<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวประกาศ]]></title>
<link>https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/index/id/57</link>
<atom:link href="https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/index/id/57" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[ศึกษาฯ - พม. - พาณิชย์ ออกมาตรการลดภาระค่าครองชีพผู้ปกครองทั่วประเทศก่อนเปิดเทอม  ]]></title>
<link>https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/501157</link>
<guid isPermaLink="false">7769cfdf803617e460889b4e9e5235c1</guid>
<pubDate>Fri, 08 May 2026 09:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ศึกษาฯ - พม. - พาณิชย์ ออกมาตรการลดภาระค่าครองชีพผู้ปกครองทั่วประเทศก่อนเปิดเทอม &nbsp;<br />
บทสรุป<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้ายกระดับระบบการศึกษาไทย โดยให้ความสำคัญทั้งคุณภาพการเรียนรู้ ความปลอดภัยของนักเรียนและสถานศึกษา และลดภาระ<br />
ค่าครองชีพของผู้ปกครอง ซึ่งโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทั่วประเทศ ส่วนใหญ่จะเปิดภาคเรียนในวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 และบางแห่งจะทยอยเปิดในวันที่ 14 - 15 พฤษภาคม 2569โดยรัฐบาลเร่งดำเนินมาตรการเชิงรุกด้าน &ldquo;ความปลอดภัยในสถานศึกษา&rdquo; เป็นวาระเร่งด่วน ด้านนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เดินหน้ายกระดับการศึกษาไทยด้วยนโยบาย &ldquo;All for Education&rdquo; ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างทักษะแห่งอนาคต และออกมาตรการลดค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง เช่น อนุโลมให้นักเรียนใช้ชุดเดิมได้ แม้เลื่อนชั้นหรือย้ายสถานศึกษา ไม่บังคับซื้อชุดลูกเสือ&ndash;เนตรนารี เต็มชุด และจัดหาอุปกรณ์การเรียนราคาประหยัด นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;จัดกิจกรรม &ldquo;Back to School ฟรีดอกเบี้ย&rdquo; วงเงินจำนำไม่เกิน 5,000 บาท สำหรับผู้ที่ใช้บริการระหว่างวันที่ &nbsp; &nbsp; &nbsp;16 เม.ย. - 31 พฤษภาคม 2569 ณ สถานธนานุเคราะห์ทั่วประเทศ เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องทางการเงิน และลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองในช่วงเปิดภาคเรียน และกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน จัดโครงการพาณิชย์ลดค่าครองชีพประชาชน &ldquo;Back to School 2026&rdquo; (เปิดเทอมใหญ่ สบายกระเป๋า) เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ปกครองและนักเรียนทั่วประเทศไม่น้อยกว่า 300 ล้านบาท ครอบคลุมสินค้าและบริการจำเป็นด้านการศึกษากว่า 1,000 รายการ ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 ส่วนลดสูงสุด 86% พร้อมทั้งเชิญชวนประชาชนเลือกซื้อสินค้าราคาประหยัดในโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ&rdquo; ณ ที่ว่าการอำเภอ ทั้ง 878 อำเภอทั่วประเทศ ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 และทุกวันศุกร์ ตลอดทั้งเดือนพฤษภาคม 2569 โดยครั้งถัดไปจัดในวันที่ 15 22 และ 29 พฤษภาคม 2569 ระหว่างเวลา 08.30 - 16.30 น.</p>

<p>รายละเอียด<br />
(7 พ.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้ายกระดับระบบการศึกษาไทยอย่างรอบด้าน โดยให้ความสำคัญทั้ง &ldquo;คุณภาพการเรียนรู้&rdquo; ควบคู่กับ &ldquo;ความปลอดภัยของนักเรียน&rdquo; พร้อมทั้งดูแลภาระค่าครองชีพของผู้ปกครองในช่วงเปิดภาคเรียน ผ่านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหลายหน่วยงานอย่างเป็นระบบ โดยโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทั่วประเทศ ส่วนใหญ่จะเปิดภาคเรียนในวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 และบางแห่งจะทยอยเปิดในวันที่ 14 - 15 พฤษภาคม 2569<br />
โดยรัฐบาลเร่งดำเนินมาตรการเชิงรุกด้าน &ldquo;ความปลอดภัยในสถานศึกษา&rdquo; เป็นวาระเร่งด่วน (Quick Win) โดยในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 กระทรวงศึกษาธิการจะจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) &ldquo;วางระบบความปลอดภัยนักเรียน&rdquo; ร่วมกับ 18 หน่วยงานสำคัญ อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานด้านสังคม เพื่อเชื่อมโยงระบบการดูแล ป้องกัน และช่วยเหลือนักเรียนอย่างครบวงจร&nbsp;<br />
ส่วนการขับเคลื่อนการศึกษา นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เดินหน้ายกระดับการศึกษาไทยด้วยนโยบาย &ldquo;All for Education&rdquo; ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างทักษะแห่งอนาคต เพื่อขับเคลื่อนการศึกษา ไม่ว่าจะเป็น ระบบ School management system ทำให้โรงเรียนกว่า 7,023 แห่ง เข้าสู่ระบบบริหารจัดการที่มีคุณภาพและโปร่งใส การระดมทุนเพื่อการศึกษาและมีพันธมิตร (School Partner) ทั้งรัฐและเอกชนดูแลโรงเรียนทุกแห่ง พร้อมพัฒนาผู้นำและบุคลากร และพัฒนาศักยภาพผู้บริหารและครูกว่า 82,000 คน จัดหา ICT Talent เข้าไปดูแลด้านเทคโนโลยีในโรงเรียนครบทุกแห่ง จัดตั้งศูนย์เรียนรู้ (Learning Center) กว่า 2,000 แห่ง มีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและ AI (Digital &amp; AI Infrastructure) เพื่อส่งเสริมครูให้ประยุกต์ใช้ AI ในการสอน และให้เด็กทุกคนเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ระดับโลกได้อย่างเท่าเทียม<br />
สำหรับมาตรการลดภาระค่าครองชีพให้กับผู้ปกครองในช่วงเปิดเทอม ประกอบด้วย &nbsp;<br />
- คณะรัฐมนตรีมีมติปรับเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียนอย่างต่อเนื่องในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครอบคลุมทั้งภาคเรียนที่ 2/2568 และภาคเรียนที่ 1/2569 โดยเพิ่มในทุกระดับชั้นและหมวดค่าใช้จ่าย อาทิ ค่าใช้จ่ายจัดการเรียนการสอนระดับก่อนประถม 2,040 บาทต่อคนต่อปี ระดับประถม 2,280 บาท มัธยมศึกษาตอนต้น 4,200 บาท และมัธยมศึกษาตอนปลาย 4,560 บาท รวมถึงการสนับสนุนค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียน และเงินเพิ่มสำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก เพื่อช่วยลดภาระผู้ปกครองและยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างเท่าเทียม&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;- นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ออก 2 มาตรการสำคัญก่อนเปิด<br />
ภาคเรียน ดังนี้<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;1) ลดค่าใช้จ่ายทันที ยกระดับจากการขอความร่วมมือ เป็นแนวทางปฏิบัติที่ทุกสถานศึกษาต้องดำเนินการ&nbsp;<br />
&bull; อนุโลมให้นักเรียนสามารถใช้ชุดเดิมได้ แม้เลื่อนชั้นหรือย้ายสถานศึกษา เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นซ้ำซ้อน<br />
&bull; ส่งเสริมให้สถานศึกษาพิจารณาเพิ่มวันสวมใส่ชุดพละหรือชุดสุภาพ เพื่อลดความจำเป็นในการจัดซื้อชุดใหม่<br />
&bull; ชุดลูกเสือ&ndash;เนตรนารี ไม่บังคับจัดซื้อชุดเต็มรูปแบบ โดยสามารถใช้เฉพาะผ้าผูกคอและหมวกร่วมกับชุดนักเรียนหรือชุดพละได้<br />
&bull; ไม่จำกัดรูปแบบกระเป๋าและรองเท้า ไม่จำเป็นต้องมีตราสถานศึกษา โดยคำนึงถึงความสุภาพ ความเหมาะสมและการใช้งานจริง<br />
&bull; การปักชื่อเครื่องแบบนักเรียน ปรับจากการปักชื่อ&ndash;นามสกุลเต็ม เป็นการใช้อักษรย่อของสถานศึกษา เพื่อลดต้นทุน เพิ่มอายุการใช้งาน และสอดคล้องกับหลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)<br />
&bull; การบริหารจัดการระดับสถานศึกษา มอบอำนาจให้ผู้อำนวยการสถานศึกษาออกแบบมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมตามบริบทของพื้นที่ โดยยึดประโยชน์สูงสุดของนักเรียนและผู้ปกครอง<br />
2) จัดหาอุปกรณ์การเรียน &ldquo;ราคาควบคุม&rdquo; เพิ่มทางเลือก ลดค่าใช้จ่ายจริง โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการจัดหาและกระจายหนังสือเรียน แบบเรียน เครื่องเขียน อุปกรณ์การเรียนที่จำเป็นในราคาควบคุมเพื่อให้ผู้ปกครองสามารถเข้าถึงอุปกรณ์การเรียนที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม และมีทางเลือกที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้อย่างเป็นรูปธรรม<br />
- นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ขับเคลื่อนภารกิจ &ldquo;โรงรับจำนำของรัฐเพื่อสังคม&rdquo; หรือ สำนักงานธนานุเคราะห์ (สธค.) เพื่อช่วยเหลือทางการเงินสำหรับประชาชน ด้วยการรับจำนำในอัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุดในประเทศ ซึ่งได้เดินหน้าเปิดโครงการส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินให้แก่ประชาชน ในกิจกรรม &ldquo;Back to School ฟรีดอกเบี้ย&rdquo; ลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองในช่วงเปิดภาคเรียน ที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น โดยผู้ใช้บริการที่มีวงเงินจำนำไม่เกิน 5,000 บาท ได้รับสิทธิ์ ฟรีดอกเบี้ย 1 เดือน ที่มาใช้บริการจำนำ ระหว่างวันที่ 16 เมษายน - 31 พฤษภาคม 2569 ณ สถานธนานุเคราะห์ทุกแห่งทั่วประเทศ คาดว่าจะมีประชาชนเข้าร่วมโครงการฯ ประมาณ 8,400 ราย คิดเป็นวงเงินหมุนเวียนในระบบกว่า 41 ล้านบาท ซึ่งสามารถช่วยเสริมสภาพคล่องทางการเงินในระยะสั้น และลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองในช่วงเปิดภาคเรียนได้อย่างเป็นรูปธรรม ประชาชนผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือเข้ารับบริการได้ที่สถานธนานุเคราะห์ทุกแห่งทั่วประเทศ หรือโทร. 0 2281 5888<br />
- นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน จัดโครงการพาณิชย์ลดค่าครองชีพประชาชน &ldquo;Back to School 2026&rdquo; (เปิดเทอมใหญ่ สบายกระเป๋า) ภายใต้โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส&rdquo; เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ปกครองและนักเรียนทั่วประเทศ ครอบคลุมสินค้าและบริการจำเป็นด้านการศึกษากว่า 1,000 รายการ โดยจัดกิจกรรมลดราคาตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน - 31 พฤษภาคม 2569 ส่วนลดสูงสุดถึง 86% คาดว่าจะสามารถช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนได้ไม่น้อยกว่า 300 ล้านบาท นอกจากนี้ยังได้ร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ จัดกิจกรรมลดภาระค่าครองชีพให้กับผู้ปกครองและนักเรียนในโรงเรียนต่าง ๆ กว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ โดยกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้คัดเลือกโรงเรียนที่มีความจำเป็นและอยู่ในพื้นที่ขาดแคลน ขณะที่กรมการค้าภายในจะนำสินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องแบบนักเรียน อุปกรณ์การเรียน และเครื่องเขียน ไปจัดจำหน่ายในราคาประหยัด เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง และร่วมมือกับแพลตฟอร์มออนไลน์ โดย Lazada จัดแคมเปญ Flash Sale ลดสูงสุด 70% และ Shopee มอบส่วนลดเพิ่มเติมผ่านโค้ดพิเศษ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าได้สะดวกในทุกช่องทาง ประชาชนสามารถเลือกซื้อสินค้าและใช้บริการภายใต้โครงการ &ldquo;Back to School 2026&rdquo; ได้ผ่านห้างสรรพสินค้า ร้านค้าที่ร่วมรายการ ร้านธงฟ้า และแพลตฟอร์มออนไลน์ทั่วประเทศ รวมถึง &ldquo;คู่มือช็อปคุ้ม ฉบับเปิดเทอมอุ่นใจ (Back to School 2026)&rdquo; ในรูปแบบ E-Catalog ดูรายละเอียด ได้ทาง https://www.dit.go.th/.../Flip.../20260430084246/mobile.html&nbsp;<br />
เชิญชวนประชาชนเลือกซื้อสินค้าราคาประหยัด ในโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ&rdquo;&nbsp;<br />
ณ ที่ว่าการอำเภอ ทั้ง 878 อำเภอทั่วประเทศ ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 และทุกวันศุกร์ ตลอดทั้งเดือนพฤษภาคม 2569 โดยครั้งถัดไปจัดในวันที่ 15 22 และ 29 พฤษภาคม 2569 ระหว่างเวลา 08.30 - 16.30 น.&nbsp;<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://ratchaburi.prd.go.th/th/file/get/file/20260508a6789eaf409fa87762e5eb0381265faa094946.jpg' type='image/jpg' length='1353083' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ ร่วมหารือสามฝ่าย ไทย - ฟิลิปปินส์ - กัมพูชา ย้ำไทยเดินหน้าสร้างสันติภาพ ยึดมั่นอธิปไตย และผลประโยชน์ประชาชน]]></title>
<link>https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/501156</link>
<guid isPermaLink="false">aa79f6c87d7ebc961f774cc96b7a76d9</guid>
<pubDate>Fri, 08 May 2026 09:47:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายกฯ ร่วมหารือสามฝ่าย ไทย - ฟิลิปปินส์ - กัมพูชา ย้ำไทยเดินหน้าสร้างสันติภาพ ยึดมั่นอธิปไตย และผลประโยชน์ประชาชน<br />
บทสรุป<br />
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ระหว่างวันที่ 7 - 9 พฤษภาคม 2569 ที่สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ซึ่งก่อนการเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้หารือสามฝ่าย ร่วมกับสมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาแนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และนายแฟร์ดีนันด์ มาร์โคส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ซึ่งฝ่ายฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียน<br />
เป็นผู้ริเริ่มจัดการประชุมครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการยืนยันความมุ่งมั่นต่อการเจรจาและการรักษาสันติภาพ พร้อมย้ำว่า ความขัดแย้งนำมาซึ่งความสูญเสียและความทุกข์ยากแก่ทุกฝ่าย จึงถึงเวลาที่ทั้งสองประเทศจะร่วมกันมองไปข้างหน้าและเปิดบทใหม่ของความสัมพันธ์ ที่ต้องอาศัยความจริงใจ ความสุจริตใจ และร่วมกันก้าวข้ามความ<br />
ท้าทาย โดยไทยเน้นย้ำจุดยืนในแนวทางสันติภาพ การรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์สูงสุดของประชาชน และได้ชี้แจงถึงเหตุผลในการยกเลิก MOU 2544 ซึ่งฝ่ายกัมพูชาได้รับทราบและเข้าใจในจุดยืนของไทย เห็นพ้องร่วมกันว่า ทั้งสองประเทศจะยึดถือหลักการภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ให้เริ่มต้นกระบวนการหารือในทุกระดับอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งในกรอบ JBC และ GBC การหารือครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่สะท้อนถึงแนวโน้มในการเสริมสร้างสันติภาพและเสถียรภาพระหว่างไทยและกัมพูชา พร้อมย้ำว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องระหว่างรัฐบาล มิใช่ความขัดแย้งระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันดูแลความปลอดภัยของประชาชนไทยในกัมพูชา และประชาชนกัมพูชาในประเทศไทย ยืนยันว่า ยังไม่มีการเจรจาเรื่องการกำหนดเขตแดนหรือการเปิดพรมแดน ขณะที่นายสีหศักดิ์ ได้ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน เพื่อพัฒนาความร่วมมือในภูมิภาคในการรับมือกับสถานการณ์ตะวันออกกลางผ่านการประสานงานระหว่างเสาประชาคมอาเซียน เพื่อส่งเสริมให้อาเซียนมีบทบาทเชิงรุกและสามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในด้านความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน ความปลอดภัยของประชาชนอาเซียน ผลักดันการปราบปรามสแกมเมอร์ และอาชญากรรมข้ามชาติ<br />
&nbsp;<br />
รายละเอียด<br />
(7 พ.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ซึ่งจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 7 - 9 พฤษภาคม 2569 ณ เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิดหลัก &ldquo;ก้าวสู่อนาคตร่วมกัน&rdquo; (Navigating Our Future, Together) โดยจะมีผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนและผู้แทนระดับสูงเข้าร่วม อาทิ สมเด็จพระราชาธิบดีฮาจี ฮัซซานัล บลเกียะฮ์&nbsp;<br />
