที่ให้บริการสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย เพิ่มเติมจากการค้ำประกันผ่านธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินของรัฐ รวมถึงเตรียมรองรับ Virtual Bank ในอนาคต ทำให้กลไกค้ำประกันสินเชื่อสามารถครอบคลุมผู้ให้บริการทางการเงินได้กว้างขึ้น และเพิ่มโอกาสให้รายย่อยเข้าถึงสินเชื่อในระบบ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;ดร.สิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บสย. ระบุว่า โครงการ Nano Plus เป็นมาตรการเสริมสภาพคล่องเพื่อช่วยเหลือ SMEs คนตัวเล็ก พ่อค้า แม่ค้า และผู้ประกอบอาชีพอิสระ ทั้งกลุ่มที่อยู่บนแพลตฟอร์มดิจิทัลของรัฐบาลและกลุ่มค้าขายทั่วไป โดยมีเป้าหมายสร้างความเชื่อมั่นให้สถาบันการเงินของรัฐและ Non-Bank สามารถพิจารณาสินเชื่อให้กลุ่มดังกล่าวได้มากขึ้น ขณะที่ บสย. จะเข้าไปช่วยดูดซับความเสี่ยงด้าน Credit Cost และเพิ่มโอกาสด้านเครดิต หรือ Credit Enhancement นอกจากนี้ จุดเด่นของโครงการคือการออกแบบให้เหมาะกับผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียนจำนวนไม่สูงมาก โดยกำหนดวงเงินค้ำประกันสินเชื่อรวม 2,000 ล้านบาท เริ่มต้นเฟสแรก 500 ล้านบาท และใช้เครื่องมือ บสย. เครดิตสกอริ่ง (TCG Score) สำหรับประเมินและบริหารความเสี่ยงของกลุ่มคนตัวเล็ก โดยโครงการ Nano Plus ได้ชู 3 จุดเด่นสำคัญ ได้แก่&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;1) วงเงินค้ำประกันเข้าถึงคนตัวเล็ก เริ่มต้นเพียง 5,000 บาท สูงสุด 50,000 บาทต่อราย เหมาะสำหรับพ่อค้า แม่ค้า อาชีพอิสระ และผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียนจำนวนไม่สูงมาก<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;2) ระยะเวลาค้ำประกันสินเชื่อสูงสุด 4 ปี ช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบและมีระยะเวลาในการบริหารจัดการภาระทางการเงินอย่างเหมาะสม<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;3) ฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกันตลอด 4 ปี โดยใช้หลัก Risk-based Pricing ซึ่งสถาบันการเงินและ&nbsp;<br />
Non-Bank เป็นผู้รับภาระค่าธรรมเนียม พร้อมทั้ง บสย. ช่วยชดเชย NPL สูงสุดร้อยละ 5 เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้<br />
ผู้ให้บริการทางการเงินในการปล่อยสินเชื่อแก่กลุ่มรายย่อย<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ โครงการคาดว่าจะช่วยให้ SMEs และผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อกว่า 100,000 ราย&nbsp;<br />
เฉลี่ยประมาณ 20,000 บาทต่อราย ช่วยรักษาการจ้างงานประมาณ 146,000 ตำแหน่ง และสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการค้ำประกันสินเชื่อได้มากกว่า 9,860 ล้านบาท ดังนั้น การขับเคลื่อนโครงการ Nano Plus&nbsp;<br />
จึงสะท้อนแนวทางของกระทรวงการคลังในการเพิ่ม &ldquo;โอกาสทางการเงินเพื่อคนตัวเล็ก&rdquo; โดยใช้กลไกค้ำประกันสินเชื่อช่วยลดข้อจำกัดด้านหลักประกันและความเสี่ยงทางเครดิต เปิดทางให้ Micro SMEs พ่อค้า แม่ค้า และ<br />
ผู้ประกอบอาชีพอิสระเข้าถึงเงินทุนในระบบได้ง่ายขึ้น มีสภาพคล่องสำหรับประกอบอาชีพและหมุนเวียนธุรกิจ&nbsp;<br />
ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ และช่วยประคองการจ้างงานและเศรษฐกิจฐานรากท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความผันผวน</p>

<p>แนวทางการสื่อสาร<br />
1. นำเสนอ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง เปิดโครงการ Nano Plus ภายใต้แนวคิด &ldquo;โอกาสทางการเงินเพื่อคนตัวเล็ก&rdquo; เพื่อเพิ่มโอกาสให้ Micro SMEs พ่อค้า แม่ค้า และอาชีพอิสระเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ง่ายขึ้น<br />
2. นำเสนอประโยชน์ต่อประชาชนและเศรษฐกิจฐานราก ชู 3 จุดเด่น วงเงินค้ำประกัน 5,000&ndash;50,000 บาท ค้ำประกันสูงสุด 4 ปี ฟรีค่าธรรมเนียม 4 ปี ช่วยลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ เพิ่มสภาพคล่อง รักษาอาชีพและการจ้างงาน</p>

<p>แฮชแท็กเพื่อการสื่อสาร<br />
#เอกนิติขับเคลื่อนNanoPlus #NanoPlusเพื่อคนตัวเล็ก #NanoPlusเพื่อเศรษฐกิจฐานราก #โอกาสทางการเงินเพื่อคนตัวเล็ก #กระทรวงการคลัง #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง&nbsp;<br />
------------------------------------------<br />
รวบรวมโดย: กองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ กรมประชาสัมพันธ์<br />
จัดทำโดย: นางจริยา ประสพทรัพย์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ โทร. 092 2468306<br />
&nbsp; &nbsp;นางภณิตา บูรณ์เจริญ ผู้อำนวยการส่วนการประชาสัมพันธ์ โทร. 092 2468710&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; นางสาวสุณิสา สังข์วงค์ นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการพิเศษ โทร. 092 2468693<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; นายปฏิพล หวิงปัด นักสื่อสารมวลชนปฏิบัติการ<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://ratchaburi.prd.go.th/th/file/get/file/20260923baff026f242d77cf4f56ef5831463e0d135824.jpg' type='image/jpg' length='1344584' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. อนุมัติ ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) เพิ่มเติม 1,000 บาท/คน เพิ่มวงเงินผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 1 ต.ค. - 30 พ.ย. 69 บรรเทาภาระค่าครองชีพ]]></title>
<link>https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/544236</link>
<guid isPermaLink="false">182c365e40da10bed4d40878c837d9b5</guid>
<pubDate>Wed, 23 Sep 2026 13:55:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ครม. อนุมัติ ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) เพิ่มเติม 1,000 บาท/คน เพิ่มวงเงินผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 1 ต.ค. - 30 พ.ย. 69 บรรเทาภาระค่าครองชีพ<br />
บทสรุป<br />