แห่งบรูไนดารุสซาลาม สมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาแนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา นายปราโบโว ซูบียันโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย นายสอนไซ สีพันดอน นายกรัฐมนตรี สปป.ลาว ดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย นายแฟร์ดีนันด์ มาร์โคส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ นายลอเรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ นายไก ราลา ชานานา กุชเมา นายกรัฐมนตรีติมอร์-เลสเต และนายเล มิญ ฮึง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ดร.เกา กิม ฮวน เลขาธิการอาเซียน ผู้แทนจากเมียนมา และธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ในฐานะแขกของประธาน เข้าร่วมด้วย<br />
การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นท่ามกลางโลกที่ผันผวนจากความขัดแย้งในหลายภูมิภาค แรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และความมั่นคง ทำให้อาเซียนต้องเผชิญผลกระทบครั้งใหญ่ การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้ถือเป็น &ldquo;เวทีที่กำหนดทิศทางอนาคตของภูมิภาค&rdquo; ที่เชื่อมโยงความร่วมมือในระดับภูมิภาคไปสู่ชีวิตของประชาชนในแต่ละประเทศ ซึ่งจะมีการหารือถึงแนวทางรับมือผลกระทบที่เกิดจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ความมั่นคงทางพลังงานและอาหาร และความปลอดภัยของประชาชนประเทศอาเซียน ความร่วมมือในการรับมือกับความท้าทาย การปรับตัวของอาเซียนให้ทันต่อสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และการเสริมสร้างบทบาทของอาเซียนในเวทีโลก<br />
ในส่วนของประเทศไทย รัฐบาลพร้อมยกระดับบทบาทของไทยให้เป็น &ldquo;ตัวเชื่อมความร่วมมือ&rdquo; ที่เน้นการขับเคลื่อนประเด็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นความมั่นคงทางพลังงาน การเข้าถึงอาหารอย่างยั่งยืน และความปลอดภัยของประชาชนในภูมิภาค โดยนายกรัฐมนตรีจะใช้โอกาสนี้หารือทั้งในกรอบพหุภาคีและทวิภาคี ใช้แนวทางการทูตที่มุ่งรักษาสมดุลความสัมพันธ์ พร้อมต่อยอดให้เกิดผลลัพธ์เชิงรูปธรรม ทั้งในมิติเศรษฐกิจ ความมั่นคง และ<br />
การรับมือความท้าทายข้ามพรมแดน<br />
หลังจากเดินทางถึงสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เข้าร่วมการประชุมหารือสามฝ่าย ร่วมกับ สมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาแนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และนายแฟร์ดีนันด์ มาร์โคส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เพื่อหารือสถานการณ์ไทย&ndash;กัมพูชา ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นายกรัฐมนตรีได้แถลงข่าวกล่าวขอบคุณประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียน ที่ริเริ่มจัดการประชุมครั้งสำคัญนี้ โดยเปิดเผยว่า ได้หารือกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชาอย่างสร้างสรรค์และมุ่งมองไปข้างหน้า โดยการหารือเป็นไปอย่างตรงไปตรงมาและมีความหมาย ถือเป็นโอกาสสำคัญในการยืนยันร่วมกันถึงความมุ่งมั่นต่อการเจรจาและการรักษาสันติภาพ ซึ่งไทยและกัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดในหลายมิติ พร้อมย้ำว่า ความขัดแย้งนำมาซึ่งความสูญเสียและความทุกข์ยากแก่ทุกฝ่าย และยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของสันติภาพ ดังนั้น จึงถึงเวลาที่ทั้งสองประเทศจะร่วมกันมองไปข้างหน้าและเปิดบทใหม่ของความสัมพันธ์ ซึ่งต้องอาศัยความจริงใจ ความสุจริตใจ และความมุ่งมั่นร่วมกันในการก้าวข้ามความท้าทาย&nbsp;<br />
ในโอกาสนี้ ไทยและกัมพูชาเห็นพ้องร่วมกันที่จะมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศทำงานร่วมกัน เพื่อจัดทำรายการมาตรการสร้างความเชื่อมั่นในทางปฏิบัติ โดยเริ่มจากประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายมีจุดร่วมและสามารถดำเนินการได้ทันที ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นฟูความไว้วางใจ และค่อย ๆ สร้างความสัมพันธ์ทวิภาคีให้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง พร้อมย้ำว่า ไทยและกัมพูชาจำเป็นต้องเดินหน้าไปด้วยกันอย่างค่อยเป็นค่อยไปในทิศทางเดียวกัน อย่างไรก็ตามในระหว่างการดำเนินการ ทั้งสองฝ่ายควรสื่อสารกันโดยตรงมากขึ้นในทุกระดับ เพื่อช่วยลดช่องว่างของความเข้าใจ และร่วมกันแสวงหาแนวทางขยายความร่วมมือในสาขาที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน ส่วนประเด็นเรื่องเขตแดนทางบกและทางทะเล ได้เสนอแนวทางในการหารือ เพื่อเดินหน้าจัดการกับประเด็นดังกล่าว บนพื้นฐานของความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี การหารือในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อสันติภาพและความร่วมมือในภูมิภาค ยืนยันว่า ไทยพร้อมทำงานร่วมกับทุกฝ่ายอย่างสร้างสรรค์ บนพื้นฐานของความเข้าใจที่ดี ความเคารพซึ่งกันและกัน และผลประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศและภูมิภาคโดยรวม<br />
ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์มีความประสงค์ให้ภูมิภาคอาเซียนดำรงบรรยากาศแห่งความร่วมมือและความเข้าใจอันดี จึงได้เชิญผู้นำไทยและกัมพูชาร่วมหารือกัน โดยฝ่ายไทยได้นำคณะผู้แทนด้านการต่างประเทศและฝ่ายความมั่นคงเข้าร่วม เพื่อยืนยันจุดยืนของประเทศไทยที่ยึดมั่นในแนวทางสันติภาพ ควบคู่กับการรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนชาวไทย โดยที่ประชุมได้รับรายงานความคืบหน้าของมาตรการด้านความมั่นคง รวมถึงการประสานความร่วมมือทางทหารระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกันไว้ก่อนหน้านี้ โดยตลอดระยะเวลากว่า 5 เดือนที่ผ่านมา ไม่ปรากฏเหตุการณ์ความรุนแรงตลอดแนวชายแดนของทั้งสองประเทศ ซึ่งฝ่ายไทยได้ชี้แจงต่อที่ประชุมถึงเหตุผลในการยกเลิก MOU 2544 ซึ่งฝ่ายกัมพูชา<br />
ได้รับทราบและเข้าใจในจุดยืนของไทยแล้ว พร้อมทั้งเห็นพ้องร่วมกันว่า ทั้งสองประเทศจะยึดถือหลักการภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เป็นกรอบแนวทางสำคัญในการดำเนินการในอนาคต แม้รายละเอียดในทางปฏิบัติยังจำเป็นต้องหารือร่วมกันต่อไป ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้เริ่มต้นกระบวนการหารือในทุกระดับอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งในกรอบ JBC และ GBC รวมถึงการหารือระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อให้เกิดผลประโยชน์ร่วมกันแก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ โดยย้ำว่าการเจรจาทุกขั้นตอนจะต้องยึดถือข้อตกลงหยุดยิงและแนวทางที่ได้ตกลงร่วมกันไว้ก่อนหน้านี้ เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งสันติภาพและความไว้วางใจระหว่างกัน<br />
การหารือครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่สะท้อนถึงแนวโน้มในการเสริมสร้างสันติภาพและเสถียรภาพระหว่างไทยและกัมพูชา พร้อมย้ำว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องระหว่างรัฐบาล มิใช่ความขัดแย้งระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันดูแลความปลอดภัยของประชาชนไทยในกัมพูชา และประชาชนกัมพูชา<br />
ในประเทศไทย ไม่ให้เกิดการเลือกปฏิบัติหรือการกระทำที่ไม่เหมาะสม นายกรัฐมนตรีขอให้ไทย-กัมพูชาใช้กรอบทวิภาคีในการหารือ บนพื้นฐานของการเจรจาอย่างสร้างสรรค์ ปราศจากแรงกดดันจากประเทศที่สาม เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์นำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น ยืนยันว่า ในการหารือครั้งนี้ ยังไม่มีการเจรจาเรื่องการกำหนดเขตแดนหรือการเปิดพรมแดน โดยเป็นเพียงการเห็นพ้องให้เริ่มต้นหารือในระดับปฏิบัติการก่อน ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรองเสนาธิการทหารของไทยจะดำเนินการหารือในรายละเอียดต่อไป และย้ำว่า ประเทศไทยจะรักษาเกียรติภูมิ อธิปไตย และผลประโยชน์ของประชาชนไทยอย่างเต็มที่ โดยจะดำเนินทุกแนวทางด้วยความรอบคอบ เพื่อไม่ให้ประเทศไทยเกิดความสูญเสียจากกระบวนการเจรจาในครั้งนี้<br />
นอกจากนี้นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ&nbsp;<br />
ได้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน เพื่อเตรียมการสำหรับการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48&nbsp;<br />
ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ซึ่งที่ประชุมได้หารือประเด็นสำคัญ อาทิ กิจกรรมเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 50 ปี สนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (TAC) ในเดือนกรกฎาคม 2569 การขยายความร่วมมือกับภาคีภายนอกท่ามกลางบริบทโลกปัจจุบัน โดยเฉพาะการรับคู่เจรจาใหม่ และการดำเนินการตามฉันทมติ 5 ข้อของอาเซียน ซึ่งไทยได้เสนอแนวคิดการดำเนินการต่อไปสำหรับอาเซียนในการปฏิสัมพันธ์กับรัฐบาลใหม่ของเมียนมาตามแนวทาง calibrated re-engagement (การกลับมามีปฏิสัมพันธ์อย่างค่อยเป็นค่อยไป) และไทยจะผลักดันการปราบปรามสแกมเมอร์ และอาชญากรรมข้ามชาติ<br />
อีกทั้งยังได้เข้าร่วมการประชุมคณะมนตรีประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน ครั้งที่ 31&nbsp;<br />
การประชุมคณะมนตรีประสานงานอาเซียน ครั้งที่ 38 และการประชุมร่วมรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งได้หารือแนวทางพัฒนาความร่วมมือในภูมิภาคในการรับมือกับสถานการณ์ตะวันออกกลางผ่านการประสานงานระหว่างเสาประชาคมอาเซียน เพื่อส่งเสริมให้อาเซียนมีบทบาทเชิงรุกและสามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในด้านความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน และความปลอดภัยของประชาชนอาเซียน&nbsp;<br />
สำหรับวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 และการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 แบบเต็มคณะ (Plenary Session) และการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 แบบไม่เป็นทางการ (Retreat Session) &nbsp;และพบหารือทวิภาคีกับผู้นำอาเซียน&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://ratchaburi.prd.go.th/th/file/get/file/20260508073315b021ceac0194195c4875e80570094838.jpg' type='image/jpg' length='1371925' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ศุภจี” เดินหน้าขยายการค้า การลงทุนไทย–สหรัฐฯ “เอกนิติ” อนุมัติ 6 โครงการ “ติ๊กต็อก” ทุ่มลงทุนครั้งใหญ่ ปักหมุดไทยฐานธุรกิจหลักในภูมิภาค ]]></title>
<link>https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/500737</link>
<guid isPermaLink="false">5a8a405d3b9f0775daa7b265d690ec8f</guid>
<pubDate>Thu, 07 May 2026 09:50:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&ldquo;ศุภจี&rdquo; เดินหน้าขยายการค้า การลงทุนไทย&ndash;สหรัฐฯ &ldquo;เอกนิติ&rdquo; อนุมัติ 6 โครงการ &ldquo;ติ๊กต็อก&rdquo; ทุ่มลงทุนครั้งใหญ่ ปักหมุดไทยฐานธุรกิจหลักในภูมิภาค&nbsp;<br />
บทสรุป<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 3&ndash;6 พฤษภาคม 2569 เพื่อเข้าร่วมงาน 2026 SelectUSA Investment Summit ได้หารือกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เร่งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade: ART) เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและการลงทุน ลดแรงกดดันจากสหรัฐฯ ที่จะใช้มาตรการทางการค้ากับไทย โดยสหรัฐอเมริกาเปิดโอกาสให้ไทยขยายการลงทุนในสาขาที่มีศักยภาพร่วมกัน เช่น เกษตรแปรรูปและพลังงาน ควบคู่กับการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ในกลุ่มที่ไทยยังไม่สามารถผลิตได้ พร้อมผลักดันการพิจารณายกเว้นภาษีสำหรับสินค้าไทยบางรายการ ทั้งนี้ไทยให้ความสำคัญกับผลการเจรจา ART ที่จะทำให้ความตกลงสามารถปฏิบัติได้จริง ขณะที่สหรัฐฯ ขอให้ไทยเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบจากสหรัฐฯ ในห่วงโซ่อุปทาน และยังเตรียมส่งคณะผู้แทนเข้าชี้แจงต่อสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ในประเด็นการไต่สวนตามมาตรา 301 ระหว่างวันที่ 13&ndash;14 พฤษภาคม 2569 นอกจากนี้ยังได้หารือกับสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การลงทุน โดยเฉพาะสาขาพลังงานสะอาด เทคโนโลยี นวัตกรรมอาหาร และสาธารณสุข ขณะเดียวกัน ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้อนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่ 6 โครงการ มูลค่ารวม 958,168 ล้านบาท โดยบริษัท ติ๊กต๊อก ซิสเต็ม (ประเทศไทย) จำกัด ลงทุน 842,350 ล้านบาท เพื่อให้ไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำหรับการเก็บและประมวลผลข้อมูลของผู้ใช้ในภูมิภาค รวมทั้งคัดเลือกโครงการลงทุนสำคัญเข้าสู่ระบบ Thailand FastPass อีก 9 โครงการ เพิ่มเติมจากรอบแรก 16 โครงการ มูลค่า 223,216 ล้านบาท เพื่ออำนวยความสะดวกและผลักดันให้การลงทุนเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว และเห็นชอบแนวทางเร่งรัดแผนผลิตและจ่ายไฟฟ้าเพื่อรองรับการลงทุน โดยให้ความสำคัญกับการผลักดันกลไกพลังงานสะอาด ควบคู่กับการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าทั้งระบบ การลงทุนในประเทศไทยโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง ยังคงเติบโตต่อเนื่อง สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของไทยในการก้าวขึ้นเป็น Tech Hub ของภูมิภาค</p>

<p>รายละเอียด<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 3&ndash;6 พฤษภาคม 2569 เพื่อเข้าร่วมงาน 2026 SelectUSA Investment Summit ร่วมกับภาคเอกชนไทย โดยเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 นางศุภจี ได้หารือกับนาย Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และนาย Rick Switzer รองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ซึ่งการหารือเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ และสะท้อนเจตนารมณ์ร่วมกันของไทยและสหรัฐฯ ในการเร่งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade: ART) ให้มีความคืบหน้าและสามารถสรุปผลได้โดยเร็ว เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ การลงทุน อีกทั้งลดแรงกดดันจากสหรัฐฯ ที่จะใช้มาตรการทางการค้ากับไทย&nbsp;<br />
นางศุภจี กล่าวว่า สหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการปรับสมดุลทางการค้า และเปิดโอกาสให้ไทยแสดงบทบาทเชิงรุกผ่านการขยายการลงทุนในสหรัฐฯ ในสาขาที่ทั้งสองฝ่ายมีศักยภาพร่วมกัน เช่น สาขาเกษตรแปรรูป และพลังงาน พร้อมการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ในกลุ่มสินค้าที่ไทยมีความต้องการและยังไม่สามารถผลิตได้เอง โดยฝ่ายไทยได้ยืนยันความพร้อม รวมทั้งแจ้งถึงแผนการขยายการลงทุนของภาคเอกชนไทยในสหรัฐฯ ซึ่งได้รับการตอบรับในเชิงบวกจากฝ่ายสหรัฐฯ และถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของความร่วมมือที่ทั้งสองฝ่ายสามารถขับเคลื่อนร่วมกันได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งประเทศไทยได้ใช้โอกาสนี้ผลักดันประเด็นสำคัญหลายด้าน โดยเฉพาะแนวทางการยกเว้นภาษีของสหรัฐฯ ให้กับสินค้าไทยที่สหรัฐฯ ไม่สามารถผลิตได้ภายในประเทศ โดยฝ่ายสหรัฐฯ ได้แสดงท่าทีเปิดกว้างและพร้อมพิจารณาต่อไป ซึ่งสะท้อนถึงความยืดหยุ่นและความพร้อมในการหาทางออกที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน&nbsp;<br />
ส่วนการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน ได้ชี้แจงฝ่ายสหรัฐฯ ว่าไทยให้ความสำคัญกับผลการเจรจาที่จะทำให้ความตกลงสามารถปฏิบัติได้จริง ซึ่งฝ่ายสหรัฐฯ แสดงความเข้าใจ และพร้อมหารือทั้งในด้านระยะเวลาการดำเนินการที่ชัดเจน และรายละเอียดของความตกลงในประเด็นต่าง ๆ เพื่อให้การดำเนินการภายในของไทยเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งสหรัฐฯ ขอให้ไทยเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบจากสหรัฐฯ ในห่วงโซ่อุปทาน&nbsp;<br />