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการปรับลดกรอบวงเงินที่เคยได้รับอนุมัติสำหรับดำเนินโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) และอนุมัติโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)&rdquo; กรอบวงเงินรวมไม่เกิน 42,690,650,300 บาท จาก พ.ร.ก. กู้เงินแก้วิกฤตพลังงาน พ.ศ. 2569 ตามที่กระทรวงการคลัง เสนอ เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนและลดต้นทุนการประกอบอาชีพของผู้ประกอบการรายย่อย ท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ โดยครอบคลุม 2 โครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพิ่มเติม เติมวงเงินซื้อสินค้าจากร้านธงฟ้าฯ เพิ่มอีก 700 บาท รวมเป็น 1,000 บาทต่อคน ในเดือนตุลาคม 2569 รองรับกลุ่มเป้าหมายไม่เกิน 14.51 ล้านคน และโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) ซึ่งรัฐบาลร่วมจ่ายร้อยละ 60 ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และรวมไม่เกิน 1,000 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลา 2 เดือน วันที่ 1 ตุลาคม &ndash; 30 พฤศจิกายน 2569 ดูแลประชาชนไม่เกิน 32.52 ล้านคน เปิดให้ยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; วันที่ 1&ndash;15 ตุลาคม 2569 พร้อมทั้งปรับปรุงแผนการใช้จ่ายเงินโครงการเดิมให้สอดคล้องกับผลการดำเนินงานจริง มาตรการดังกล่าวจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายจำเป็นในชีวิตประจำวันของประชาชนได้อย่างตรงจุดและทันท่วงที ช่วยป้องกันไม่ให้กำลังซื้อของครัวเรือนและการบริโภคภาคเอกชนชะลอตัว มุ่งดูแลประชาชนครอบคลุมถึง 47 ล้านคน เพื่อเสริมสภาพคล่อง รักษากำลังซื้อ พยุงเศรษฐกิจฐานราก และหนุนร้านค้ารายย่อยทั่วประเทศให้เดินหน้าได้อย่างมั่นคง</p>

<p><br />
รายละเอียด<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;(22 ก.ย.69) คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการปรับลดกรอบวงเงินที่เคยได้รับอนุมัติสำหรับดำเนินโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) และอนุมัติโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)&rdquo; ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ&nbsp;<br />
เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพและลดผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตพลังงานที่ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อ ส่งผลต่อ<br />
ค่าครองชีพและกำลังซื้อของประชาชน รวมถึงต้นทุนการประกอบอาชีพและการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ โดยมุ่งดูแลประชาชนควบคู่กับการประคองเศรษฐกิจฐานรากให้สามารถรับมือกับความผันผวนด้านพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง<br />
สำหรับโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)&rdquo; ระยะปัจจุบัน ประชาชนผู้ได้รับสิทธิยังคงสามารถใช้จ่ายตามหลักเกณฑ์ได้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 โดยข้อมูลผลการดำเนินงาน ณ วันที่ 18 กันยายน 2569&nbsp;<br />
เวลา 23.00 น. พบว่ามียอดใช้จ่ายสะสมรวมแล้วถึง 161,555.6 ล้านบาท มีผู้ใช้สิทธิแล้ว 26,040,623 ราย และมีร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบเข้าร่วมโครงการ 1,192,528 ราย แบ่งเป็นเม็ดเงินที่ภาครัฐร่วมจ่าย 92,900.7 ล้านบาท และประชาชนร่วมจ่าย 68,654.9 ล้านบาท ทั้งนี้ ยอดการใช้จ่ายส่วนใหญ่เป็นการซื้อสินค้าผ่านร้านค้าปกติ 155,335.8 ล้านบาท และผ่านระบบบริการส่งอาหาร (Food Delivery) อีก 6,219.8 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนการใช้จ่ายกับร้านอาหารและเครื่องดื่มสูงที่สุดถึงร้อยละ 54 และร้านค้าธงฟ้าฯ ร้อยละ 23 ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นการช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง ควบคู่กับการหมุนเวียนเม็ดเงินลงสู่ผู้ประกอบการรายย่อยและภาคบริการเพื่อดูแลเศรษฐกิจฐานรากอย่างต่อเนื่อง<br />
เพื่อให้การบริหารการเงินการคลังของประเทศเกิดประสิทธิภาพสูงสุด จากผลการใช้จ่ายเงินกู้ที่เกิดขึ้นจริงตลอด 4 เดือนของโครงการเดิม (มิถุนายน &ndash; กันยายน 2569) ซึ่งมียอดรวม 100,299,737,761.76 บาท สำนักงานเศรษฐกิจการคลังจึงได้ปรับลดกรอบวงเงินดำเนินโครงการลงจำนวน 19,700,262,238.24 บาท จากกรอบเดิม 120,000,000,000 บาท คงเหลือ 100,299,737,761.76 บาท พร้อมทั้งปรับแผนการติดตามการโอนเงินกรณีไม่สำเร็จของโครงการสนับสนุนช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย โดยสำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง จากเดิมที่กำหนดไว้ถึงเดือนตุลาคม 2570 ให้สิ้นสุดในเดือนตุลาคม 2569 และส่งคืนเงินเหลือจ่ายเข้าบัญชีเงินกู้ตามพระราชกำหนดฯ โดยเร็ว ทั้งนี้เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญแรงกดดันจากวิกฤตราคาพลังงาน ซึ่งสอดคล้องกับบทวิเคราะห์ของ Fitch Ratings ที่ชี้ว่าระดับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาวะเงินเฟ้อ กำลังซื้อของครัวเรือน และต้นทุนการดำเนินงานของภาคธุรกิจ รัฐบาลจึงมุ่งรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายในประเทศ&nbsp;<br />
โดยอาศัยแรงขับเคลื่อนจากการบริโภคและการช่วยเหลือที่ตรงจุด คณะรัฐมนตรีจึงมีมติอนุมัติโครงการ&nbsp;<br />
&ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)&rdquo; กรอบวงเงินรวมไม่เกิน 42,690,650,300 บาท เพื่อใช้เป็นกลไกต่อเนื่องในการแบ่งเบาและบรรเทาภาระค่าครองชีพ พยุงกำลังซื้อของประชาชน และประคับประคองให้เศรษฐกิจฐานรากสามารถก้าวผ่านความผันผวนของวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจโลกได้อย่างมั่นคง<br />
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การดำเนินโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)&rdquo; เป็นการนำวงเงินกู้ที่เหลืออยู่จากการบริหารจัดการโครงการเดิมภายใต้แผนงานหรือโครงการที่ 1 ตามพระราชกำหนดกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน พ.ศ. 2569 มาจัดสรรเพื่อดูแลพี่น้องประชาชนอย่างคุ้มค่าและตรงจุดที่สุด โดยจะสามารถดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงานครอบคลุมทั่วประเทศรวมกันได้สูงถึงประมาณ 47 ล้านคน<br />
โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)&rdquo; จะมุ่งเน้น (1) การช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบางผ่านกลไกของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรฯ) และ (2) การบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและประคับประคองกำลังซื้อภาคประชาชนรวมถึงช่วยเหลือผู้ค้าขายรายย่อยให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศผ่านโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) โดยมีรายละเอียด ดังนี้<br />
1. โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพิ่มเติม<br />
ดำเนินการโดยสำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง วงเงินไม่เกิน 10,162,746,300 บาท มุ่งเยียวยาผู้มีรายได้น้อยซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางทางเศรษฐกิจและช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ โดยเพิ่มวงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นจากร้านค้าธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นและร้านอื่น ๆ ตามที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด อีกคนละ 700 บาทต่อเดือน ในเดือนตุลาคม 2569 (จากเดิมได้รับ 300 บาทต่อคนต่อเดือน รวมเป็นได้รับ 1,000 บาทต่อคน) ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามโครงการลงทะเบียนฯ ปี 2569 จำนวนไม่เกิน 14,518,209 คน ซึ่งประกอบด้วย ผู้ผ่านคุณสมบัติรอบแรกที่ประกาศผลเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 จำนวน 9,506,531 คน และผู้ขอทบทวนสิทธิที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบและจะประกาศผลในวันที่ 30 กันยายน 2569 อีกจำนวนประมาณการ 5,011,678 คน โดยมีระยะเวลาใช้จ่ายในเดือนตุลาคม 2569 และหากมีกรณีโอนเงินไม่สำเร็จจะติดตามโอนเงินจนถึงเดือนพฤศจิกายน 2569<br />
2. โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม)<br />
ดำเนินการโดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง วงเงินไม่เกิน 32,527,904,000 บาท มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพและรักษากำลังซื้อของประชาชน มีระยะเวลาดำเนินโครงการ 2 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2569 ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายจำนวนไม่เกิน 32,527,904 คน ประกอบด้วย 3 กลุ่ม ได้แก่&nbsp;<br />
1) ผู้ได้รับสิทธิตามโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) เดิม และไม่เป็นผู้ผ่านคุณสมบัติบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 จำนวนไม่เกิน 25,040,258 คน&nbsp;<br />
2) ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 เดิมที่ไม่ผ่านคุณสมบัติรอบปี 2569 จำนวนไม่เกิน 5,966,929 คน&nbsp;<br />
3) กลุ่มชายขอบหรือกลุ่มตกหล่นตามฐานข้อมูล กชช. ของกรมการพัฒนาชุมชน และระบบสมุดพกครอบครัวอิเล็กทรอนิกส์ (MSO-LOGBOOK) ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ตลอดจนกลุ่มที่กระทรวงมหาดไทยสำรวจเพิ่มเติม ที่ไม่ผ่านคุณสมบัติบัตรฯ ปี 2569 รวมกันจำนวนไม่เกิน 1,520,717 คน&nbsp;<br />
ผู้รับสิทธิต้องมีสัญชาติไทย มีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป มีบัตรประจำตัวประชาชน และไม่เป็นผู้ &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ถูกระงับสิทธิหรือเรียกเงินคืนในโครงการของรัฐที่ผ่านมา สามารถกดยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; วันที่ 1&ndash;15 ตุลาคม 2569 ประชาชนผู้ได้รับสิทธิสามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม &ndash; 30 พฤศจิกายน 2569 เพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น จากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ระหว่างเวลา 06.00&ndash;23.00 น. หรือใช้จ่ายผ่าน<br />
ผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery) ที่เข้าร่วมโครงการ ระหว่างเวลา 06.00&ndash;21.00 น. ภาครัฐสนับสนุนเงินร่วมจ่ายในอัตราร้อยละ 60 ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนตลอดโครงการ โดยร้านค้ารับชำระผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;ถุงเงิน&rdquo; และสามารถกดยืนยันสิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ถึง&nbsp;<br />
30 พฤศจิกายน 2569 ทั้งนี้ กรมบัญชีกลางจะโอนเงินส่วนที่ภาครัฐร่วมจ่ายให้แก่ร้านค้าตามระยะเวลาที่กำหนด และหากมีกรณีโอนเงินไม่สำเร็จจะติดตามเพื่อโอนเงินจนถึงวันที่ 25 ธันวาคม 2569 นอกจากนี้ ผู้ประกอบการร้านค้ายังจะได้รับการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI นกกระซิบ) บนแอปพลิเคชันถุงเงิน เพื่อช่วยวิเคราะห์ต้นทุน สินค้าคงคลัง และยอดขาย ต่อยอดทักษะธุรกิจในระยะยาว<br />
การดำเนินโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)&rdquo; ช่วยแบ่งเบาและบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนอย่างตรงจุด ควบคู่การดูแลเศรษฐกิจฐานรากเพื่อร่วมกันฝ่าวิกฤตราคาพลังงาน โดยเร่งเติมวงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นแก่กลุ่มเปราะบางผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มเป็น 1,000 บาท ในเดือนตุลาคม 2569 พร้อมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) ที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายประจำวันแก่ประชาชนทั่วไปต่อเนื่อง&nbsp;<br />
2 เดือน (ตุลาคม &ndash; พฤศจิกายน 2569) สูงสุด 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทตลอดโครงการ&nbsp;<br />
เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ ทั้งนี้ยังรักษาสภาพคล่องและประคองกำลังซื้อของครัวเรือน ขณะเดียวกันยังช่วยกระจายเม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่พ่อค้าแม่ค้า หาบเร่แผงลอย และผู้ประกอบการรายย่อย ให้มีรายได้อย่างต่อเนื่อง สามารถรักษาการจ้างงานและประคองธุรกิจต่อไปได้ เป็นกลไกสำคัญในการพยุงระบบเศรษฐกิจฐานรากและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศให้ผ่านพ้นช่วงความผันผวนด้านพลังงานไปด้วยกัน</p>

<p><br />
แนวทางการสื่อสาร<br />
1. นำเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติดำเนินโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) และเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพิ่มเติม เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน<br />
2. นำเสนอรายละเอียดการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 เพิ่มเติม คนละ 700 บาทต่อเดือน ในเดือนตุลาคม 2569 และโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) สนับสนุนเงินร่วมจ่ายในอัตราร้อยละ 60 ไม่เกิน 1,000 บาทต่อคน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม - 30 พฤศจิกายน 2569</p>

<p><br />
แฮชแท็กเพื่อการสื่อสาร<br />
#ไทยช่วยไทยพลัสเพิ่มเติม #บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ #บรรเทาภาระค่าครองชีพ #กระทรวงการคลัง #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง</p>

<p>------------------------------------------<br />
รวบรวมโดย: กองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ กรมประชาสัมพันธ์<br />
จัดทำโดย: นางจริยา ประสพทรัพย์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ โทร. 092 2468306<br />
&nbsp; &nbsp;นางภณิตา บูรณ์เจริญ ผู้อำนวยการส่วนการประชาสัมพันธ์ โทร. 092 2468710&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; นางสาวสุณิสา สังข์วงค์ นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการพิเศษ โทร. 092 2468693<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; นางสาวนภัสวรรณ ศรีจันทร์โฉม นักสื่อสารมวลชนปฏิบัติการ&nbsp;<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://ratchaburi.prd.go.th/th/file/get/file/202609230bda3552670909499f5b5f3990436b97135709.jpg' type='image/jpg' length='1553515' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank 2026 12 - 18 ตุลาคม 2569]]></title>