ส่วนเรื่องกรอบเวลา ไทยและสหรัฐฯ เห็นพ้องที่จะเร่งรัดการเจรจา โดยมีเป้าหมาย คือ การสรุปสาระสำคัญของความตกลงโดยเร็ว เพื่อยืนยันสถานะของไทยที่เป็นประเทศคู่ค้าทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญของสหรัฐฯ รวมถึงลดความเสี่ยงจากการถูกใช้มาตรการภาษีในอนาคต โดยกระทรวงพาณิชย์จะจัดคณะผู้แทนไทยเดินทางไปสหรัฐฯ เพื่อเข้าร่วมชี้แจงและตอบข้อซักถามต่อสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ในประเด็นการไต่สวนตามมาตรา 301 ระหว่างวันที่ 13&ndash;14 พฤษภาคม 2569 เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโครงสร้างการค้าและการผลิตของไทยด้วย<br />
โอกาสนี้ยังได้หารือกับนาง Tammy Duckworth สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ โดยได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การลงทุน และโอกาสในการยกระดับห่วงโซ่อุปทานระหว่างสองประเทศ โดยสหรัฐฯ ได้เสนอแนวทางความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพ อาทิ พลังงานสะอาดและเทคโนโลยีลดการปล่อยคาร์บอน เทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก นวัตกรรมอาหาร ความร่วมมือด้านสาธารณสุข และอุตสาหกรรมอาหารสำหรับทารก ซึ่งเป็นสาขาที่ภาคเอกชนไทยให้ความสนใจ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และหน่วยงานภาครัฐของสหรัฐฯ โดยเฉพาะในรัฐอิลลินอยส์ ซึ่งมีศักยภาพด้านพลังงาน เทคโนโลยี และการเกษตรขั้นสูง เพื่อขยายการลงทุนและสร้างมูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่อุปทานระยะยาว พร้อมกันนี้ ไทยได้ขอรับการสนับสนุนในการส่งสัญญาณเชิงบวกไปยังฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ ว่า ไทยพร้อมจะเป็นพันธมิตรที่เชื่อถือได้เชิงยุทธศาสตร์ และพร้อมส่งเสริมความร่วมมือทางการค้าอย่างเป็นรูปธรรม การหารือครั้งนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความตั้งใจร่วมกันของไทยและสหรัฐฯ ในการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจให้แน่นแฟ้นและเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยไทยพร้อมทำงานร่วมกับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันอย่างสมดุลและยั่งยืนในระยะยาว<br />
สำหรับในปี 2568 สหรัฐฯ เป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทย ด้วยมูลค่าการค้ารวมกว่า 93,651.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีมูลค่าการส่งออกจากไทยไปยังสหรัฐฯ สูงถึง 72,506.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งครอบคลุมสินค้าสำคัญอย่างคอมพิวเตอร์ ผลิตภัณฑ์ยาง อัญมณี รถยนต์ และเครื่องปรับอากาศ ขณะที่ไทยนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ มูลค่า 21,144.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เช่น น้ำมันดิบ เครื่องจักรกล เครื่องบินและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ และเครื่องจักรไฟฟ้า โดยไทยได้ดุลการค้าสหรัฐฯ มูลค่า 51,361.41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;(6 พ.ค. 69) สำหรับการส่งเสริมการลงทุนโครงการสำคัญภายในประเทศยังคงเดินหน้า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ซึ่งที่ประชุมได้อนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่ 6 โครงการ มูลค่ารวม 958,168 ล้านบาท พร้อมคัดเลือกโครงการลงทุนสำคัญเข้าสู่ระบบ Thailand FastPass อีก 9 โครงการ เพิ่มเติมจากรอบแรก 16 โครงการ และเห็นชอบแนวทางเร่งรัดแผนผลิตและจ่ายไฟฟ้าเพื่อรองรับการลงทุน โดยให้ความสำคัญกับการผลักดันกลไกพลังงานสะอาด ควบคู่กับการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าทั้งระบบ เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน และตอบโจทย์การลงทุนยุคใหม่ที่มุ่งสู่การใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น&nbsp;<br />
ทั้งนี้การอนุมัติ 6 โครงการใหญ่ มูลค่าการลงทุนกว่า 9.5 แสนล้านบาท ประกอบด้วย<br />
- กิจการ Data Center และการเก็บและประมวลผลข้อมูล (Data Hosting) 3 โครงการ รวมมูลค่า 913,838 ล้านบาท ได้แก่&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;1) บริษัท ติ๊กต๊อก ซิสเต็ม (ประเทศไทย) จำกัด เงินลงทุน 842,350 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา เป็นการขยายการลงทุนติดตั้ง Server เพิ่มเติม เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำหรับการเก็บและประมวลผลข้อมูลของผู้ใช้ในภูมิภาค รองรับความต้องการใช้บริการของลูกค้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาก โดยใน โครงการนี้บริษัทจะพัฒนาหลักสูตรด้าน Digital Literacy และ e-Commerce &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้กับผู้ประกอบการไทย และยกระดับศักยภาพบุคลากรดิจิทัลของประเทศด้วย<br />
&nbsp; &nbsp;2) บริษัท สกายไลน์ ดาต้า เซ็นเตอร์ แอนด์ คลาวด์ เซอร์วิสเซส จำกัด ในเครือ DAMAC Group กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีรายใหญ่จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เงินลงทุน 46,869 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา รองรับกำลังการใช้ไฟฟ้าของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ (IT Load) รวม 200 เมกะวัตต์<br />
&nbsp; &nbsp;3) บริษัท บริดจ์ ดาต้า เซ็นเตอร์ ไอไอโอ (ประเทศไทย) จำกัด เงินลงทุน 24,619 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดชลบุรี รองรับ IT Load รวม 134 เมกะวัตต์<br />
- กิจการผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิล ของบริษัท เพียวไซเคิล (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นผู้ได้รับสิทธิเพียงรายเดียวในการผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลจากบริษัท Procter &amp; Gamble ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของโลก และเลือกไทยเป็นฐานการผลิตหลักเพื่อรองรับตลาดในเอเชีย เงินลงทุน 8,180 ล้านบาท ตั้งโรงงานอยู่ที่จังหวัดระยอง<br />
- กิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม ของบริษัท ด่านขุนทด วินด์ วัน จำกัด เงินลงทุน 4,728 ล้านบาท ขนาด 89.7 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา<br />
- กิจการผลิตโพแทสเซียมคลอไรด์ ของบริษัท อาเซียนโปแตชชัยภูมิ จำกัด (มหาชน) เงินลงทุน 31,422 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดชัยภูมิ โดยโพแทสเซียมคลอไรด์ที่ผลิตในโครงการจะนำไปผลิตแม่ปุ๋ยโพแทส<br />
เดินหน้าอนุมัติ Thailand FastPass รอบ 2<br />
ที่ประชุมเห็นชอบคัดเลือกโครงการลงทุนรายสำคัญเข้าสู่ระบบเร่งรัดการลงทุน Thailand FastPass รอบ 2 เพิ่มอีก 9 โครงการ เงินลงทุนรวม 52,104 ล้านบาท ต่อเนื่องจากรอบแรกที่อนุมัติไปแล้ว 16 โครงการ ทำให้ปัจจุบันมีโครงการสำคัญที่เข้าสู่ระบบ Thailand FastPass แล้วทั้งสิ้น 25 โครงการ เงินลงทุนรวม 223,216 ล้านบาท โดยทุกโครงการจะได้รับสิทธิในการเร่งรัดกระบวนการอนุมัติ/อนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น บีโอไอ กรมโรงงานอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมฯ (สผ.) กรมศุลกากร และหน่วยงานด้านไฟฟ้า เพื่ออำนวยความสะดวกและผลักดันให้การลงทุนสามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว&nbsp;<br />
เร่งผลักดันกลไกพลังงานสะอาด - จัดหาไฟฟ้ารองรับการลงทุน<br />
ที่ประชุมได้หารือร่วมกับกระทรวงพลังงาน และสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เพื่อเร่งขับเคลื่อนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้า ครอบคลุมทั้งการจัดหาไฟฟ้าในระยะเร่งด่วนเพื่อรองรับการลงทุนที่กำลังเข้ามาสู่ประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกที่เริ่มมีข้อจำกัดของระบบส่งไฟฟ้า การเร่งประกาศแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) เพื่อให้เกิดการลงทุนที่พร้อมรองรับเทคโนโลยีพลังงานใหม่และความต้องการไฟฟ้าในอนาคต รวมถึงการเร่งผลักดันกลไกการจัดหาพลังงานสะอาดในราคาที่แข่งขันได้ ทั้งมาตรการ Direct PPA&nbsp;<br />
ที่จะเปิดให้เอกชนซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนได้โดยตรง ขณะนี้อยู่ระหว่างการกำหนดหลักเกณฑ์การเข้าร่วม และอัตราค่าบริการโครงข่ายไฟฟ้า และที่ประชุมรับทราบอัตราค่าไฟฟ้าสีเขียวแบบเจาะจงแหล่งที่มา (Utility Green Tariff 2: UGT2) เพื่อเพิ่มทางเลือกด้านพลังงานสะอาดให้ภาคเอกชน&nbsp;<br />
นอกจากนี้ยังมีมติให้ บีโอไอ ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนพลังงานสะอาด เช่น การผ่อนคลายเงื่อนไขการขอใบอนุญาตผลิตไฟฟ้า (พค. 2) สำหรับ Solar Rooftop ของผู้ประกอบการต่างชาติ และการเร่งกำหนดแนวทางสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เอง (IPS) เพื่อให้การลงทุน Solar Farm และพลังงานสะอาดสามารถดำเนินการได้อย่างคล่องตัวและสอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม<br />
ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ยังมีความผันผวนสูง การลงทุนในประเทศไทยโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของไทยในการก้าวขึ้นเป็น Tech Hub ของภูมิภาค ซึ่ง บีโอไอ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบนิเวศที่แข็งแกร่งเพื่อรองรับการลงทุนระยะยาว โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ทั้งด้านการยกระดับทักษะบุคลากร การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะระบบไฟฟ้าและพลังงานสะอาด การพัฒนาซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมใหม่ ๆ รวมทั้งการอำนวยความสะดวกผ่านกลไก Thailand FastPass ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาการอนุมัติและอนุญาต เพื่อให้เกิดการลงทุนจริงเร็วที่สุด<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://ratchaburi.prd.go.th/th/file/get/file/20260507b99bf120d887f67fda37965c8750206e095101.jpg' type='image/jpg' length='1414760' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ สั่ง สคบ. ดูแลผู้บริโภค “ศุภมาส” ตรวจโรงงานปลากระป๋องเรียกความเชื่อมั่นผู้บริโภค ย้ำ อย่าซ้ำเติมประชาชน ]]></title>
<link>https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/500734</link>
<guid isPermaLink="false">a081a4b5c9c2b16c6c6c9680d1254a2e</guid>
<pubDate>Thu, 07 May 2026 09:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายกฯ สั่ง สคบ. ดูแลผู้บริโภค &ldquo;ศุภมาส&rdquo; ตรวจโรงงานปลากระป๋องเรียกความเชื่อมั่นผู้บริโภค ย้ำ อย่าซ้ำเติมประชาชน&nbsp;<br />
บทสรุป<br />
จากกรณีมีผู้ซื้อปลากระป๋องที่ข้างกระป๋องระบุว่าเป็นปลาแมกเคอเรล แต่กลับพบว่า ลักษณะปลาเหมือนปลาหมอคางดำ โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานผลิตปลากระป๋องบริษัท ศรีรุ้งงามฟู้ดส์ จำกัด อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร พบว่าสถานที่ผลิตไม่ผ่านหลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร (GMP) และใช้ปลาชนิดอื่นจริง ซึ่งเป็นความผิดฐานหลอกลวงผู้บริโภค มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ฐานผลิตอาหารปลอม มีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 5,000 - 100,000 บาท และฐานแสดงฉลากไม่ถูกต้อง ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดในสาระสำคัญ มีโทษปรับไม่เกิน 30,000 บาท จึงสั่งให้บริษัทเรียกคืนสินค้าทั้งหมดออกจากตลาด พร้อมประสานกรมประมงตรวจสอบชนิดปลา&nbsp;<br />
ซึ่งผลตรวจพบว่าเป็นปลานิล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ห่วงใยผู้บริโภคจึงสั่งการให้ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เข้าไปดูแลผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายโดยตรง ด้านนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแล สคบ. เน้นย้ำให้ สคบ. ที่มีหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภค เร่งคืนความเป็นธรรมให้ผู้บริโภค โดยผู้บริโภค ต้องไม่ถูกหลอก ไม่ถูกเอาเปรียบ และไม่ถูกโกง อีกทั้งขอให้ผู้ประกอบการอย่าซ้ำเติมคนไทยด้วยกัน พร้อมทั้งได้นำคณะลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานผลิตปลากระป๋องต้นเหตุ ซึ่งพบว่าเป็นไปตามที่ อย. ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบก่อนหน้านี้ เข้าข่ายหลอกลวงผู้บริโภค โดยได้ย้ำให้ สคบ. ติดตามเรื่องร้องเรียนอย่างใกล้ชิดและตรวจสอบทุกจังหวัด ผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหาย มีสิทธิได้รับการพิจารณาและชดเชยความเสียหายจากการใช้สินค้าหรือบริการดังกล่าว ตามสิทธิขั้นพื้นฐานของพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562 สำหรับผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากการซื้อสินค้าหรือบริการ สามารถร้องเรียนได้ที่ สายด่วน สคบ. 1166 หรือ แอปพลิเคชัน OCPB Connect และ เว็บไซต์ ocpb.go.th สำหรับในส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นร้องเรียนได้ที่ศูนย์ดำรงธรรม ณ ศาลากลางจังหวัดทุกจังหวัด</p>

<p>รายละเอียด<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;(5 พ.ค. 69) จากกรณีผู้บริโภคซื้อปลากระป๋อง ฉลากข้างกระป๋องระบุว่าเป็นปลาแมกเคอเรล แต่เมื่อเปิดกระป๋องกลับพบว่าลักษณะปลาเหมือนปลาหมอคางดำ โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จึงได้ประสานสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร เข้าตรวจสอบบริษัท ศรีรุ้งงามฟู้ดส์ จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 89/98 หมู่ 2 ตำบลกาหลง อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งเป็นสถานที่ผลิตปลากระป๋องดังกล่าว จากการตรวจสอบพบว่า สถานที่ผลิตไม่ผ่านหลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร (GMP) และพบผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่ใช้ปลาชนิดอื่นตามที่เป็นข่าว เจ้าหน้าที่จึงได้สั่งให้บริษัทเรียกคืนสินค้าทั้งหมดออกจากท้องตลาด และดำเนินการอายัดผลิตภัณฑ์ยี่ห้อที่เป็นข่าวและยี่ห้ออื่นที่พบทั้งหมด ณ สถานที่ผลิตจำนวน 12,760 กระป๋อง และที่พบ&nbsp;<br />
ณ สถานที่จำหน่ายจำนวน 250 กระป๋อง อย. เน้นย้ำว่า กรณีการเปลี่ยนวัตถุดิบเป็นปลาชนิดอื่นแทนปลาแมกเคอเรล<br />
ตามที่ได้รับอนุญาต และแสดงฉลากให้ผู้บริโภคเข้าใจว่า ปลากระป๋องนั้นผลิตจากปลาแมกเคอเรล แม้ว่าปลานั้นจะเป็นปลาที่รับประทานได้อย่างปลอดภัย แต่ถือว่าเป็นการหลอกลวงผู้บริโภค มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ฐานผลิตอาหารปลอม มีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 5,000 - 100,000 บาท และฐานแสดงฉลากไม่ถูกต้อง ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดในสาระสำคัญ มีโทษปรับไม่เกิน 30,000 บาท จึงขอเตือนผู้ผลิตทุกรายให้ดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรม การกระทำดังกล่าวนอกจากจะเป็นการหลอกลวงผู้บริโภคแล้ว ยังทำลายความเชื่อมั่นของอุตสาหกรรมอาหารไทย หากตรวจพบการกระทำผิด อย. จะดำเนินคดีตามกฎหมายขั้นสูงสุด พร้อมทั้งประสานกรมประมงตรวจสอบชนิดปลา ซึ่งผลตรวจพบว่าปลากระป๋องดังกล่าวใช้เนื้อปลานิลผลิตแทนเนื้อปลาแมกเคอเรล ยืนยันว่าไม่ใช่ปลาหมอคางดำ ในเบื้องต้นบริษัทผู้ผลิตได้ยอมรับถึงข้อผิดพลาดดังกล่าวแล้ว&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
(6 พ.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีความห่วงใยประชาชนผู้บริโภค จึงสั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เข้าไปดูแลผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายโดยตรง แม้กรณีนี้โรงงานได้เจรจาและชดใช้ค่าเสียหายแล้ว แต่ในสินค้าเดียวกันนี้ยังมีผู้เสียหาย<br />