<link>https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/543284</link>
<guid isPermaLink="false">2de163986137695e0cf0a891f14e6635</guid>
<pubDate>Mon, 21 Sep 2026 11:08:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank 2026 12 - 18 ตุลาคม 2569</p>

<p>การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group: WBG) หรือ IMF-WBG Annual Meetings หรือ AM2026ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 - 18 ตุลาคม 2569 ถือเป็นเวทีเศรษฐกิจการเงินที่สำคัญที่สุดเวทีหนึ่งของโลก เปรียบเสมือน &ldquo;โอลิมปิกด้านการเงินการคลัง&rdquo; ที่จะทำให้สายตาจากทั่วโลกจับจ้องมายังประเทศไทย โดยเป็นการประชุมของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหารสถาบันการเงิน นักคิด และนักวิชาการด้านเศรษฐกิจการเงินจากทั่วทุกมุมโลก มาร่วมหารือประเด็นสำคัญ อาทิ การเติบโตทางเศรษฐกิจ เสถียรภาพทางการเงิน การลดความยากจน ความเหลื่อมล้ำ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หนี้สาธารณะ เทคโนโลยีทางการเงิน (FinTech) และสินทรัพย์ดิจิทัล และการรับมือภัยไซเบอร์ด้านการเงิน เพื่อเป็นแนวทางให้แต่ละประเทศนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศ ให้เกิดเสถียรภาพและส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน&nbsp;<br />
การจัดประชุมระดับโลกนี้เริ่มต้นเมื่อปี 2490 และจัดขึ้นเป็นประจำในเดือนตุลาคมของทุกปี ณ สำนักงานใหญ่ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ต่อเนื่องกัน 2 ปี และทุกปีที่ 3 จะหมุนเวียนไปจัดที่ประเทศสมาชิก เพื่อเชื่อมโยงความหลากหลายของภูมิภาคและความร่วมมือจากทั่วโลก จากจุดเริ่มต้นถึงปัจจุบันมีเพียง 3 ประเทศที่ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพถึง 2 ครั้ง ได้แก่ ตุรกี (ปี 2498 และ 2552) ญี่ปุ่น (ปี 2507 และ 2555) และไทย ครั้งแรกเมื่อปี 2534 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ จากความสำเร็จในครั้งนั้น ทำให้ในปี 2569 ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมอีกครั้ง ในรอบ 35 ปี สะท้อนว่าไทยเป็นประเทศที่ประชาคมโลกเชื่อมั่นและให้ความสนใจในด้านการเงินการคลังระดับโลก&nbsp;<br />
ย้อนกลับไป 35 ปีที่แล้ว ปี 2534 ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพการประชุมใหญ่ระดับโลกครั้งสำคัญ Annual Meetings of the International Monetary Fund and the World Bank Group เป็นครั้งแรก ที่กรุงเทพมหานคร ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ไทยก้าวขึ้นมาอยู่ในแผนที่เศรษฐกิจโลก ยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศในฐานะศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภูมิภาค การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบบริการ<br />
เพื่อรองรับผู้เข้าร่วมประชุมนับหมื่นคนจากทั่วโลก ที่สำคัญคือการสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนต่างชาติว่า<br />
ไทยพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งของเวทีเศรษฐกิจโลก<br />
จากนั้นตุลาคม 2566 ที่กรุงมาร์ราเกช ประเทศโมร็อกโก ในระหว่างการประชุม 2023 Annual Meetings of the International Monetary Fund and the World Bank Group มีพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ<br />
ให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมที่สำคัญนี้อีกครั้ง ในปี 2569 จากการคัดเลือกของ IMF และ World Bank Group จนนำมาสู่การประชาสัมพันธ์การเป็นเจ้าภาพของไทย ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ 2024 Spring Meetings, 2024 Annual Meetings, 2025 Spring Meetings และครั้งล่าสุดในการประชุม 2025 Annual Meetings ระหว่างวันที่ 13-17 ตุลาคม 2568 ประเทศไทยได้จัดแสดงบูทประชาสัมพันธ์ในธีม &ldquo;A Touch of Thai Craftsmanship&rdquo; หรือ &ldquo;สัมผัสหัตถศิลป์ไทย&rdquo; ชูเอกลักษณ์ความเป็นไทยผ่านผลิตภัณฑ์การสานแบบไทย และกิจกรรมสานปลาตะเพียน สร้างความประทับใจให้ผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลก และในปี 2569&nbsp;<br />
มีซีรีส์ของกิจกรรมประชาสัมพันธ์ Road to Thailand อย่างต่อเนื่อง<br />
การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม The 2026 Annual Meetings of the International Monetary Fund and the World Bank Group ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร ในครั้งนี้จะยกระดับบทบาทของไทยในเวทีโลกอีกครั้ง ด้วยการนำเสนอวิสัยทัศน์การพัฒนาผ่านการกำหนดธีมของประเทศไทย และการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน เปิดโอกาสการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ส่งเสริมการท่องเที่ยว และแสดงศักยภาพของประเทศไทยในด้านต่าง ๆ ต่อผู้นำและผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจจากทั่วโลก ดังนั้น การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการจัดประชุมระดับนานาชาติ แต่เป็น &ldquo;โอกาสของประเทศและคนไทยทุกคน&rdquo; ในการแสดงศักยภาพ ความพร้อม และอัตลักษณ์ความเป็นไทยต่อผู้นำเศรษฐกิจ โดยสอดแทรกผ่านองค์ประกอบในการจัดประชุม อาทิ การใช้ผ้าไทย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว การลงทุน และรายได้ให้กับผู้ประกอบการไทยในหลายภาคส่วน ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร การคมนาคม บริการ และธุรกิจท้องถิ่น พร้อมทั้งสนับสนุนแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยในการประชุมจะนำแนวคิด Green Meeting และผนังห้องประชุมแบบ Isowall (แผ่นผนังสำเร็จรูป) มาใช้ ซึ่งสามารถรื้อและนำกลับมาใช้ใหม่ได้&nbsp;<br />
คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 15,000 คน จาก 191 ประเทศ ซึ่งเป็นผู้นำระดับสูง ทั้งผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหาร IMF และ World Bank นักลงทุน สถาบันการเงิน ภาคเอกชน และสื่อมวลชนจากทั่วโลก โดยจะมีการประชุมหลัก ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และการประชุมย่อยอีกประมาณ 1,000 การประชุม&nbsp;<br />
ซึ่งคาดว่า การประชุมดังกล่าวจะทำให้เงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจไทยจำนวนมาก และความสำเร็จของการประชุมครั้งนี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน และให้คนไทยทุกคนรู้สึกว่า &ldquo;เราเป็นเจ้าภาพร่วมกัน&rdquo; ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน ผู้ประกอบการ ภาคบริการ อาสาสมัคร หรือประชาชนทั่วไป เพราะนี่คือโอกาสสำคัญในการสร้างความประทับใจและสะท้อนศักยภาพของประเทศไทยต่อประชาคมโลก&nbsp;<br />
รัฐบาลเชื่อมั่นว่า เวทีนี้จะเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอวิสัยทัศน์และบทบาทของไทยในฐานะประเทศ<br />
ที่พร้อมเชื่อมโยงความร่วมมือ สร้างสมดุล และขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกอย่างยั่งยืน&nbsp;</p>

<p>......................................................<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://ratchaburi.prd.go.th/th/file/get/file/2026092188642f3bf577eaf0a02e6d4cd7dcb0cf110928.jpg' type='image/jpg' length='1330980' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“จุลพันธ์” ประชุมรัฐมนตรีแรงงานเอเปค ครั้งที่ 8 ร่วมมือ ออสเตรเลีย-จีน ขยายโอกาสแรงงานไทย พัฒนาทักษะ คุ้มครองสิทธิแรงงาน]]></title>
<link>https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/543281</link>
<guid isPermaLink="false">b1f1d3a2a17f9e62cdeb2d0312e4b5b0</guid>
<pubDate>Mon, 21 Sep 2026 11:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&ldquo;จุลพันธ์&rdquo; ประชุมรัฐมนตรีแรงงานเอเปค ครั้งที่ 8 ร่วมมือ ออสเตรเลีย-จีน ขยายโอกาสแรงงานไทย พัฒนาทักษะ คุ้มครองสิทธิแรงงาน<br />
บทสรุป<br />
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน หารือทวิภาคีกับ The Hon Andrew Giles MP รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทักษะและการฝึกอบรม เครือรัฐออสเตรเลีย ในช่วงการประชุมรัฐมนตรีแรงงานเอเปค ครั้งที่ 8 (APEC HRDMM) ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยหารือ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1. การเคลื่อนย้ายแรงงานและโอกาสการจ้างงาน เป็นการติดตามผลการหารือร่วมกันเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เกี่ยวกับการขยายโอกาสการจ้างงานให้แก่แรงงานไทยในออสเตรเลีย โดยเฉพาะสาขาเกษตรกรรมตามฤดูกาล ก่อสร้าง แรงงานฝีมือ และแรงงานทักษะสูง 2. การพัฒนาทักษะแรงงานและอนาคตแห่งการทำงาน ซึ่งไทยให้ความสำคัญกับการยกระดับและเพิ่มพูนทักษะแรงงาน (Upskilling &amp; Reskilling) เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมวิชาชีพ (TVET) รวมถึงสร้างความร่วมมือระหว่างสถาบันฝึกอบรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศ&nbsp;<br />
และ 3. ในช่วงที่ไทยทำหน้าที่เป็นประธานรัฐมนตรีแรงงานอาเซียนในวาระปี 2569&ndash;2571 ขอความร่วมมือจากเครือรัฐออสเตรเลียสนับสนุนและแลกเปลี่ยนเรื่อง ASEAN Skill Certification และ AI Governance ร่วมกับสมาชิกอาเซียน เพื่อประโยชน์ด้านการเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างประเทศ นอกจากนี้ได้หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรมนุษย์และประกันสังคมแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ยกระดับความร่วมมือด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และทักษะแรงงาน โดยเฉพาะทักษะรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และทักษะสีเขียว ต่อยอดความร่วมมือระหว่างกรมพัฒนาฝีมือแรงงานกับบริษัทจีนในประเทศไทย รวมถึงหัวเว่ย เพื่อพัฒนาแรงงานให้สอดรับกับความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่ ขณะที่การประชุมรัฐมนตรีแรงงานเอเปค ครั้งที่ 8 ในวันที่ 21 กันยายน 2569 มุ่งเน้นความร่วมมือ 3 ด้าน ได้แก่ การส่งเสริมการจ้างงานคุณภาพสูงและการพัฒนาเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการจ้างงาน การลงทุนในคนและพัฒนาทักษะวิชาชีพ และการพัฒนาระบบประกันสังคมดิจิทัล ทั้งนี้ เพื่อยกระดับศักยภาพแรงงานไทยให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับสมาชิก</p>

<p>รายละเอียด<br />
(20 ก.ย. 69) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้เข้าหารือทวิภาคีกับ The Hon Andrew Giles MP &nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทักษะและการฝึกอบรม เครือรัฐออสเตรเลีย ในช่วงการประชุมรัฐมนตรีแรงงานเอเปค (APEC Human Resources Development Ministerial Meeting: APEC HRDMM) ครั้งที่ 8 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-22 กันยายน 2569 ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน&nbsp;<br />
นายจุลพันธ์ แสดงความยินดีและขอบคุณสำหรับการตอบรับการหารือ พร้อมทั้งตอกย้ำถึงความสำคัญในการแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับกำลังแรงงานของทั้งสองประเทศ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกแห่งการทำงาน ซึ่งได้หารือในประเด็นสำคัญ 3 ด้านหลัก ได้แก่<br />
1. การเคลื่อนย้ายแรงงานและโอกาสการจ้างงาน โดย นายจุลพันธ์ ได้ติดตามผลการหารือเดิมที่เคยพูดคุยกับ The Hon Tony Burke MP เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เกี่ยวกับการขยายโอกาสการจ้างงานให้แก่แรงงานไทยในออสเตรเลีย โดยเฉพาะในสาขาเกษตรกรรมตามฤดูกาล ก่อสร้าง รวมถึงอาชีพแรงงานฝีมือและแรงงานทักษะสูง พร้อมกันนี้ ได้หยิบยกประเด็นข้อกำหนดด้านทักษะภาษาอังกฤษ โดยเสนอความเป็นไปได้ในการปรับระดับหรือการทดสอบภาษาอังกฤษให้สอดคล้องกับความจำเป็นในการสื่อสารจริงของแต่ละสาขาอาชีพ ซึ่งได้มอบหมายให้กรมการจัดหางานหารือในรายละเอียดร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลียอย่างใกล้ชิดต่อไป &nbsp;<br />
2. การพัฒนาทักษะแรงงานและอนาคตแห่งการทำงาน โดยประเทศไทยให้ความสำคัญกับการยกระดับและเพิ่มพูนทักษะแรงงาน (Upskilling &amp; Reskilling) เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ (Automation) และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Transition) โดยไทยพร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับออสเตรเลียด้านการอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมวิชาชีพ (TVET) รวมถึงการสร้างความร่วมมือระหว่างสถาบันฝึกอบรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศ<br />
3. ในช่วงที่ทำหน้าที่เป็นประธานรัฐมนตรีแรงงานอาเซียนในวาระปี 2569 &ndash; 2571 ขอความร่วมมือเครือรัฐออสเตรเลียในการสนับสนุน และแลกเปลี่ยน เรื่อง ASEAN Skill Certification และ AI governance (ธรรมาภิบาลด้าน AI) ร่วมกับสมาชิกอาเซียน ซึ่งจะมีประโยชน์ในด้านการเคลื่อนย้ายไปทำงานระหว่างประเทศของแรงงานต่อไป<br />
นายจุลพันธ์ ได้กล่าวขอบคุณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทักษะและการฝึกอบรม เครือรัฐออสเตรเลีย สำหรับการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ และแสดงความมุ่งมั่นที่จะกระชับความร่วมมืออันดีระหว่างไทยและออสเตรเลียอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับพหุภาคีและผ่านกรอบความร่วมมือเอเปค<br />