รายอื่นอีกที่ยังไม่มีการร้องเรียนเข้ามา<br />
นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแล สคบ. กล่าวว่า กรณีดังกล่าวเข้าข่ายผิดกฎหมายของ สคบ. เรื่องสิทธิผู้บริโภคที่มีสิทธิได้รับข้อมูลข่าวสารเพียงพอ ถูกต้อง และคำบรรยายบนฉลากที่ถูกต้อง ซึ่งในกรณีนี้ผู้บริโภคเข้าใจว่าเป็นปลาแมกเคอเรล จึงเป็นการโฆษณาที่ผิดจากความเป็นจริง นอกจากนี้ประชาชนยังมีสิทธิเลือกใช้สินค้าอย่างอิสระ หากผู้บริโภคทราบว่าไม่ใช่ปลาตรงตามชนิดที่ระบุไว้อาจจะไม่ซื้อ ดังนั้น สคบ. ที่มีหน้าที่หลักในการคุ้มครองผู้บริโภคทั้งในด้านคุณภาพ สินค้าชำรุด ไม่ตรงตามที่ระบุ โฆษณาเกินจริง หรือเป็นเท็จ ที่อาจส่งผลกระทบถึงสุขภาพของประชาชน รวมถึงการเอาเปรียบผู้บริโภค จึงต้องเร่งคืนความเป็นธรรมให้ผู้บริโภค โดยผู้บริโภคต้องไม่ถูกหลอก ไม่ถูกเอาเปรียบ และไม่ถูกโกง การคุ้มครองผู้บริโภคถือเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจไทย ตามที่เคยเน้นย้ำการทำหน้าที่ของ สคบ. ให้ตระหนักถึงการดูแลประชาชนและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจได้อย่างปลอดภัยและเป็นธรรม<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;ดังนั้น ผู้บริโภคจึงมีสิทธิได้รับการชดเชยค่าเสียหาย โดย สคบ. จะเป็นผู้ดำเนินการฟ้องร้องให้ ซึ่งไม่ควรที่จะเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นอีก ต้องมีการเฝ้าระวังและดูแลสินค้า มิเช่นนั้นสินค้ายี่ห้ออื่นจะได้รับผลกระทบ<br />
ไปด้วย ซึ่งจะทำให้เกิดการตื่นตระหนก จนไม่กล้าบริโภคสินค้า ในสภาวะที่เกิดเหตุการณ์ไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทำให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม ประชาชนขณะนี้จึงอ่อนไหวกว่าปกติ เพราะทุกคนได้รับผลกระทบเกี่ยวกับปัญหาปากท้อง ฉะนั้นขอให้ผู้ประกอบการอย่าซ้ำเติมคนไทยด้วยกัน และอยากให้เห็นใจคนไทยในสภาวะเช่นนี้ พร้อมย้ำว่า หากช่วยเหลือกันไม่ได้ก็อย่าทำร้ายกัน ส่วนกรณีที่ขณะนี้รัฐบาลกำลังออกโครงการ &nbsp; &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; จำหน่ายสินค้าราคาประหยัด ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ต้องห่วง เนื่องจากสินค้าในโครงการนำมาจากโรงงานขนาดใหญ่ ซึ่งมีผู้จัดจำหน่ายที่เป็นผู้ค้าชั้นนำ ดังนั้นสินค้าจึงได้มาตรฐาน&nbsp;<br />
นอกจากนี้ นางสาวศุภมาส ยังได้ลงพื้นที่ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร พร้อมด้วยนายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบและติดตามโรงงานผลิตปลากระป๋องที่มีการเปลี่ยนวัตถุดิบเป็นปลาชนิดอื่นแทนปลาแมกเคอเรลตามที่ได้รับอนุญาต และแสดงบนฉลากสินค้า พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลไม่นิ่งนอนใจต่อสิ่งที่ผู้บริโภคได้รับความเดือดร้อน แม้ในกรณีดังกล่าวทางผู้ประกอบการจะมีการเยียวยาแก่ผู้เสียหายเบื้องต้นแล้ว &nbsp;เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำ และคืนความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภค หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องมีการตรวจสอบและติดตามข้อเท็จจริง เพื่อความปลอดภัยทั้งร่างกายและทรัพย์สินของผู้บริโภค ซึ่งจากการที่ อย. และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานต้นเหตุ พบว่าสถานที่ผลิตไม่ผ่านหลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร (GMP) และพบผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่ใช้ปลาชนิดอื่น ไม่ตรงตามฉลากที่แสดงบนบรรจุภัณฑ์ ถือว่าเป็นการหลอกลวงผู้บริโภค จึงขอเน้นย้ำว่าความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค คือหัวใจสำคัญของการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค รัฐบาลจะดำเนินการทุกมาตรการเพื่อรักษามาตรฐานอย่างเต็มที่ เพื่อให้ประชาชนได้รับสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ในราคาที่เป็นธรรม โดยให้ สคบ. ติดตามเรื่องร้องเรียนอย่างใกล้ชิดและตรวจสอบทุกจังหวัด ผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายมีสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาและชดเชยความเสียหายจากการใช้สินค้าหรือบริการดังกล่าว ตามสิทธิขั้นพื้นฐาน ของพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562<br />
ทั้งนี้ หากผู้บริโภคได้รับความเสียหายจากการซื้อสินค้าหรือบริการ สามารถร้องเรียนได้ที่ สายด่วน สคบ. 1166 หรือร้องทุกข์ผ่านทางแอปพลิเคชัน OCPB Connect และ เว็บไซต์ ocpb.go.th สำหรับในส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นสามารถร้องเรียนได้ที่ศูนย์ดำรงธรรม ณ ศาลากลางจังหวัดทุกจังหวัด</p>
]]></description>
<enclosure url='https://ratchaburi.prd.go.th/th/file/get/file/202605071759c58d0de39ac9d09a8b1d78f8f1f9094956.jpg' type='image/jpg' length='1389268' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เห็นชอบ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน บรรเทาค่าครองชีพ ปรับโครงสร้างพลังงาน  เสนอสภา 14 พ.ค. นี้ ]]></title>
<link>https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/500428</link>
<guid isPermaLink="false">c4f794724f89ccb8c42a82907ba41792</guid>
<pubDate>Wed, 06 May 2026 11:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ครม. เห็นชอบ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน บรรเทาค่าครองชีพ ปรับโครงสร้างพลังงาน &nbsp;เสนอสภา 14 พ.ค. นี้&nbsp;<br />
บทสรุป<br />
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ... วงเงิน&nbsp;<br />
400,000 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้จ่าย 2 แผนงาน ได้แก่ 1. เพื่อช่วยเหลือ บรรเทาภาระค่าใช้จ่าย ภาคประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ จำนวน 2 แสนล้านบาท เช่น โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส&rdquo; และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คาดว่าจะสามารถเปิดให้ลงทะเบียนพร้อมกันในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้ และ 2. ส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก เพื่อลดการพึ่งพิงพลังงานจากต่างประเทศ จำนวน 2 แสนล้านบาท&nbsp;<br />
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยันว่า ยืนยันว่า หน้าที่ของรัฐบาล คือ หยุดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ &ldquo;ภาวะเงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจชะลอตัว&rdquo; จึงจำเป็นต้องออก พ.ร.ก. เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ให้หยุดชะงัก และเร่งปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ โดยยังคงรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ&nbsp;<br />
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การตราร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ จะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจระยะสั้น และผลจากการปรับโครงสร้างทางพลังงานจะช่วยลดต้นทุนให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน&nbsp;<br />
เพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน และสามารถดึงดูดการลงทุนสู่ระบบเศรษฐกิจ จึงถือเป็นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างไปพร้อมกับการบรรเทาทุกข์ของประชาชน สำหรับการกู้เงินของรัฐบาลภายใต้ร่าง พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาท คาดว่าจะส่งผลให้หนี้สาธารณะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 68.18% ของ GDP ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะไม่เกิน 70% โดยมีแผนการชำระหนี้ที่ชัดเจนและโปร่งใส สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้จะมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา และจะนำเข้าชี้แจงในการประชุมสภาในวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ตั้งเป้าพิจารณาโครงการที่เสนอทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายใน 30 กันยายน 2569 และสามารถเบิกจ่ายเงินกู้ได้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570</p>

<p>รายละเอียด<br />
(5 พ.ค. 69) จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความมั่นคงและเสถียรภาพด้านพลังงานของโลก ส่งผลให้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์วิกฤตทางเศรษฐกิจที่มีลักษณะซ้อนทับและรุนแรง ซึ่งมีสาเหตุมาจากปัจจัยภายนอกประเทศ ได้แก่ วิกฤตพลังงานที่ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ภาวะราคาสินค้าและวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้นในวงกว้าง และการชะลอตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อภาคธุรกิจและภาคประชาชน ส่งผลต่อราคาสินค้า อาหาร ค่าครองชีพ และต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ฉุดกําลังซื้อของประชาชนและเพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะชะลอตัวภายใต้เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจตกต่ำในระยะถัดไป อีกทั้ง ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงที่สุดอันดับต้น ๆ ในเอเชีย&nbsp;<br />
จึงจําเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยต้องลดการพึ่งพาการนําเข้าพลังงานอย่างเร่งด่วน เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ&nbsp;<br />
กระทรวงการคลังพิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและบรรเทาภาระ<br />
ค่าครองชีพของประชาชน ลดความเสี่ยงต่อการหยุดชะงัก และสนับสนุนกำลังซื้อของประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางซึ่งมีข้อจำกัดด้านรายได้และความสามารถในการปรับตัวต่อภาวะค่าครองชีพ รวมถึงผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องจัดหาแหล่งเงินเพื่อนำมาแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ แม้รัฐบาลจะใช้มาตรการทางการคลังในกรอบงบประมาณที่มีอยู่ เพื่อแก้ไขสถานการณ์วิกฤตแต่จะไม่ทันการณ์ เนื่องจากไม่สามารถตอบโจทย์ได้ครบถ้วนทั้งในด้านขนาด (Scale) ความเร็ว (Speed) และความยืดหยุ่น (Flexibility) ที่ไม่เพียงพอและหากจะดําเนินการผ่านกระบวนการตรากฎหมายปกติจะไม่ทันต่อสถานการณ์และอาจก่อให้เกิดความเสียหายที่ยากต่อการแก้ไขในภายหลัง วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้เป็นวิกฤตซ้อนหลายระลอกต้องรับมืออย่างเร่งด่วน จํากัดผลกระทบไม่ให้ขยายตัวในวงกว้าง และยืดเยื้อ&nbsp;<br />
คณะรัฐมนตรีจึงอนุมัติให้กระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจําเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ เพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยเป็นการตราพระราชกําหนดตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และสอดคล้องกับมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 และให้ส่งสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน เพื่อบรรเทาผลกระทบอย่างตรงจุดในการช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ และปรับโครงสร้างพลังงานซึ่งเป็นประเด็นที่มีผลต่อวิกฤตโดยตรง ประกอบด้วย 2 แผนงานหลัก ดังนี้<br />
แผนงานที่ 1 : มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือภาคประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน วงเงิน 200,000 ล้านบาท เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนและประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ให้หยุดชะงัก โดยมุ่งตรงไปยังกลุ่มเป้าหมายสําคัญคือประชาชน<br />
ผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง เกษตรกร ผู้ประกอบการ SME รวมทั้งลดต้นทุนให้กับภาคการเกษตรเพื่อให้เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพต่อไปได้โดยไม่ถูกผลกระทบซ้ำจากต้นทุนที่สูงขึ้น และช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถประกอบอาชีพหรือดําเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส&rdquo; ที่ปรับสัดส่วนการร่วมจ่ายเป็นรัฐ 60% และประชาชน 40% เบื้องต้นกำหนดกรอบไว้ 30 ล้านคน คนละ 4,000 บาท โดยเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งปัจจุบันมีผู้อยู่ในระบบ 13.2 ล้านคน&nbsp;<br />
จะมีการทบทวนการลงทะเบียนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ เนื่องจากฐานข้อมูลเดิมไม่ได้ถูกทบทวนมานานถึง&nbsp;<br />
9 ปี เพื่อให้เงินช่วยเหลือพุ่งเป้าไปถึงมือกลุ่มเป้าหมายอย่างแม่นยำที่สุด ผู้ที่ผ่านเกณฑ์ใหม่จะได้รับการช่วยเหลือในกรณีต่าง ๆ ตามสิทธิ์ของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และได้รับเงินเพิ่มเติมเข้าบัญชี 4,000 บาท คาดว่าจะสามารถเปิดให้ลงทะเบียนพร้อมกันในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้<br />
แผนงานที่ 2 : มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก และพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรม วงเงิน 200,000 ล้านบาท มีวัตถุประสงค์เพื่อลดการใช้พลังงานฟอสซิล การใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก&nbsp;<br />
ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต การใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม&nbsp;<br />
ลดการใช้พลังงานฟอสซิล ทําให้การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพ หรือส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือก รวมทั้งสนับสนุนการติดตั้งสถานีบรรจุไฟฟ้า และการสร้างเศรษฐกิจใหม่ เพื่อช่วยการลดการพึ่งพิงพลังงานจากต่างประเทศและเพิ่มความยืดหยุ่น (Resilience) ต่อวิกฤตในอนาคต<br />
นอกจากคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติหลักการร่าง พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ... แล้ว<br />
ยังเห็นชอบในหลักการร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการดำเนินการตามแผนงานหรือโครงการภายใต้กฎหมายว่าด้วยการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน และเห็นชอบในหลักการร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการติดตามประเมินผลการใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน โดยมอบหมายสำนักงบประมาณ ให้ตั้งงบประมาณ ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป เพื่อชำระดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายในการกู้เงิน การออกและการจัดการตราสารหนี้ภายใต้ร่าง พ.ร.ก. นี้ และมอบหมายให้สำนักงานพัฒนาระบบข้าราชการ (ก.พ.ร.) หารือร่วมกับ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) พิจารณากำหนดกลไกในการกำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงหนี้สาธารณะและการกำกับติดตามและการประเมินผลโครงการ ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินโครงการเกิดผลสัมฤทธิ์ มีความโปร่งใส และตรวจสอบได้<br />
โดยให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ โดยมีปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานกรรมการ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ผู้อํานวยการสํานักงบประมาณ อธิบดีกรมบัญชีกลาง ผู้อํานวยการสํานักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ผู้ทรงคุณวุฒิที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่งตั้งไม่เกิน&nbsp;<br />