นายจุลพันธ์ ยังได้หารือกับ H.E. Ms. Wang Xiaoping รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรมนุษย์และประกันสังคมแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อมุ่งยกระดับความร่วมมือด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และทักษะแรงงาน โดยเฉพาะทักษะรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เทคโนโลยีดิจิทัล หุ่นยนต์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เซมิคอนดักเตอร์ และทักษะสีเขียว พร้อมต่อยอดความร่วมมือระหว่างกรมพัฒนาฝีมือแรงงานกับบริษัทจีนในประเทศไทย รวมถึงหัวเว่ย เพื่อพัฒนาแรงงานให้สอดรับกับความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่ พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนทิศทางการดำเนินงานในฐานะประธานการประชุมรัฐมนตรีแรงงานอาเซียน (ALMM) ภายใต้แนวคิด &ldquo;Advancing ASEAN Human Capital: Skills Certification towards Global Recognition&rdquo; ซึ่งมุ่งผลักดันการรับรองทักษะให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ควบคู่กับความร่วมมือด้านการกำกับดูแล AI อย่างมีความรับผิดชอบในโลกการทำงาน และการพัฒนาทุนมนุษย์ พร้อมส่งเสริมความร่วมมือกับจีนผ่านกรอบ ASEAN Plus Three อย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง ขอบคุณจีนที่สนับสนุนความร่วมมือด้านนโยบายการจ้างงานในอาเซียนผ่านโครงการ ProSSCE&ndash;ASEAN ตลอดจนโครงการขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ด้านงานที่มีคุณค่าในเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม พร้อมแสดงความสนใจในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวทางดำเนินงานระหว่างกัน และย้ำว่าความร่วมมือระหว่างไทยและจีนจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับทักษะแรงงานให้เท่าทันโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กระทรวงแรงงานพร้อมทำงานร่วมกับจีนอย่างใกล้ชิด เพื่อพัฒนากำลังคน เพิ่มโอกาสในการทำงาน และสร้างประโยชน์ร่วมกันแก่แรงงานและประชาชนของทั้งสองประเทศ<br />
สำหรับการประชุมรัฐมนตรีแรงงานเอเปค ครั้งที่ 8 มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 21 กันยายน 2569&nbsp;<br />
ณ เมืองหนานจิง สาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้หัวข้อ &ldquo;การยกระดับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้ทันสมัย&nbsp;<br />
เพื่อประชาคมเอเชีย-แปซิฟิกที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น&rdquo; มุ่งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ สังคม โครงสร้างประชากร และเทคโนโลยี โดยเน้นย้ำความร่วมมือใน 3 ด้านหลัก ได้แก่&nbsp;<br />
1. การส่งเสริมการจ้างงานคุณภาพสูงและการพัฒนาเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการจ้างงาน เชื่อมโยงนโยบายเศรษฐกิจกับการจ้างงาน ใช้ประโยชน์จาก AI เพิ่มโอกาสทางอาชีพ สนับสนุนให้ทุกคนสามารถเข้าถึงโอกาสในการทำงานและการฝึกอบรม<br />
2. การลงทุนในคนและพัฒนาทักษะวิชาชีพ มุ่งเน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต ยกระดับทักษะดิจิทัล เสริมสร้างการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์กับ AI เพื่อรองรับการเกิดของอาชีพใหม่ ๆ &nbsp;<br />
3. การพัฒนาระบบประกันสังคมดิจิทัล นำเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง Big Data, AI และ Cloud Computing มาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการประกันสังคมให้ยืดหยุ่น ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และครอบคลุม<br />
ทั้งนี้ก่อนการประชุม คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 เห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมการประชุมรัฐมนตรีด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เอเปค ครั้งที่ 8 และร่างภาคผนวกว่าด้วยข้อริเริ่มการรับมือผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต่อการจ้างงานในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก พร้อมอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายร่วมรับรองเอกสารทั้ง 2 ฉบับ อีกทั้ง ในส่วนของร่างภาคผนวกฯ&nbsp;<br />
ได้ระบุถึงแนวทางเฉพาะในการนำ AI มาช่วยลดภาระงานในกลุ่มอาชีพเสี่ยงภัย ทดแทนแรงงานในกลุ่มที่ขาดแคลน คาดการณ์ความต้องการทักษะแรงงานล่วงหน้า ตลอดจนการคุ้มครองสิทธิแรงงานในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล&nbsp;<br />
ซึ่งการเข้าร่วมรับรองแถลงการณ์ครั้งนี้ จะช่วยยกระดับศักยภาพแรงงานไทยให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเปิดโอกาสให้ประเทศไทยได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับสมาชิกเอเปค อย่างไรก็ตาม เอกสารดังกล่าวไม่มีถ้อยคำผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ จึงไม่เข้าข่ายหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญ</p>

<p>แนวทางการสื่อสาร<br />
1. นำเสนอ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน หารือกับ รมว.ทักษะและการฝึกอบรม เครือรัฐออสเตรเลีย ในช่วงการประชุมรัฐมนตรีแรงงานเอเปค ครั้งที่ 8 ที่ สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเพิ่มโอกาสการจ้างงานในสาขาเกษตรกรรมตามฤดูกาล ก่อสร้าง แรงงานฝีมือ และแรงงานทักษะสูง ยกระดับและเพิ่มพูนทักษะแรงงานแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมวิชาชีพ สร้างความร่วมมือระหว่างสถาบันฝึกอบรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง<br />
2. นำเสนอ นายจุลพันธ์ หารือ รมว.ทรัพยากรมนุษย์และประกันสังคมแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เดินหน้ายกระดับทักษะแรงงานไทยรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้ง EV เทคโนโลยีดิจิทัล หุ่นยนต์ AI เซมิคอนดักเตอร์ และทักษะสีเขียว ต่อยอดความร่วมมือกับบริษัทจีนในประเทศไทย รวมถึงหัวเว่ย พัฒนาแรงงานให้สอดรับกับความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่<br />
3. นำเสนอ การประชุมรัฐมนตรีแรงงานเอเปค ครั้งที่ 8 มุ่งเน้นความร่วมมือในการส่งเสริมการจ้างงานคุณภาพสูงและการพัฒนาเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการจ้างงาน การลงทุนในคนและพัฒนาทักษะวิชาชีพ และการพัฒนาระบบประกันสังคมดิจิทัล มุ่งยกระดับศักยภาพแรงงานไทย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับสมาชิก</p>

<p>แฮชแท็กเพื่อการสื่อสาร<br />
#จุลพันธ์ประชุมรัฐมนตรีแรงงานเอเปคครั้งที่8 #ร่วมมือออสเตรเลียจีน #ขยายโอกาสแรงงานไทย #พัฒนาทักษะ #คุ้มครองสิทธิแรงงาน #กระทรวงแรงงาน #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง&nbsp;<br />