3 คน (กรรมการ) และผู้อํานวยการสํานักงานบริหารหนี้สาธารณะ (กรรมการและเลขานุการ) ผู้แทน สศช. และ สศค. (ผู้ช่วยเลขานุการร่วม) เพื่อให้การใช้จ่ายเงินกู้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ อีกทั้ง กระทรวงการคลังยังได้กําหนดหลักการใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้หลักการ 5T ได้แก่ Target ตรงจุด ใช้เงินตรงเป้าหมาย Transition เร่งรัดการเปลี่ยนผ่าน ลดความเปราะบางทางพลังงาน Transformation เปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเน้นการลงทุนที่ช่วยให้เศรษฐกิจสามารถฟื้นตัว Transparent โปร่งใส ตรวจสอบได้ Together ขับเคลื่อนร่วมกันทุกภาคส่วน เพื่อให้เงินทุกบาทที่ใช้สร้างคุณค่าสูงสุดแก่ประชาชนและประเทศ<br />
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แถลงยืนยันว่า หน้าที่ของรัฐบาล คือ หยุดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ &ldquo;ภาวะเงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจชะลอตัว&rdquo; หรือ stagflation&nbsp;<br />
ซึ่งต้องทำอย่างทันท่วงที จึงจำเป็นต้องใช้เครื่องมือพิเศษผ่านการออกพระราชกำหนด ภายใต้หลักกฎหมายที่ชัดเจนว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วน อันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ด้วยหลักการและเหตุผลดังกล่าว พระราชกำหนด<br />
ฉบับนี้จึงเป็นทั้งเครื่องมือในการพาประเทศผ่านวิกฤต และเป็นการวางรากฐานเพื่อลดความเปราะบางทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยยังคงรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด แนวทางการแก้ปัญหาในครั้งนี้ แม้ไม่ได้ทำให้ปัญหาที่เป็นวิกฤตของโลกหายไป แต่จะทำให้คนไทยมีแรงรับมือกับปัญหาได้ดีขึ้น และเป็นการประคับประคองคนที่มีกำลังน้อยกว่า ให้สามารถเดินฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน อีกทั้งยังจะทำให้ประเทศไทยมีความเข้มแข็งขึ้น และมีความพร้อมสูงสุดในการรับมือกับปัญหาในอนาคต&nbsp;<br />
ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญ &ldquo;วิกฤตปากท้อง&rdquo; ที่ไม่ได้มาเพียงระลอกเดียวแต่กำลังมาเป็นคลื่นต่อเนื่อง ระลอกแรก คือ ราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้น ระลอกที่สอง คือ กำลังลุกลามไปสู่ต้นทุนอาหารและสินค้าต่าง ๆ ที่เพิ่มสูงขึ้น และระลอกที่สาม คือ กำลังซื้อของประชาชนที่เริ่มลดลง ส่งผลกระทบในลักษณะแรงบีบสองด้านต่อภาคธุรกิจและภาคประชาชนที่รายได้ลดลงแต่ต้นทุนกลับสูงขึ้น การตราร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ จะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจระยะสั้น และผลจากการปรับโครงสร้างทางพลังงานจะช่วยลดต้นทุนให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน เพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน และสามารถดึงดูดการลงทุนสู่ระบบเศรษฐกิจได้อีกด้วย จึงถือเป็นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างไปพร้อมกับการบรรเทาทุกข์ของประชาชน&nbsp;<br />
ผลกระทบต่อหนี้สาธารณะและความยั่งยืนทางการคลัง แม้จะมีการกู้เงินเพิ่มเติมแต่สถานะทางการคลังของไทยยังอยู่ในกรอบที่บริหารจัดการได้ หลังการกู้เงินตามร่าง พ.ร.ก. นี้ แม้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP&nbsp;<br />
จะเพิ่มขึ้นแต่ก็ยังตํ่ากว่าเพดานตามกฎหมายที่ร้อยละ 70 ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 โดยสถานะหนี้สาธารณะคงค้างปัจจุบัน ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จำนวน 12,595,731 ล้านบาท คิดเป็น 66.09% ของ GDP การกู้เงินของรัฐบาลภายใต้ร่าง พ.ร.ก. กู้เงิน วงเงิน 400,000 ล้านบาท คาดว่าจะส่งผลให้หนี้สาธารณะปรับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ GDP ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 คิดเป็น 68.18% ของ GDP อีกทั้งได้มีการประมาณการโดยคำนึงถึงผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง คาดว่าจะส่งผลให้หนี้สาธารณะต่อ GDP ณ สิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 อยู่ที่ประมาณ 69.88% ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะ ที่กำหนดสัดส่วนหนี้สาธารณะคงค้างต่อ GDP&nbsp;<br />
ไว้ไม่เกิน 70% รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ มีแผนการชำระหนี้ที่ชัดเจนและโปร่งใส และที่สำคัญคือการดำเนินการทุกประการยังอยู่ภายใต้กรอบความรับผิดชอบทางการคลัง<br />
สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้จะมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา และจะนำเข้าชี้แจงในการประชุมสภาในวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ทั้งนี้หน่วยงานต่าง ๆ ต้องเสนอโครงการเป็นไปตามวัตถุประสงค์ และ พ.ร.ก. ฉบับนี้จะมี 11 มาตรา แต่จะระบุวัตถุประสงค์ชัดเจน และคณะกรรมการกลั่นกรองจะดูโครงการก่อนนำเสนอ ครม. เห็นชอบ ซึ่ง พ.ร.ก. ฉบับนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน ตั้งเป้าพิจารณาโครงการที่เสนอทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายใน 30 กันยายน 2569 ส่วนกรอบเวลาเบิกจ่าย สามารถเบิกจ่ายเงินกู้ได้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570&nbsp;<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://ratchaburi.prd.go.th/th/file/get/file/2026050627b29d9b337dc444953c841ddbc14837111609.jpg' type='image/jpg' length='1485320' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“สุชาติ - สุริยะ” เร่งรับมือภัยแล้ง จัดการน้ำทั้งระบบ เตือนเกษตรกรงดทำนาปรังรอบ 2  ปลูกพืชใช้น้ำน้อย ลดความเสี่ยงจากเอลนีโญ]]></title>
<link>https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/500076</link>
<guid isPermaLink="false">fcf921cbf7a74bd4a55fd290ebf65ca4</guid>
<pubDate>Tue, 05 May 2026 10:41:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&ldquo;สุชาติ - สุริยะ&rdquo; เร่งรับมือภัยแล้ง จัดการน้ำทั้งระบบ เตือนเกษตรกรงดทำนาปรังรอบ 2&nbsp;<br />
ปลูกพืชใช้น้ำน้อย ลดความเสี่ยงจากเอลนีโญ<br />
บทสรุป<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญในการบริหารจัดการน้ำช่วงภัยแล้ง กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการการทำงานอย่างใกล้ชิด นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงสั่งการให้กรมทรัพยากรน้ำ ระดมกำลังลงพื้นที่<br />
ทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำกิน น้ำใช้ สนับสนุนระบบประปาหมู่บ้าน และสำรองน้ำต้นทุนในพื้นที่เสี่ยง พร้อมทั้งจัดหาและกระจายน้ำอุปโภคบริโภค สนับสนุนภาคการเกษตร และเสริมกำลังเจ้าหน้าที่ด่านหน้าอย่างเต็มที่&nbsp;<br />
โดยสามารถช่วยเหลือประชาชนได้แล้วกว่า 21,600 ครัวเรือน ขณะที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เตรียมมาตรการเชิงรุกรับมือปรากฏการณ์ &ldquo;ซูเปอร์เอลนีโญ&rdquo; กำหนด 4 ยุทธศาสตร์ คือ กักเก็บ เติมน้ำ ปรับเปลี่ยน เฝ้าระวัง บริหารจัดการน้ำโดยเน้นการอุปโภคบริโภคเป็นลำดับแรก ทำฝนหลวง<br />
ในพื้นที่เสี่ยง และแนะนำให้เกษตรกรวางแผนการเพาะปลูกอย่างเหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงจากภาวะฝนทิ้งช่วง โดยขอความร่วมมือไม่ทำนาปรังรอบ 2 หันมาปลูกพืชใช้น้ำน้อย และใช้น้ำอย่างประหยัด นอกจากนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ช่วงวันที่ 4 - 6 พฤษภาคม 2569 ยังต้องระวังพายุฤดูร้อนหลายพื้นที่ทั่วประเทศ วันที่ 8 - 12 พฤษภาคม 2569 จะมีฝนตกต่อเนื่องและลมเปลี่ยนทิศส่งผลให้ภาคใต้ฝั่งอันดามันมีฝนเพิ่มมากขึ้น และในช่วงวันที่ 15 &ndash; 17 พฤษภาคม 2569 จะเริ่มมีสัญญาณการเข้าสู่ฤดูฝน ขอแนะนำประชาชนและเกษตรกร เตรียมความพร้อมในการกักเก็บสำรองน้ำไว้ใช้</p>

<p>รายละเอียด<br />
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญสูงสุดกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในช่วงสถานการณ์ภัยแล้ง โดยกำชับให้บูรณาการการทำงานระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูแลประชาชนและภาคการเกษตรอย่างใกล้ชิด<br />
โดยนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการให้ กรมทรัพยากรน้ำ ระดมสรรพกำลังลงพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำกินน้ำใช้ สนับสนุนระบบประปาหมู่บ้าน และสำรองน้ำต้นทุนในพื้นที่เสี่ยงอย่างทั่วถึง พร้อมย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลคุณภาพชีวิตประชาชน โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ภัยแล้งที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง พร้อมกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ทั้งการจัดหาน้ำอุปโภคบริโภค การสนับสนุนภาคเกษตร และการเสริมกำลังเจ้าหน้าที่ด่านหน้า เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้ได้เร็วที่สุด ซึ่งกรมทรัพยากรน้ำ โดยสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1&ndash;11 ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมระดมเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ รถบรรทุกน้ำ และระบบสนับสนุนต่าง ๆ ลงพื้นที่ช่วยเหลือทันทีตามสภาพปัญหาในแต่ละพื้นที่ โดยมุ่งเน้นการจัดหาน้ำกินน้ำใช้ น้ำต้นทุนผลิตประปา และช่วยเหลือภาคการเกษตรอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมหลายพื้นที่ทั่วประเทศ อาทิ จังหวัดลำปาง นครสวรรค์ อุดรธานี ขอนแก่น นครราชสีมา จันทบุรี นครศรีธรรมราช พิษณุโลก ชุมพร กระบี่ และอุบลราชธานี มีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ แจกจ่ายน้ำสะอาด และสนับสนุนภารกิจภาคสนามอย่างครบวงจร เพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร รวมถึงการสนับสนุนน้ำดื่มแก่เจ้าหน้าที่ดับไฟป่าในพื้นที่เสี่ยง โดยสามารถช่วยเหลือประชาชนได้แล้วกว่า 21,600 ครัวเรือน หรือคิดเป็นประชาชนกว่า 43,200 คน สนับสนุนน้ำดื่มแก่เจ้าหน้าที่ด่านหน้าดับไฟป่าเกือบ 2,000 ขวด สะท้อนการทำงานเชิงรุกของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการบรรเทาผลกระทบจากภัยแล้งอย่างเป็นรูปธรรม และจะเดินหน้าช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนมีน้ำใช้อย่างเพียงพอ ลดความเดือดร้อนในช่วงวิกฤต และสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำของประเทศในระยะยาว&nbsp;<br />
ขณะที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เตรียมมาตรการเชิงรุกรับมือปรากฏการณ์ &ldquo;ซูเปอร์เอลนีโญ&rdquo; ที่ส่งผลกระทบให้สภาพอากาศร้อนจัดและปริมาณฝนน้อยกว่าปกติ ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรกรรมเป็นวงกว้างในปีนี้ เน้นชู 4 ยุทธศาสตร์ &ldquo;กักเก็บ เติมน้ำ ปรับเปลี่ยนเฝ้าระวัง&rdquo; โดยได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดดำเนินงานตามยุทธศาสตร์เร่งด่วน ดังนี้&nbsp;<br />
1. บริหารจัดการน้ำแบบหยดสุดท้าย มอบหมายให้กรมชลประทานบริหารจัดการน้ำในเขื่อนหลักอย่างเคร่งครัด เน้นน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคเป็นอันดับแรก และวางแผนกระจายน้ำเข้าสู่ระบบคลองส่งน้ำให้ทั่วถึงพื้นที่เกษตรกรรมที่กำลังรอการเก็บเกี่ยว&nbsp;<br />
2. ปฏิบัติการฝนหลวงล่าความชื้น มอบหมายให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ตั้งหน่วยปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็วในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งซ้ำซาก เพื่อปฏิบัติการเติมน้ำในอ่างเก็บน้ำและสร้างความชุ่มชื้นให้ป่าไม้และพื้นที่ไร่นาโดยทันทีเมื่อสภาพอากาศเอื้ออำนวย&nbsp;<br />
3. ส่งเสริมเกษตรมูลค่าสูง ใช้น้ำน้อย รณรงค์ให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนมาเป็นการปลูกพืชระยะสั้นที่ใช้น้ำน้อยและมีตลาดรองรับ เพื่อลดความเสี่ยงจากการยืนต้นตายของพืชผล&nbsp;<br />
4. มีระบบเตือนภัยและการเยียวยา โดยศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร<br />
&nbsp;อีกทั้งได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการข้อมูลสภาพอากาศและปริมาณน้ำร่วมกับหน่วยงานด้านอุตุนิยมวิทยาและชลประทาน เพื่อวางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพในช่วงเอลนีโญ พร้อมจัดทีมแนะนำเกษตรกรปรับเปลี่ยนแผนการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ลดความเสี่ยงจากผลผลิตเสียหาย รวมถึงเตรียมมาตรการช่วยเหลือในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างทันท่วงที เพื่อประคับประคองรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้ผ่านพ้นวิกฤตไปได้<br />
ทั้งนี้ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (Smart Water Operation Center : SWOC) กรมชลประทาน เปิดเผยถึงผลการบริหารจัดการน้ำฤดูแล้งปี 2568/69 (ระหว่าง 1 พฤศจิกายน 2568 &ndash; 30 เมษายน 2569) พบว่าการจัดสรรน้ำเป็นไปตามแผนที่กำหนด สามารถสนับสนุนการใช้น้ำได้อย่างเพียงพอ ทั้งอุปโภคบริโภค การรักษาระบบนิเวศ การเกษตร และอุตสาหกรรม จากข้อมูล ณ วันที่ 30 เมษายน 2569 พบว่า ในช่วงหน้าแล้งที่ผ่านมา มีการใช้น้ำรวมกว่า 31,600 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 94% ของแผนจัดสรรน้ำหน้าแล้ง สะท้อนให้เห็นถึงการบริหารจัดการน้ำที่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ทำให้ในช่วงต้นฤดูฝนเดือนพฤษภาคมนี้ มีปริมาณน้ำสำรองไว้ใช้เพิ่มมากขึ้น ส่วนการเพาะปลูกข้าวนาปรังทั่วประเทศ พบว่ามีการเพาะปลูกกว่า 10 ล้านไร่ เป็นไปตามแผนที่วางไว้ มีผลผลิตทยอยเข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยวอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งได้แนะนำให้เกษตรกรที่จะเริ่มทำนาปี ให้รอกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการ และมีปริมาณฝนตกชุกเพียงพอก่อน เพื่อลดความเสี่ยงต่อความเสียหายของผลผลิตที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากภาวะฝนทิ้งช่วง สำหรับสถานการณ์น้ำอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ปัจจุบันมีปริมาณน้ำ 47,247 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 59% ของความจุเก็บกัก ปริมาณน้ำใช้การ 23,149 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 41%&nbsp;<br />
อีกทั้งเพื่อเป็นการรับมือสถานการณ์เอลนีโญ กรมชลประทาน ขอความร่วมมือเกษตรกร วางแผนการเพาะปลูกอย่างระมัดระวัง โดยขอความร่วมมือไม่ทำนาปรังรอบ 2 เพื่อลดความเสียหายกับผลผลิต ให้หันมาปลูกพืชใช้น้ำน้อย หรือพืชอายุสั้น ที่ทนแล้งได้ดี และใช้น้ำอย่างประหยัดและเกิดประโยชน์สูงสุด อย่างไรก็ตาม<br />
กรมชลประทาน ได้เตรียมแผนบริหารจัดการน้ำอย่างรัดกุม เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในยามจำเป็น และลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนและเกษตรกรให้มากที่สุด<br />
นอกจากนี้กรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่าในช่วงวันที่ 4 - 6 พฤษภาคม 2569 ยังต้องระวังพายุฤดูร้อนหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เนื่องจากมวลอากาศเย็นปะทะอากาศร้อนทำให้เสี่ยงเกิดพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรง วันที่&nbsp;<br />
8 - 12 พฤษภาคม 2569 จะมีฝนตกต่อเนื่องและลมเปลี่ยนทิศ ซึ่งทิศทางลมที่เริ่มเปลี่ยนจะส่งผลให้ภาคใต้ฝั่งอันดามันมีฝนเพิ่มมากขึ้น ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใกล้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้างที่ไม่แข็งแรง และป้ายโฆษณาสูง ๆ ขณะฝนฟ้าคะนอง และเตรียมการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับพืชผลทางการเกษตร รวมทั้งดูแลรักษาสุขภาพในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง และในช่วงวันที่ 15 &ndash; 17 พฤษภาคม 2569 จะเริ่มมีสัญญาณการเข้าสู่ฤดูฝน โดยลมตะวันตกเฉียงใต้พัดแรงขึ้น นำกลุ่มฝนจากทะเลเข้าสู่ภาคใต้ จึงขอแนะนำประชาชนเตรียมความพร้อมด้วยการกักเก็บสำรองน้ำไว้ใช้ เกษตรกรควรเร่งหาวิธีกักเก็บน้ำในช่วงฝนตกเพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ยามฝนน้อย และเฝ้าระวังอากาศแปรปรวน&nbsp;</p>