------------------------------------------<br />
รวบรวมโดย: กองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ กรมประชาสัมพันธ์<br />
จัดทำโดย: นางจริยา ประสพทรัพย์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ โทร. 092 2468306<br />
&nbsp; &nbsp;นางภณิตา บูรณ์เจริญ ผู้อำนวยการส่วนการประชาสัมพันธ์ โทร. 092 2468710&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; นางสาวสุณิสา สังข์วงค์ นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการพิเศษ โทร. 092 2468693<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://ratchaburi.prd.go.th/th/file/get/file/20260921481ac4b2c52b4e9a5d9697f9e6566af0110808.jpg' type='image/jpg' length='1733976' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[รัฐบาลเปิด “One Map น้ำ” บูรณาการข้อมูล 4 หน่วยงาน เป็นหนึ่งเดียว ยกระดับการแจ้งเตือนภัยพิบัติล่วงหน้า แม่นยำ รวดเร็ว]]></title>
<link>https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/542674</link>
<guid isPermaLink="false">d399c35423e5f37ff4affff51295bf55</guid>
<pubDate>Fri, 18 Sep 2026 14:18:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>รัฐบาลเปิด &ldquo;One Map น้ำ&rdquo; บูรณาการข้อมูล 4 หน่วยงาน เป็นหนึ่งเดียว ยกระดับการแจ้งเตือนภัยพิบัติล่วงหน้า แม่นยำ รวดเร็ว<br />
บทสรุป<br />
รัฐบาลได้เปิดตัวระบบ &ldquo;One Map น้ำ&rdquo; โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) &ldquo;One Map บูรณาการสารสนเทศการแจ้งเตือนล่วงหน้าเพื่อทุกคน&rdquo; เพื่อรวมคลังข้อมูลน้ำและภัยพิบัติแห่งชาติไว้ในจุดเดียว ซึ่งเป็นการบูรณาการข้อมูลของทั้ง 4 หน่วยงาน ได้แก่ 1. กรมอุตุนิยมวิทยา ทำหน้าที่ตรวจวัด พยากรณ์อากาศ เรดาร์ และเป็นหน่วยงานหลักในการออกคำเตือนอย่างเป็นทางการ (Official Warning) เมื่อเกิดพายุและฝนตกหนัก 2. สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) (BDI) วิเคราะห์ข้อมูลและแดชบอร์ด และนำเทคโนโลยี AI มาช่วยวิเคราะห์สถานการณ์ภัยพิบัติ 3. สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (GISTDA) สนับสนุนภาพถ่ายดาวเทียม เพื่อประเมินพื้นที่เสี่ยงภัย และ 4. สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.) สนับสนุนข้อมูลระดับและปริมาณน้ำ ประเมินพื้นที่เฝ้าระวังฝนล่วงหน้า 24-48 ชั่วโมง ถือเป็นก้าวที่สำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายเรื่องของภัยพิบัติแห่งชาติ เพื่อให้การจัดทำข้อมูลด้านภัยพิบัติมารวมกันเป็นหนึ่งเดียว ทำให้การสื่อสารไปสู่ประชาชนในพื้นที่ที่เกิดภัยพิบัติเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานส่วนหน้าตั้งแต่ระดับชุมชน อาทิ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จะได้รับข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำในการใช้แจ้งเตือน เฝ้าระวัง ให้ความช่วยเหลือประชาชน รับมือกับเหตุการณ์ภัยพิบัติ และป้องกันการสูญเสีย ประชาชนและหน่วยงานในพื้นที่สามารถติดตามสถานการณ์น้ำและภัยพิบัติแบบเรียลไทม์ผ่าน แดชบอร์ดเตือนภัยรวมศูนย์ ได้แล้วที่เว็บไซต์ www.thaiwater.net/new4all ซึ่งรัฐบาลมั่นใจว่าการจัดทำแผนที่ One Map น้ำ จะช่วยยกระดับความมั่นคงปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้ และช่วยคาดการณ์เหตุภัยพิบัติล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศเตือนฝนตกหนักถึงหนักมากถึงวันที่ 20 กันยายน 2569 โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอในพื้นที่เสี่ยงติดตามสถานการณ์และยืนยันข้อมูลโดยเร็ว เพื่อส่งข้อความ Cell Broadcast แจ้งเตือนและช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที</p>

<p>รายละเอียด<br />
จากการที่รัฐบาลได้ลงพื้นที่อำนวยการและติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดน่านที่ผ่านมา พบปัญหาสำคัญคือระบบแจ้งเตือนภัยของประเทศยังมีความซ้ำซ้อน ข้อมูลกระจัดกระจาย และไม่ตรงกันระหว่างหน่วยงาน ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการตัดสินใจและการเตรียมตัวของประชาชน รัฐบาลจึงมุ่งแก้ปัญหาที่ต้นตอด้วยการสร้างมาตรฐานข้อมูลหนึ่งเดียว เพื่อให้มีข้อมูลกับประชาชนได้ครบถ้วน รอบด้านว่าน้ำจะท่วมจุดไหน สูงเท่าใด และจะมาถึงภายในกี่ชั่วโมง โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) &ldquo;One Map บูรณาการสารสนเทศการแจ้งเตือนล่วงหน้าเพื่อทุกคน&rdquo; ซึ่งเป็นการบูรณาการข้อมูลของทั้ง 4 หน่วยงาน ได้แก่&nbsp;<br />
กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและ<br />
ภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.)&nbsp;<br />
โดยมีการแบ่งหน้าที่การทำงานชัดเจน คือ&nbsp;<br />
- กรมอุตุนิยมวิทยา ทำหน้าที่ตรวจวัด พยากรณ์อากาศ เรดาร์ และเป็นหน่วยงานหลักในการออกคำเตือนอย่างเป็นทางการ (Official Warning) เมื่อเกิดพายุและฝนตกหนัก<br />
- สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) สนับสนุนภาพถ่ายดาวเทียม ข้อมูลภูมิสารสนเทศ ติดตามจุดความร้อนและสถานการณ์ PM2.5 เพื่อประเมินพื้นที่เสี่ยงภัย&nbsp;<br />
- สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.) ทำหน้าที่สนับสนุนข้อมูลระดับและปริมาณน้ำจากสถานีโทรมาตรอัตโนมัติ พร้อมประเมินพื้นที่เฝ้าระวังฝนล่วงหน้า 24-48 ชั่วโมง&nbsp;<br />
- สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) พัฒนาระบบวิเคราะห์ข้อมูลและแดชบอร์ด ควบคุมธรรมาภิบาลข้อมูล และนำเทคโนโลยี AI มาช่วยวิเคราะห์สถานการณ์ภัยพิบัติ โดย BDI ได้จัดเตรียมข้อมูลจากชุดข้อมูลภัยพิบัติ 118 ชุดจาก 52 หน่วยงาน ประกอบด้วย ข้อมูลการเฝ้าระวัง ข้อมูลระหว่างเกิดสถานการณ์เพื่อการดูแลประชาชน&nbsp;<br />
(ข้อมูลด้านสุขภาพ) และข้อมูลการเยียวยาให้ความช่วยเหลือภายหลังเกิดสถานการณ์ พร้อมกับบุคลากรด้านการวิเคราะห์ข้อมูล จำนวนกว่า 50 คน เพื่อทำการเรียบเรียงข้อมูลในแต่ละระดับชั้นข้อมูล (Data Layer) ให้กับผู้เชี่ยวชาญทำการวิเคราะห์ข้อมูลและส่งต่อข้อมูลที่สมบูรณ์ เข้าใจง่ายให้กับฝ่ายปฏิบัติงาน<br />
ถือเป็นก้าวที่สำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายเรื่องของภัยพิบัติแห่งชาติ ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ให้ความสำคัญ เพื่อให้การจัดทำข้อมูลด้านภัยพิบัติ&nbsp;<br />
สภาพอากาศที่มีอยู่ในทุกหน่วยงาน มารวมกันเป็นหนึ่งเดียว เพื่อทำให้การสื่อสารจากหน่วยงานที่รับผิดชอบไปสู่ประชาชนในพื้นที่ที่เกิดภัยพิบัติเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในเชิงข้อมูล จะทำให้ข้อมูลด้านภัยพิบัตินั้นเป็นไปในรูปแบบเดียวกัน สิ่งสำคัญที่สุดคือจะทำอย่างไรให้กำลังคนในพื้นที่ โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานส่วนหน้าตั้งแต่ระดับชุมชน อาทิ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จะได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง<br />
แม่นยำในการใช้แจ้งเตือน เฝ้าระวัง ให้ความช่วยเหลือประชาชน และรับมือกับเหตุการณ์ภัยพิบัติ ซึ่งทั้ง&nbsp;<br />
4 หน่วยงานจะบูรณาการข้อมูล รวบรวมข้อมูล พัฒนาวิเคราะห์ข้อมูล และแปลงผลข้อมูลในรูปแบบที่เป็นหนึ่งเดียวกัน ทำให้ประชาชนเข้าใจง่าย สามารถป้องกันการสูญเสียจากภัยพิบัติ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน<br />
ประชาชนและหน่วยงานในพื้นที่สามารถติดตามสถานการณ์น้ำและภัยพิบัติแบบเรียลไทม์ผ่าน แดชบอร์ดเตือนภัยรวมศูนย์ ได้แล้วที่เว็บไซต์ www.thaiwater.net/new4all ซึ่งรัฐบาลมั่นใจว่าการจัดทำแผนที่ One Map น้ำ จะช่วยยกระดับความมั่นคงปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้ และช่วยคาดการณ์เหตุภัยพิบัติล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;(17 ก.ย. 69) กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ประกาศเตือนฝนตกหนักถึงหนักมาก และคลื่นลมแรงบริเวณทะเล<br />
อันดามันในช่วงวันที่ 17 - 20 กันยายน 2569 โดยเริ่มมีผลกระทบในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อนในวันที่ 17 กันยายน 2569 หลังจากนั้นภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้จะได้รับผลกระทบในวันที่ 18 กันยายน 2569 ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านเส้นทางที่มีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำ ซึ่งอาจเกิดน้ำท่วมขังในระยะสั้นได้ ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันมีกำลังค่อนข้างแรง มีคลื่นสูง 2 - 3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร สำหรับชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง ส่วนเรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 17 - 20 กันยายน นี้<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ย้ำว่า ช่วงนี้มีฝนตกชุกบางพื้นที่ และ<br />
ตกแช่ในช่วงกลางดึก ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เน้นย้ำนายอำเภอในแต่ละพื้นที่ที่เป็นพื้นที่เสี่ยง ติดตามสถานการณ์และยืนยันข้อมูลโดยเร็ว เพื่อส่งข้อความ Cell Broadcast แจ้งเตือนประชาชนอย่างทันท่วงที ขณะที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้แจ้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงกรุงเทพมหานคร เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม น้ำท่วมขัง และคลื่นลมแรง ถึงวันที่ 20 กันยายน 2569 โดยจัดทีมปฏิบัติการและเครื่องจักรกลสาธารณภัยเข้าประจำพื้นที่เสี่ยงเพื่อเข้าเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทันทีที่เกิดภัย โดยเฉพาะในบริเวณพื้นที่เสี่ยงและบริเวณที่มีฝนตกสะสมมากกว่า 90 มิลลิเมตร ใน 24 ชั่วโมง พื้นที่จุดเสี่ยงที่เคยเกิดน้ำท่วมบ่อยครั้ง ให้เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อลดผลกระทบจากเหตุอุทกภัยให้ได้มากที่สุด สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติ โดยเฉพาะถ้ำน้ำตก ถ้ำลอด หากมีความเสี่ยงเกิดสถานการณ์ภัยให้ประกาศแจ้งเตือนและปิดกั้นพื้นที่ไม่ให้บุคคลใดเข้าพื้นที่ จัดเตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราวให้พร้อมรองรับผู้อพยพ ในกรณีที่มีคลื่นลมแรงให้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกประกาศหรือติดตั้งสัญญาณแจ้งเตือนบริเวณชายฝั่งทะเลห้ามนักท่องเที่ยวเล่นน้ำโดยเด็ดขาด และให้แจ้งชาวเรือ ผู้บังคับเรือ และผู้ประกอบการเดินเรือโดยสารเพิ่มความระมัดระวัง ในการเดินเรือหากสถานการณ์มีแนวโน้มรุนแรง ให้พิจารณาห้ามเดินเรือเด็ดขาด ให้จัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงภัย และพร้อมเข้าเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทันทีหากเกิดสถานการณ์ขึ้น ตลอด 24 ชั่วโมง และขอให้จังหวัดประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนติดตามข้อมูลสภาวะอากาศและข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด รวมถึงแจ้งเตือนประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยทราบล่วงหน้าเพื่อให้ประชาชนเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์โดยปฏิบัติตามคำแนะนำจากทางราชการอย่างเคร่งครัด และประชาชนสามารถแจ้งเหตุขอความช่วยเหลือทางไลน์ &ldquo;ปภ.รับแจ้งเหตุ1784&rdquo; รวมถึงสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือ โดยขอให้ประชาชน &ldquo;ไม่ตื่นตระหนก แต่ไม่ประมาท&rdquo; และติดตามข้อมูลจากหน่วยงานราชการและแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้เป็นหลัก</p>

<p><br />
แนวทางการสื่อสาร<br />
1. นำเสนอรัฐบาลเปิดตัวระบบ &ldquo;One Map น้ำ&rdquo; เพื่อรวมคลังข้อมูลน้ำและภัยพิบัติแห่งชาติไว้ในจุดเดียว ซึ่งจะช่วยยกระดับความมั่นคงปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และช่วยคาดการณ์เหตุภัยพิบัติล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำประชาชนและหน่วยงานในพื้นที่สามารถติดตามสถานการณ์น้ำและภัยพิบัติแบบเรียลไทม์ผ่าน แดชบอร์ดเตือนภัย<br />
รวมศูนย์ ได้แล้วที่เว็บไซต์ www.thaiwater.net/new4all&nbsp;<br />
2. ประชาสัมพันธ์และแจ้งเตือนสถานการณ์ฝนตกหนักบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ พร้อมทั้งนำเสนอหน่วยงานภาครัฐให้การช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ&nbsp;</p>

<p>แฮชแท็กเพื่อการสื่อสาร<br />
#รัฐบาลเปิดOneMapน้ำ #บูรณาการข้อมูล4หน่วยงานเป็นหนึ่งเดียว #ยกระดับการแจ้งเตือนภัยพิบัติล่วงหน้า&nbsp;<br />
#แม่นยำรวดเร็ว #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม<br />
#กระทรวงมหาดไทย #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง&nbsp;<br />
------------------------------------------<br />
รวบรวมโดย: กองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ กรมประชาสัมพันธ์<br />
จัดทำโดย: นางจริยา ประสพทรัพย์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ โทร. 092 2468306<br />
&nbsp; &nbsp;นางภณิตา บูรณ์เจริญ ผู้อำนวยการส่วนการประชาสัมพันธ์ โทร. 092 2468710&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; นางสาวสุณิสา สังข์วงค์ นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการพิเศษ โทร. 092 2468693<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://ratchaburi.prd.go.th/th/file/get/file/202609188baff3e104da64da0b52b53694ff48cc141935.jpg' type='image/jpg' length='1358497' />
</item>
</channel>
</rss>