<p><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://ratchaburi.prd.go.th/th/file/get/file/20260505a156b39468cc134d009f911637d259de104509.jpg' type='image/jpg' length='1508878' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[“ไทยช่วยไทย” ผลตอบรับดีทั่วประเทศ จัดทุกศุกร์ ณ ที่ว่าการอำเภอ ตลอดเดือน พ.ค. เปิดสมัคร “รถพุ่มพวง” กระจายสินค้าราคาประหยัด ถึง 7 พ.ค. 69]]></title>
<link>https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/500074</link>
<guid isPermaLink="false">6e7a41fe06ec6f38e7cba89896c82811</guid>
<pubDate>Tue, 05 May 2026 10:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; ผลตอบรับดีทั่วประเทศ จัดทุกศุกร์ ณ ที่ว่าการอำเภอ ตลอดเดือน พ.ค. เปิดสมัคร &ldquo;รถพุ่มพวง&rdquo; กระจายสินค้าราคาประหยัด ถึง 7 พ.ค. 69<br />
บทสรุป<br />
หลังจากเปิดตัวโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ&rdquo; ณ ที่ว่าการอำเภอ 878 อำเภอทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นความร่วมมือของกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ และภาคเอกชน&nbsp;<br />
มีผู้เข้าร่วมจับจ่ายสินค้ากว่า 283,894 คน ร้านค้าทั้งห้างค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ ผู้ผลิตสินค้า OTOP และร้านค้าชุมชน เข้าร่วมรวม 12,491 ร้าน สร้างมูลค่าการซื้อขาย 33,738,292.45 บาท ช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชน &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ได้ 7,429,275 บาท ประชาชนที่เข้ามาจับจ่ายใช้สอยต่างพอใจถึง 60% ในราคาสินค้า และการเดินทางที่สะดวก&nbsp;<br />
สามารถเลือกซื้อสินค้าได้ทุกวันศุกร์ ตลอดทั้งเดือนพฤษภาคม 2569 โดยครั้งถัดไปในวันที่ 8 15 22 และ 29 พฤษภาคม ระหว่างเวลา 08.30 - 16.30 น. นอกจากนี้ยังเปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ ผ่านเครือข่ายรถพุ่มพวง&rdquo; ทางระบบออนไลน์ https://mobilemarket.bora.dopa.go.th ตั้งแต่บัดนี้ - 7 พฤษภาคม 2569 เวลา 23.59 น. (ไม่เว้นวันหยุดราชการ) เพื่อเสริมบทบาทของผู้ค้ารายย่อยในการกระจายสินค้าราคาประหยัด ส่งตรงถึงมือประชาชนในชุมชนและพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ คุณสมบัติผู้สมัครต้องมีสัญชาติไทย ประกอบอาชีพค้าขาย โดยใช้ยานพาหนะเดินทางไปขายสินค้า สิทธิประโยชน์ของรถพุ่มพวงที่ได้รับการคัดเลือก เข้าร่วมโครงการฯ หากเป็นรถยนต์จะได้รับการสนับสนุนค่าน้ำมัน 750 บาทต่อสัปดาห์ รวม 3,000 บาทต่อเดือน &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; และได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น จำนวน 14 รายการ 64 ชิ้น รถสามล้อพ่วงข้าง สนับสนุนค่าน้ำมัน 375 บาทต่อสัปดาห์ &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รวม 1,500 บาทต่อเดือน และได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น จำนวน 14 รายการ 37 ชิ้น และรถจักรยานยนต์ สนับสนุนค่าน้ำมัน 250 บาทต่อสัปดาห์ รวม 1,000 บาทต่อเดือน และได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น จำนวน 8 รายการ 22 ชิ้น ทั้งนี้ สินค้า &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ที่ได้รับเป็นสินค้าสำหรับทดลองตลาดไม่มีค่าใช้จ่าย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดค่าครองชีพประชาชน เพิ่มรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจไทย</p>

<p>รายละเอียด<br />
เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เปิดตัวโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ&rdquo; ณ ตลาดบางใหญ่ อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการที่เปิดจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน ณ ที่ว่าการอำเภอ 878 อำเภอ ทั่วประเทศ โดยกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย รายงานว่า มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมจากทั่วประเทศกว่า 283,894 คน ร้านค้าเข้าร่วมรวม 12,491 ร้าน ครอบคลุมทั้งห้างค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ (Modern Trade) ผู้ผลิตสินค้า OTOP และร้านค้าชุมชน มีจำนวนสินค้าทั้งหมด 249,515 ชิ้น สร้างมูลค่าการซื้อขาย 33,738,292.45 บาท โดยช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชนได้ 7,429,275 บาท จังหวัดที่มีการใช้จ่ายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สุรินทร์ นครราชสีมา เชียงใหม่ขอนแก่น และยะลา อำเภอที่มีการใช้จ่ายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ อำเภอกาบัง บางใหญ่ เมืองราชบุรี จอมพระ และสมเด็จ ซึ่งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้เกิดความเข้มแข็งและยั่งยืน<br />
ด้านนายกรนิจ โนนจุ้ย โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการสำรวจการจำหน่ายสินค้าราคาถูกภายใต้โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ&rdquo; ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ได้ออกสำรวจสถานการณ์การซื้อสินค้าและพูดคุยกับประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอย อย่างคึกคัก ประชาชนส่วนใหญ่พอใจถึง 60% ในสินค้าแบรนด์หลักที่มีราคาถูก และแบรนด์รองที่ราคาถูกยิ่งขึ้น โดยมีสินค้าจำเป็นให้เลือกซื้อมากมายและเดินทางสะดวก ไม่ต้องเดินทางไกลบ้าน อีกทั้งยังมีการรายงานจากหลายจังหวัดที่ผู้ประกอบการสินค้าชุมชนได้รับประโยชน์จากการที่ประชาชนเข้ามาจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าชุมชนมากขึ้น ทำให้ชุมชนมีรายได้จากการขายอีกด้วย<br />
&nbsp;สำหรับสินค้าที่จำหน่ายในโครงการ มีสินค้าจากห้างค้าส่งค้าปลีก และผู้ผลิตสินค้า ซึ่งเป็นสินค้า &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เฮาส์แบรนด์&quot;และแบรนด์รอง ได้แก่ สินค้าอุปโภค เช่น สบู่ แชมพู ผงซักฟอก และสินค้าบริโภค เช่น ข้าวสาร น้ำตาล &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; น้ำมันพืช ซอสปรุงรส รวมกว่า 3,000 รายการ ซึ่งปกติถูกกว่าสินค้าที่มีแบรนด์ประมาณ 20% มาลดราคาสูงสุด 58% และยังมีแบรนด์สินค้าของผู้ประกอบการทั่วไปมาลดราคา รวมถึงมีสินค้าธงฟ้า อาทิ ข้าวสาร น้ำมันพืช น้ำตาลทราย ไข่ไก่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และสินค้าชุมชนจากผู้ประกอบการรายย่อย อาทิ อาหาร สินค้าเกษตรแปรรูป เสื้อผ้า และสินค้าปรุงสำเร็จ มาจำหน่ายในโครงการด้วย ขอเชิญชวนประชาชนไปเลือกซื้อสินค้าไทยช่วยไทย ณ ที่ว่าการอำเภอ ทุกวันศุกร์ ตลอดทั้งเดือนพฤษภาคม 2569 โดยครั้งถัดไปในวันที่ 8 15 22 และ 29 พฤษภาคม ระหว่างเวลา 08.30 - 16.30 น.&nbsp;<br />
นอกจากนี้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ ผ่านเครือข่ายรถพุ่มพวง&rdquo; ทางระบบออนไลน์ https://mobilemarket.bora.dopa.go.th ตั้งแต่บัดนี้ - 7 พฤษภาคม 2569 เวลา 23.59 น. (ไม่เว้นวันหยุดราชการ)<br />
เพื่อเสริมบทบาทของผู้ค้ารายย่อยในการกระจายสินค้าราคาประหยัด ส่งตรงถึงมือประชาชนในชุมชนและพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ ตั้งแต่เปิดรับสมัครจนถึงวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 มีผู้สมัครรวมทั้งสิ้น 1,301 ราย แยกเป็นประเภทรถ ดังนี้ รถยนต์ จำนวน 560 ราย รถสามล้อพ่วงข้าง จำนวน 485 ราย รถจักรยานยนต์ จำนวน 256 ราย<br />
จังหวัดที่มีผู้สมัครสูงสุด คือ จังหวัดนครราชสีมา มีผู้สมัครแล้ว จำนวน 72 ราย จังหวัดที่มีผู้สมัครต่ำสุด คือ จังหวัดน่าน และจังหวัดสิงห์บุรี มีผู้สมัคร จังหวัดละ 1 ราย<br />
คุณสมบัติผู้สมัครเข้าร่วมโครงการฯ<br />
- มีสัญชาติไทย ประกอบอาชีพค้าขาย โดยใช้ยานพาหนะเดินทางไปขายสินค้าที่หลากหลายในหลายพื้นที่ ยกเว้น รถประกอบอาหาร รถขายอาหารเคลื่อนที่ (Food Truck)<br />
- ผู้สมัครสามารถเลือกอำเภอและจังหวัดสำหรับการจำหน่ายสินค้าได้เพียง 1 แห่ง และส่งใบสมัครได้เพียง 1 ครั้ง เท่านั้น&nbsp;<br />
- ผู้สมัครสามารถระบุ หมายเลขทะเบียนรถได้เพียง 1 คัน และต้องใช้รถคันดังกล่าวตามที่ระบุในใบสมัครตลอดระยะเวลาโครงการ ทั้งนี้ หากตรวจสอบพบว่ามีการใช้ข้อมูลรถคันเดียวกันซ้ำกับผู้สมัครรายอื่น ให้ผู้สมัครที่มีเลขที่ใบสมัครลำดับหลังถูกตัดสิทธิ์จากการเข้าร่วมโครงการโดยทันที<br />
สิทธิประโยชน์ของรถพุ่มพวงที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการฯ&nbsp;<br />
- รถยนต์ (ขนาด L) จะได้รับการสนับสนุนค่าน้ำมัน 750 บาทต่อสัปดาห์ รวม 3,000 บาทต่อเดือน และได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น จำนวน 14 รายการ 64 ชิ้น สำหรับทดลองตลาด โดยไม่มีค่าใช้จ่าย<br />
- รถสามล้อพ่วงข้าง (ขนาด M) จะได้รับการสนับสนุนค่าน้ำมัน 375 บาทต่อสัปดาห์ รวม 1,500 บาทต่อเดือน และได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น จำนวน 14 รายการ 37 ชิ้น สำหรับทดลองตลาด โดยไม่มีค่าใช้จ่าย<br />
- รถจักรยานยนต์ (ขนาด S) จะได้รับการสนับสนุนค่าน้ำมัน 250 บาทต่อสัปดาห์ รวม 1,000 บาทต่อเดือน และได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น จำนวน 8 รายการ 22 ชิ้น สำหรับทดลองตลาด โดยไม่มีค่าใช้จ่าย<br />
หลังลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์เรียบร้อยแล้ว ขอให้ผู้สมัครไปแสดงตนต่อนายอำเภอ หรือ ปลัดอำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอที่ประสงค์จะจำหน่ายสินค้า ระหว่างวันที่ 1 &ndash; 8 พฤษภาคม 2569 (ในวันและเวลาราชการ) หรือที่กำนัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ ระหว่างวันที่ 1 &ndash; 8 พฤษภาคม 2569 (ไม่เว้นวันหยุดราชการ) พร้อมใบสมัครจากระบบ หลักฐานบัตรประจำตัวประชาชน และภาพยานพาหนะที่ใช้ประกอบอาชีพ เพื่อให้เจ้าหน้าที่พิจารณาและรับรองคุณสมบัติ โดยแจ้งผลการพิจารณา ในวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 กำหนดรับชุดสินค้าเริ่มต้นเพื่อไปจำหน่าย วันที่&nbsp;<br />
15 พฤษภาคม 2569 กำหนดรับบัตรเติมน้ำมัน วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ณ ที่ทำการไปรษณีย์อำเภอ สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงที่เข้าร่วมโครงการได้แก่ PTT Station หรือสถานีบริการอื่นตามความเหมาะสมของพื้นที่&nbsp;<br />
ซึ่งมีข้อกำหนดต้องนำชุดสินค้าเริ่มต้นทั้งหมดไปจำหน่าย ตามที่กรมการค้าภายในกำหนดราคาในป้ายประชาสัมพันธ์ ต้องรายงานยอดขายจริง และผลตอบรับจากประชาชนตลอดเวลาที่เข้าร่วมโครงการ สำหรับการสั่งสินค้ารอบต่อไป (Pre-Order) ให้สั่งผ่านไลน์กลุ่มไปรษณีย์อำเภอ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดค่าครองชีพประชาชน เพิ่มรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจไทย&nbsp;<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://ratchaburi.prd.go.th/th/file/get/file/20260505edf28ac5c7a3359698d87847a1305267104032.jpg' type='image/jpg' length='1747687' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[Kick-off “ไทยช่วยไทย” 1 พ.ค. “พาณิชย์” จัด “ไทยช่วยไทย พลัส : เปิดเทอมใหญ่ สบายกระเป๋า” ลดสูงสุด 86% ช่วยลดค่าครองชีพ]]></title>
<link>https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/499500</link>
<guid isPermaLink="false">204227bd67ee0382b445c985ec2f9999</guid>
<pubDate>Fri, 01 May 2026 14:27:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>Kick-off &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; 1 พ.ค. &ldquo;พาณิชย์&rdquo; จัด &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส : เปิดเทอมใหญ่ สบายกระเป๋า&rdquo; ลดสูงสุด 86% ช่วยลดค่าครองชีพ<br />
บทสรุป<br />
กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย Kick-off เปิดจุดจำหน่ายสินค้า &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; ณ ที่ว่าการอำเภอทุกจังหวัดทั่วประเทศ ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 และจำหน่ายต่อเนื่องทุกวันศุกร์ของเดือนพฤษภาคม&nbsp;<br />
(1, 8, 15, 22, 29 พฤษภาคม) โดยนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ได้กำชับให้ทุกอำเภอเตรียมความพร้อมด้านสถานที่ให้เหมาะสม มีความมั่นคง แข็งแรง และอากาศถ่ายเทสะดวก พร้อมบริหารจัดการพื้นที่จำหน่ายสินค้าให้เป็นระเบียบ มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบถ้วน และประสานความร่วมมือกับผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อให้มีสินค้าจำเป็นจำหน่ายอย่างเพียงพอและทั่วถึง ทั้งนี้ข้อมูล ณ วันที่ 29 เมษายน 2569 เวลา 16.00 น. มีจุดจำหน่ายสินค้า &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; แล้ว 710 อำเภอ ใน 76 จังหวัด (ไม่รวมกรุงเทพมหานคร) และอยู่ระหว่างจัดสรรเพิ่มเติมอีก 168 อำเภอ โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ได้แก่ Lotus&rsquo;s 601 อำเภอ Big C 284 อำเภอ Makro 79 อำเภอ Tops 60 อำเภอ Go Wholesale 5 อำเภอ นอกจากนี้ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ยังได้จัดโครงการพาณิชย์ลดค่าครองชีพประชาชน &ldquo;Back to School 2026&rdquo; (เปิดเทอมใหญ่ สบายกระเป๋า) ภายใต้โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส&rdquo; เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ปกครองและนักเรียนทั่วประเทศ ซึ่งปีนี้มีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการรวม 49 ราย ร่วมจัดกิจกรรมลดราคาสูงสุดถึง 86% ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน &ndash; 31 พฤษภาคม 2569 คาดว่าจะช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนได้ไม่น้อยกว่า 300 ล้านบาท อีกทั้งยังร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ คัดเลือกโรงเรียนที่มีความจำเป็นและอยู่ในพื้นที่ขาดแคลน เพื่อนำสินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องแบบนักเรียน อุปกรณ์การเรียน และเครื่องเขียน ไปจัดจำหน่ายในราคาประหยัดให้กับผู้ปกครองและนักเรียนในโรงเรียนต่าง ๆ กว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนพฤษภาคมนี้</p>

<p>รายละเอียด<br />
การจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดภายใต้โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; เป็นโครงการที่กระทรวงพาณิชย์ จัดขึ้น เพื่อมุ่งแบ่งเบาภาระค่าครองชีพประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะวิกฤตพลังงานซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจ<br />
ในปัจจุบัน โดยนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า การจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทยผ่านความร่วมมือจากทุกภาคส่วน แบ่งเป็น 2 ระยะสำคัญ เพื่อให้ครอบคลุมทุกช่องทางการเข้าถึงของประชาชน ดังนี้<br />
ในระยะที่ 1: ผนึกกำลังกับห้างสรรพสินค้าและห้างค้าปลีกสมัยใหม่ขนาดใหญ่ (Modern Trade) อาทิ Tops, Big C, Lotus&rsquo;s, Makro และ Go Wholesale นำสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นมาลดราคาพิเศษ โดยเน้น<br />
จุดจำหน่ายที่เข้าถึงง่ายและมีปริมาณสต็อกสินค้าจำนวนมาก ขณะเดียวกันได้ขยายความร่วมมือไปยังร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นทั่วประเทศ ผลักดันสินค้า &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; ให้กระจายสู่ประชาชนทั่วประเทศ ทำให้ผู้บริโภคที่อาศัยอยู่ในส่วนภูมิภาคสามารถเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้โดยไม่ต้องเดินทางไกล โดยเริ่มโครงการมาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 พร้อมบุกตลาดออนไลน์ ด้วยการจับมือกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและเดลิเวอรีชั้นนำระดับประเทศ ได้แก่ GrabMart, Lineman, TikTok, Shopee และ Lazada จัดแคมเปญส่งเสริมการขายบนหน้าแอปพลิเคชัน พร้อมมอบคูปองส่วนลดและโปรโมชันส่งฟรี ทำให้สินค้า &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; มียอดจำหน่ายพุ่งสูงขึ้นผ่านทุกช่องทางออนไลน์<br />
นอกจากนี้ยังร่วมมือกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เปิดจุดจำหน่ายสินค้า &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo;&nbsp;<br />
ณ ที่ว่าการอำเภอทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการกระจายสินค้าโดยตรงสู่ประชาชนในระดับฐานรากอย่างแท้จริง ช่วยให้กลุ่มเปราะบางและประชาชนในทุกพื้นที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการลดภาระ ลดค่าครองชีพของรัฐบาลอย่างสูงสุด โดยเริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 2569 และต่อเนื่องทุกวันศุกร์ของเดือนพฤษภาคม (1, 8, 15, 22, 29 พฤษภาคม)<br />
ระยะที่ 2: ผลักดันสินค้าของผู้ประกอบการ SMEs ที่มีศักยภาพขึ้นจำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์&nbsp;<br />
นำร่องจำนวน 2,000 ราย เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่าย สร้างรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในประเทศ&nbsp;<br />
โดยสนับสนุนฟรีค่าขนส่งและคูปองส่วนลด 100 บาท จำนวน 5 แสนใบ และทางแพลตฟอร์มออนไลน์ยกเว้น<br />
ค่า GP ซึ่งจะเริ่มในเดือนพฤษภาคมนี้ แนวทางนี้ไม่เพียงช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในระยะสั้น แต่ยังเป็นกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจไทย&nbsp;<br />
พร้อมวางรากฐานการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว<br />
ด้านกรมการปกครอง พร้อมขับเคลื่อนโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; ที่ Kick-off พร้อมกันทั่วประเทศในวันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 2569 ณ ที่ว่าการอำเภอ ซึ่งนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ได้กำชับให้ทุกอำเภอเตรียมความพร้อมด้านสถานที่ให้เหมาะสม ทั้งหอประชุมอำเภอหรือศาลาประชาคมที่มีความมั่นคง แข็งแรง และอากาศถ่ายเทสะดวก พร้อมบริหารจัดการพื้นที่จำหน่ายสินค้าให้เป็นระเบียบ มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบถ้วน และประสานความร่วมมือกับผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อให้มีสินค้าจำเป็นจำหน่ายอย่างเพียงพอและเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง อีกทั้งยังมอบหมายให้ทุกอำเภอคัดเลือกสินค้า &ldquo;ของดีมีแวว&rdquo; ที่มีศักยภาพพัฒนาเป็นสินค้าติดตลาด โดยส่วนกลางจะสนับสนุนสินค้าเด่น (Top Hits) เพื่อผลักดันเข้าสู่ห้างสรรพสินค้าและขยายตลาดในอนาคต เป็นการต่อยอดเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำการกระจายสินค้าราคาประหยัดสู่ชุมชนในช่วงวันที่ 1&ndash;7 พฤษภาคม 2569 พร้อมเชิญชวนผู้ประกอบการรถพุ่มพวง สมัครเข้าร่วมโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ ผ่านเครือข่ายรถพุ่มพวง&rdquo; เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการกระจายสินค้าราคาประหยัดสู่ประชาชนในพื้นที่ พร้อมรับการสนับสนุนค่าน้ำมันและสินค้าราคาถูกสำหรับจำหน่าย&nbsp;<br />
เปิดรับสมัครผ่านระบบออนไลน์ที่ https://mobilemarket.bora.dopa.go.th และไปยืนยันตัวตนที่อำเภอ หรือยืนยันตัวตนกับกำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน ระหว่างวันที่ 1-8 พฤษภาคม 2569 โดยเริ่มรับสมัครตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เวลา 08.30 น. ถึงวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เวลา 23.59 น. (ไม่เว้นวันหยุดราชการ)<br />
(30 เม.ย. 69) รัฐบาลยืนยันเปิดโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เดินหน้ามหกรรมสินค้าราคาประหยัดทั่วประเทศ เพื่อบรรเทาค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้เกิดผลทันทีในระดับพื้นที่ โดยข้อมูล ณ วันที่ 29 เมษายน 2569 เวลา 16.00 น. ประเทศไทยมีอำเภอทั้งหมด 878 อำเภอ ขณะนี้มีจุดจำหน่ายสินค้า &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; แล้ว 710 อำเภอ ใน 76 จังหวัด (ไม่รวมกรุงเทพมหานคร) และอยู่ระหว่างจัดสรรเพิ่มเติมอีก 168 อำเภอ เพื่อให้ครอบคลุมครบทุกพื้นที่ ทั้งนี้โครงการได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ได้แก่ Lotus&rsquo;s 601 อำเภอ Big C 284 อำเภอ Makro 79 อำเภอ Tops 60 อำเภอ Go Wholesale 5 อำเภอ โดยรัฐบาลได้กระจายจุดจำหน่ายสินค้าไปยังที่ว่าการอำเภอ &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั่วประเทศแล้ว 710 อำเภอ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคในราคาประหยัดได้อย่างทั่วถึง สามารถติดตามรายละเอียดจุดจำหน่ายของแต่ละจังหวัดได้ผ่านการประชาสัมพันธ์ของแต่ละจังหวัด เพื่อความสะดวกและใกล้บ้านมากที่สุด นอกจากนี้รัฐบาลยังเปิดช่องทางออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์ม เช่น 7-Eleven, Grab และ Shopee&nbsp;<br />
โดยมีไอคอน &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; รวมสินค้าไว้ในที่เดียว ช่วยให้ประชาชนเลือกซื้อได้ง่าย รวดเร็ว และเข้าถึงได้ทุกที่ ยืนยันว่าโครงการนี้ไม่ใช่เพียงโครงการลดราคา แต่คือการทำให้ &ldquo;ของจำเป็นราคาประหยัด&rdquo; เข้าถึงประชาชน<br />
ทุกอำเภอ พร้อมกับทำให้เงินหมุนในชุมชนตั้งแต่ฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม<br />
นอกจากนี้นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ช่วงใกล้เปิดภาคเรียนเป็นช่วงที่ผู้ปกครองมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้น ทั้งจากค่าเครื่องแบบนักเรียน รองเท้า อุปกรณ์การเรียน อาหาร และค่าครองชีพในภาพรวมที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนต่าง ๆ โดยเฉพาะราคาพลังงานและค่าขนส่ง กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน จึงจัดโครงการพาณิชย์ลดค่าครองชีพประชาชน &ldquo;Back to School 2026&rdquo; (เปิดเทอมใหญ่ สบายกระเป๋า) ภายใต้โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส&rdquo; เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ปกครองและนักเรียนทั่วประเทศ&nbsp;<br />
ซึ่งปีนี้มีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการรวม 49 ราย ประกอบด้วย ผู้ผลิต 20 ราย ผู้จำหน่าย 17 ราย ผู้ให้บริการ 10 ราย และแพลตฟอร์มออนไลน์ 2 ราย ครอบคลุมสินค้าและบริการจำเป็นด้านการศึกษากว่า 1,000 รายการ โดยจัดกิจกรรมลดราคาตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน - 31 พฤษภาคม 2569 รวมระยะเวลา 32 วัน พร้อมมอบส่วนลดสูงสุดถึง 86% คาดว่าจะช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนได้ไม่น้อยกว่า 300 ล้านบาท<br />
อีกทั้งยังร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ เตรียมจัดกิจกรรมลดภาระค่าครองชีพให้กับผู้ปกครองและนักเรียนในโรงเรียนต่าง ๆ กว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ โดยกระทรวงศึกษาธิการจะเป็นผู้คัดเลือกโรงเรียนที่มีความจำเป็นและอยู่ในพื้นที่ขาดแคลน กรมการค้าภายในจะนำสินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องแบบนักเรียน อุปกรณ์การเรียน และเครื่องเขียน ไปจัดจำหน่ายในราคาประหยัด เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง สำหรับสินค้าที่เข้าร่วมโครงการ ครอบคลุมทั้งเครื่องแบบนักเรียน รองเท้านักเรียน อุปกรณ์การเรียน ผลิตภัณฑ์นม อุปกรณ์สำนักงาน สินค้าไอที รวมถึงบริการด้านการศึกษาและการเรียนรู้ โดยมีส่วนลดหลากหลาย อาทิ เครื่องแบบนักเรียนจากศึกษาภัณฑ์ สมใจนึก วัชรากร สมอ และน้อมจิตต์ รองเท้านักเรียนจาก ADDA อุปกรณ์การเรียนจาก The Mall B2S OfficeMate และ SE-ED รวมถึงผลิตภัณฑ์นมจากผู้ผลิตรายใหญ่หลายแบรนด์ เช่น F&amp;N เนสท์เล่ ไฮคิว หนองโพ แลคตาซอย ไทย-เดนมาร์ก ไวตามิลค์ mMILK&nbsp;<br />
ดัชมิลล์ และโฟร์โมสต์ อุปกรณ์สำนักงานและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จากดูโฮม เพาเวอร์บาย และโกลบอลเฮ้าส์ ขณะที่กลุ่มบริการ มีโปรโมชั่นลดค่าใช้จ่ายในหลายด้าน เช่น แว่นตาจากท็อปเจริญและแว่นบิวติฟูล แพ็กเกจอินเทอร์เน็ตจาก True ส่วนลดสูงสุด 68% และสิทธิพิเศษจาก AIS ที่มอบ Alisa AI Premium ฟรี 3 เดือน รวมถึงบริการจัดส่งสินค้าจากไปรษณีย์ไทยในราคาพิเศษเริ่มต้นเพียง 30 บาทต่อกิโลกรัม<br />
ด้านสถาบันการเรียนรู้และพัฒนาทักษะ มีผู้ประกอบการร่วมลดราคาหลักสูตรและบริการต่าง ๆ อาทิ OpenDurian ลดสูงสุด 75% We by The Brain ลดสูงสุด 50% Yamaha Music School ลดสูงสุด 20% รวมถึงการทดลองเรียนฟรีและยกเว้นค่าแรกเข้าในหลายหลักสูตร นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากแพลตฟอร์มออนไลน์ โดย Lazada จัดแคมเปญ Flash Sale ลดสูงสุด 70% และ Shopee มอบส่วนลดเพิ่มเติมผ่านโค้ดพิเศษ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าได้สะดวกในทุกช่องทาง ทั้งนี้ ประชาชนสามารถเลือกซื้อสินค้าและใช้บริการภายใต้โครงการ &ldquo;Back to School 2026&rdquo; ได้ผ่านห้างสรรพสินค้า ร้านค้าที่ร่วมรายการ ร้านธงฟ้า และแพลตฟอร์มออนไลน์ทั่วประเทศ<br />
อีกทั้งยังได้จัดทำ &ldquo;คู่มือช็อปคุ้ม ฉบับเปิดเทอมอุ่นใจ (Back to School 2026)&rdquo; ในรูปแบบ E-Catalog ซึ่งรวบรวมสินค้า โปรโมชั่น และบริการทั้งหมดไว้ในที่เดียว พร้อมจัดหมวดหมู่สินค้าอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมเครื่องแบบนักเรียน อุปกรณ์การเรียน กีฬา อาหารและโภชนาการ เทคโนโลยี ของใช้ส่วนบุคคล และช่องทางการจำหน่าย เพื่อให้ประชาชนสามารถเปรียบเทียบราคา วางแผนการใช้จ่าย และเลือกซื้อสินค้าได้อย่างสะดวกและคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น ผ่านช่องทางออนไลน์ของกรมการค้าภายใน และยังเชื่อมโยงสินค้า ผ่านเครือข่ายร้านธงฟ้าไปยังพื้นที่ต่าง ๆ รวมถึงโรงเรียนและชุมชน เพื่อให้กลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย สามารถเข้าถึงสินค้าในราคาที่เป็นธรรมได้อย่างทั่วถึง และเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://ratchaburi.prd.go.th/th/file/get/file/20260501e3579b639178ffa869b435a83d7e8ec4142743.jpg' type='image/jpg' length='1505541' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ หารือทีมเศรษฐกิจ เดินหน้า “ไทยช่วยไทย” ให้สิทธิ์ 4,000 บาท รัฐ 60% ประชาชน 40% ลงทะเบียน พ.ค. เริ่มใช้ มิ.ย. 69]]></title>
<link>https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/499498</link>
<guid isPermaLink="false">785d026dcf6e5304d50a85e9117840d3</guid>
<pubDate>Fri, 01 May 2026 14:25:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายกฯ หารือทีมเศรษฐกิจ เดินหน้า &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; ให้สิทธิ์ 4,000 บาท รัฐ 60% ประชาชน 40% ลงทะเบียน พ.ค. เริ่มใช้ มิ.ย. 69<br />
บทสรุป<br />
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หารือทีมเศรษฐกิจ เพื่อเตรียมความพร้อมออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน กรอบวงเงิน 500,000 ล้านบาท ซึ่งจะดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย และเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ โดยต้องเป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน อีกทั้งได้หารือภาพรวมเศรษฐกิจ<br />
ปี 2569 ที่ถูกปรับลด GDP เหลือร้อยละ 1.5 - 1.6 จากเดิมร้อยละ 2 เป็นผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ขณะเดียวกันยังได้ติดตามความคืบหน้าประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศประจำปี 2569 ที่จะจัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร ช่วงเดือนตุลาคม 2569 นอกจากนี้ยังเดินหน้านโยบาย &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; เพื่อบรรเทาค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมีแนวทางจัดหาแหล่งเงินจากงบประมาณคงเหลือและแหล่งเงินอื่นตามความเหมาะสม โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายครอบคลุมประชาชนมากกว่า 30 ล้านคน แบ่งเป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และประชาชนทั่วไป ให้สิทธิ์สนับสนุนค่าใช้จ่ายรวม 4,000 บาทต่อคน ซึ่งรัฐสนับสนุน 60% ประชาชนร่วมจ่าย 40% แบ่งจ่ายเดือนละ 1,000 บาท ระยะเวลา 4 เดือน เริ่มลงทะเบียนเดือนพฤษภาคม 2569 และเริ่มใช้สิทธิ์เดือนมิถุนายน 2569 ผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; ขณะที่ภาคเอกชน&nbsp;<br />
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เห็นว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยพยุงเศรษฐกิจและเพิ่มกำลังซื้อ โดยคาดว่าจะก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจประมาณ 160,000 - 200,000 ล้านบาท ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้สามารถขยายตัวได้ในกรอบ 1.5 - 2.0%</p>

<p>รายละเอียด<br />
(30 เม.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เชิญนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เข้าหารือ<br />
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้พูดคุยในหลักการเพื่อเตรียมความพร้อมออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน&nbsp;<br />
ซึ่งจะดำเนินการตามขั้นตอนที่ถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ โดยต้องเป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน ส่วนกรอบวงเงินในการออกพระราชกำหนดกู้เงิน อยู่ที่ประมาณ 500,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการตั้งกรอบเอาไว้ แต่จะใช้เท่าใดนั้นจะพิจารณาอีกครั้ง สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจหลังจากที่หน่วยงานเศรษฐกิจ ได้แก่ กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ปรับลด GDP ปี 2569 ลงไปอยู่ที่ 1.5 - 1.6% จากเดิมประมาณ 2% เนื่องจากผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจากการสู้รบในตะวันออกกลาง ติดตามความคืบหน้า<br />
การที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศประจำปี 2569 (2026 Annual Meetings) ที่จะจัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร ช่วงเดือนตุลาคม 2569 และการดำเนินนโยบาย &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายประชาชน รวมถึงเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งรัฐบาลเตรียมใช้เงินคืนจากหน่วยงานที่มีการเบิกจ่ายล่าช้า หรือไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เพื่อนำมาใช้เป็นงบประมาณตามขั้นตอนการออกพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย และรัฐบาลจะพิจารณาแหล่งเงินอื่นตามความเหมาะสม<br />
นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้เรียกทีมเศรษฐกิจเข้าหารือเรื่องโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; ซึ่งขณะนี้รัฐบาลกำลังเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยเร็ว การเตรียมความพร้อมของหน่วยงานต้องดูจากกระทรวงการคลังเป็นหลัก&nbsp;<br />
เพราะเป็นฝ่ายออกแนวทางและนโยบาย แต่ต้องดูจากกระทรวงอื่นประกอบด้วยว่าจะมีการเยียวยาในส่วนอื่นอย่างไร เช่น กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งก่อนหน้านี้ นายเอกนิติ&nbsp;<br />
ได้ประกาศว่าโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; หรือ &ldquo;คนละครึ่ง พลัส&rdquo; จะเริ่มได้วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ซึ่งจะครอบคลุมหลายโครงการ มีกลุ่มเป้าหมายมากกว่า 30 ล้านคน แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรก บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.2 ล้านคน อีกส่วนคือประชาชนทั่วไป ขณะนี้กำลังดูตัวเลขของกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งสองส่วนรวมกันจะเกิน 30 ล้านคน ที่จะได้รับประโยชน์จากโครงการนี้<br />
สำหรับ โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; ช่วยไทย ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มกำลังซื้อ จะให้สิทธิ์ 4,000 บาท รัฐออก 60% ประชาชนออก 40% คือใช้จ่าย 100 บาท รัฐช่วย 60 บาท ประชาชนจ่าย 40 บาท โดยจะแบ่งจ่ายเดือนละ 1,000 บาท รวม 4 เดือน เปิดให้ลงทะเบียนในเดือนพฤษภาคม 2569 เริ่มใช้สิทธิ์เดือนมิถุนายน 2569 ผ่านทางแอปพลิเคชัน &ldquo;เป๋าตัง&rdquo; โดยสามารถใช้จ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ไม่สามารถถอนเป็นเงินสดได้ สิทธิ์ไม่สามารถโอนให้ผู้อื่นได้ ต้องใช้จ่ายภายในเดือนที่ได้รับสิทธิ์ และใช้จ่ายได้กับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการทั่วประเทศ&nbsp;<br />
คุณสมบัติผู้มีสิทธิลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ<br />
1. เป็นผู้มีสัญชาติไทย<br />
2. มีอายุตั้งแต่ 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน<br />
3. มีบัตรประจำตัวประชาชน<br />
4. ไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิ หรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการของรัฐ ได้แก่ โครงการคนละครึ่ง โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 และ โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5<br />
สำหรับมุมมองจากภาคเอกชน นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ กล่าวถึงโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; ว่า ถือเป็นมาตรการสำคัญที่จะเข้ามาช่วยพยุงและบรรเทาผลกระทบจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการสูญเสียความเชื่อมั่นในการจับจ่าย<br />
ใช้สอย หากครอบคลุมประชาชน 20 ล้านคน ใช้จ่ายเดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน จะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบราว 80,000 ล้านบาท หากรวมบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มเติม และเงินสมทบจากภาคประชาชน จะทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจรวมประมาณ 160,000-200,000 ล้านบาท จะช่วยชดเชยกำลังซื้อที่สูญหายไป<br />
จากระบบได้อย่างพอดี โดยการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบทุก &nbsp;50,000 ล้านบาท จะมีส่วนช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตเพิ่มขึ้นได้อีกประมาณ 0.2 - 0.3% และมาตรการทั้งหมดนี้อาจจะเป็นแรงกระตุ้นสำคัญที่ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้สามารถขยายตัวได้ในกรอบ 1.5 &ndash; 2.0%</p>
]]></description>
<enclosure url='https://ratchaburi.prd.go.th/th/file/get/file/20260501e59c80a5cdfda62fc8c0ab6f7dc12b02142619.jpg' type='image/jpg' length='1430453' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ เดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ “พิพัฒน์” ยืนยันคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ลงพื้นที่ ชุมพร - ระนอง รับฟังความเห็นประชาชน 8 พ.ค. นี้]]></title>
<link>https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/499086</link>
<guid isPermaLink="false">2795d0d5dbd307a671984ebf9f0bd524</guid>
<pubDate>Thu, 30 Apr 2026 12:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายกฯ เดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ &ldquo;พิพัฒน์&rdquo; ยืนยันคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ลงพื้นที่ ชุมพร - ระนอง รับฟังความเห็นประชาชน 8 พ.ค. นี้<br />
บทสรุป<br />
โครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมทะเลอ่าวไทย-อันดามัน หรือ แลนด์บริดจ์ เป็นโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม เพื่อเชื่อมโยงท่าเรือน้ำลึกระหว่างจังหวัดระนองและชุมพร ด้วยทางหลวงพิเศษ (มอเตอร์เวย์) และรถไฟทางคู่ ระยะทาง 89.35 กิโลเมตร รวมถึงท่อขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน วงเงินประมาณ 1 ล้านล้านบาท มีเป้าหมายเปิดให้บริการในปี 2573 และพัฒนาเต็มรูปแบบภายในปี 2582 เมื่อโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จจะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค ลดระยะ เวลาการขนส่งทางทะเล เพิ่มศักยภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และสนับสนุนการพัฒนาเขตเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) เชื่อมโยงกับโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) คาดว่าจะช่วยเพิ่ม GDP ภาคใต้ได้ จาก 2% เป็น 10% ต่อเนื่องอย่างน้อย 10 ปี รวมถึงสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว เกิดการจ้างงานกว่า 2.8 แสนตำแหน่ง และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเรื่องการขนส่งน้ำมัน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งเสนอร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ต่อคณะรัฐมนตรีภายในเดือนมิถุนายน 2569 และเร่งจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA/EHIA) ให้แล้วเสร็จภายในปี 2570 เพื่อเปิดประมูลผู้ลงทุน และก่อสร้างระยะที่ 1 ภายในปี 2573 โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ ให้เกิดได้จริง เพราะถือเป็นโอกาสการสร้างรายได้ และการจ้างงาน ให้กับประเทศไทย อีกทั้งโครงการนี้ยังได้รับความสนใจจากประเทศสิงคโปร์ จึงเน้นย้ำให้กระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นประชาชน ด้านนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยืนยันว่า โครงการมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและเป็นโอกาสของประเทศไทย เตรียมลงพื้นที่จังหวัดชุมพรและระนอง&nbsp;<br />
ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 เพื่อชี้แจงข้อดี ข้อเสีย รายละเอียดจากผลการศึกษาโครงการ การจ้างงาน และรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างตรงไปตรงมา</p>

<p>รายละเอียด<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;โครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมทะเลอ่าวไทย-อันดามัน หรือแลนด์บริดจ์ เป็นโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบริการด้านคมนาคม เชื่อมโยง 2 ท่าเรือ เพื่อส่งเสริมการขนส่งทางน้ำ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ โดยโครงการจะมีการพัฒนาท่าเรือน้ำลึก 2 ฝั่งทะเล ได้แก่ ที่แหลมอ่าวอ่าง จังหวัดระนอง (ฝั่งทะเลอันดามัน) และที่แหลมริ่ว จังหวัดชุมพร (ฝั่งอ่าวไทย) ซึ่งสามารถรองรับสินค้าได้ฝั่งละ 20 ล้าน TEUs (Twenty-foot Equivalent Unit : TEUs คือ หน่วยวัดมาตรฐานสากลที่ใช้ระบุความจุของตู้คอนเทนเนอร์บนเรือขนส่งสินค้าหรือท่าเรือ โดยอิงจากปริมาตรของตู้คอนเทนเนอร์ขนาดมาตรฐานยาว 20 ฟุต 1 ตู้ เท่ากับ 1 TEU)&nbsp;<br />
มีการสร้างทางเชื่อมระหว่างท่าเรือทั้ง 2 ฝั่ง ระยะทาง 89.35 กิโลเมตร โดยมีทางหลวงพิเศษ (มอเตอร์เวย์)&nbsp;<br />
รถไฟทางคู่ (ขนาดราง 1.435 เมตร และ 1 เมตร) ท่อขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และมีการถมทะเลเพื่อพัฒนากิจการสนับสนุนท่าเรือ<br />
รูปแบบการพัฒนาโครงการ เป็นการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public Private Partnership หรือ PPP) ซึ่งเป็นการให้สิทธิแก่เอกชนลงทุนในการก่อสร้างและการบริหารจัดการเป็นระยะเวลา 50 ปี&nbsp;<br />
โดยกำหนดให้ภาคเอกชนเป็นผู้ลงทุนโครงการทั้งโครงการ ประกอบด้วย ท่าเรือ ทางรถไฟขนาด 1.435 เมตร และมอเตอร์เวย์ รวมถึงการพัฒนาพื้นที่หลังท่าเรือ โดยภาครัฐทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการเวนคืนที่ดิน ลงทุนทางรถไฟขนาด 1 เมตร และกำหนดสิทธิประโยชน์ให้กับเอกชนผู้ร่วมลงทุนในโครงการ โดยโครงการจะแบ่งออกเป็น&nbsp;<br />
4 ระยะ รวมประมาณการลงทุนโครงการ 1 ล้านล้านบาท คาดว่าจะพร้อมเปิดให้บริการในเดือนตุลาคม 2573 และเสร็จสมบูรณ์ทั้ง 2 ฝั่ง (รองรับได้ฝั่งละ 20 ล้าน TEUs) ภายในปี 2582<br />
หากโครงการแลนด์บริดจ์แล้วเสร็จจะก่อให้เกิดประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ ดังนี้ &nbsp;<br />
1. ผลักดันไทยให้กลายเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าและน้ำมันของภูมิภาค สินค้าทางเรือจำนวนหนึ่ง<br />
ไม่จำเป็นต้องอ้อมช่องแคบมะละกาที่มีความแออัดสูง<br />
2. ลดระยะเวลาการขนส่งทางน้ำ เชื่อมระหว่าง 2 ฝั่งทะเลไทย จากประเทศแถบตะวันออกของไทย ไปยัง เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง แอฟริกา และ ยุโรป จาก 9 วัน เหลือ 5 วัน&nbsp;<br />
3. เป็นแผนการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) ที่จะเชื่อมกับโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) คาดว่าช่วยเพิ่ม GDP ภาคใต้ได้ จาก 2% เป็น 10% ต่อเนื่องอย่างน้อย 10 ปี<br />
4. เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาว ดึงเอกชนเข้ามาลงทุน ทั้งการตั้งโรงงานเป็นฐานการผลิต เกิดเป็นนิคมอุตสาหกรรม โรงงานกลั่นน้ำมัน ทำให้เกิดการจ้างงานกว่า 2.8 แสนตำแหน่ง ทั้งที่จังหวัดชุมพร และ ระนอง รวมทั้งเป็นส่วนช่วยทำให้ GDP ของประเทศไทยมีอัตราการเจริญเติบโตเพิ่มขึ้น ตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดการณ์จาก 4.0% เป็น 5.5% ต่อปี<br />
5. เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเรื่องการขนส่งน้ำมัน ทั้งน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป ทำให้ไทยเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ<br />
สำหรับความคืบหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ นายจิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผน&nbsp;<br />
การขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยว่า ในการขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์จะต้องมีพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) โดยจะเร่งเสนอต่อคณะรัฐมนตรีภายในเดือนมิถุนายน 2569 บูรณาการและเร่งรัดดำเนินการออกแบบและรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA และ EHIA) ร่วมกับกรมทางหลวงและการรถไฟแห่งประเทศไทย ให้แล้วเสร็จภายในปี 2570 เพื่อให้ได้ผู้ลงทุนโครงการแลนด์บริดจ์ และเริ่มดำเนินการก่อสร้างระยะที่ 1 ให้ได้ภายในปี 2573<br />
ทั้งนี้ ในโอกาสที่ นายชาง ชุน ซิง (H.E. Mr. Chan Chun Sing) รัฐมนตรีประสานงานด้านบริการภาครัฐ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสาธารณรัฐสิงคโปร์ เข้าเยี่ยมคารวะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 ยังได้แสดงความสนใจโครงการแลนด์บริดจ์ ของไทย โดยเห็นว่าเป็นการเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างสองฝั่งทะเล เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มศักยภาพด้าน<br />
โลจิสติกส์ของประเทศ รวมถึงเป็นโอกาสที่จะทำให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งจะต่อยอดสู่การสร้างเศรษฐกิจใหม่ สนับสนุนความมั่นคง และเสริมศักยภาพให้กับภูมิภาค ซึ่งนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่าโครงการดังกล่าวต้องอาศัยการลงทุนขนาดใหญ่และความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงพันธมิตรระหว่างประเทศ เพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน<br />
อีกทั้งในการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 นายกรัฐมนตรี ได้มีข้อสั่งการผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ ให้เกิดได้จริง เพราะถือเป็นโอกาสของประเทศไทยที่จะนำเงินเข้าสู่ประเทศ สร้างรายได้ สร้างการจ้างงาน และนำมาสู่การพัฒนาประเทศในระยะยาว พร้อมย้ำว่าจากวันนี้บริบทที่ภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนไป การมองโครงการแลนด์บริดจ์ ควรมองให้ลึกซึ้งและรอบด้านมากขึ้น เพราะมีโอกาสทางเศรษฐกิจ และสิ่งที่ดีเข้ามาสู่พื้นที่ในจังหวัดภาคใต้ พร้อมเข้าใจถึงข้อกังวลของประชาชน จึงเน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็น เริ่มที่จังหวัดชุมพรและระนอง มอบหมายให้กระทรวงคมนาคม ไปรับฟังความคิดเห็นและมติของประชาชนในพื้นที่ โดยจะต้องให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่และรอบด้าน<br />
ด้านนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่าขณะนี้ได้หารือร่วมกับสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ถึงการตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (Southern Economic Corridor: SEC) เพื่อผลักดันโครงการลงทุนอื่น ๆ ในภาคใต้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงโครงการแลนด์บริดจ์ด้วย ครอบคลุมทั้ง 4 จังหวัด (ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช) ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ในการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐาน และยกระดับสิทธิประโยชน์ในการดึงดูดการลงทุน โดยมองว่าโครงการแลนด์บริดจ์ถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการพัฒนาเส้นทางขนส่งเชื่อม 2 มหาสมุทร คือ อ่าวไทย และ<br />
อันดามัน ช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาช่องทางเดินเรือเพียงจุดเดียว โดยเฉพาะในบริบทของสถานการณ์โลก เช่น ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อเส้นทางขนส่งพลังงานและการค้าโลก จากเดิมแนวคิดการพัฒนาโครงการลักษณะนี้ เช่น คลองไทย ได้ถูกพูดถึงมานานหลายสิบปี แต่ยังไม่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โครงการ แลนด์บริดจ์ ถือเป็นโจทย์สำคัญของประเทศ ซึ่งจากผลการศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ยืนยันว่า โครงการมีความคุ้มค่า และเป็นโอกาสของไทย สำหรับการลงพื้นที่จังหวัดชุมพรและระนอง &nbsp; &nbsp; &nbsp;มีกำหนดการลงพื้นที่ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง เริ่มต้นที่จังหวัดชุมพร อำเภอหลังสวนและพะโต๊ะ ก่อนจะเดินทางต่อไปยังจังหวัดระนอง เพื่อร่วมหารือกับผู้นำชุมชนและตัวแทนท้องถิ่น เน้นย้ำความสำคัญของการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน เพื่อเปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้แสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่าเห็นด้วยกับโครงการหรือไม่ และชี้แจงทั้งข้อดี ข้อเสีย และรายละเอียดจากผลการศึกษาโครงการ โดยเฉพาะในมิติของการสร้างงานสร้างอาชีพ ซึ่งการเกิดขึ้นของท่าเรือแห่งใหม่จะนำมาซึ่งโอกาสทางธุรกิจที่หลากหลาย ตั้งแต่บริการสนับสนุนการเดินเรือไปจนถึงธุรกิจต่อเนื่องอื่น ๆ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นบริษัทใหญ่ เป็นบริษัทในพื้นที่ได้ รวมถึงอาชีพที่ต้องสงวนให้คนในพื้นที่เท่านั้น เพื่อให้คนในพื้นที่ได้รับประโยชน์ ส่วนข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อม ยืนยันจะใช้เทคโนโลยีการเจาะอุโมงค์แทนการระเบิดภูเขาเพื่อรักษาระบบนิเวศ และย้ำว่าโครงการแลนด์บริดจ์ไม่ใช่การขุดคลอง แต่เป็นการเชื่อมต่อด้วยถนน รางรถไฟ และท่อส่งน้ำมัน ดังนั้นจึงไม่มีความเสี่ยงเรื่องการแบ่งแยกพื้นที่ประเทศออกเป็นสองซีก หรือปัญหาด้านความมั่นคงตามที่ฝ่ายความมั่นคงเคยมีความกังวลในอดีต โดยตั้งเป้าจะเริ่มกระบวนการประมูลและเริ่มก่อสร้างได้ภายในปี 2573</p>
]]></description>
<enclosure url='https://ratchaburi.prd.go.th/th/file/get/file/202604301594ea90aa8f43ffb9cf5c9a50d87f16123051.jpg' type='image/jpg' length='1427732' />
</item>
</channel>
</rss>
